น้องๆ ชาว Dek-D.com หลายคนคงอาจได้รู้จักสังคมหรือวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้ ผ่านสื่อหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นละครซีรีส์ หรือเพลง K-POP วัฒนธรรมที่ส่งผ่านสื่อเหล่านี้ล้วนแต่สร้างมุมมองที่ทำให้เรามองเกาหลีใต้ว่าเป็นเมืองที่มีแต่ความสวยงาม โรแมนติก ผู้คนหน้าตาดี หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราหลงใหลและมีความสุขไปกับมัน เราต่างรู้จักประเทศเขาแค่ด้านที่เขาอยากให้เรารู้จัก
แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าภาพสวยงามเหล่านั้น บางครั้งมันอาจจะเป็นแค่ภาพมายาคติที่สร้างขึ้นเพื่อกดทับบาดแผลของสังคมเกาหลีใต้อยู่ก็เป็นได้ สิ่งที่เราเห็น กับสิ่งที่เป็นจริง มันอาจจะไม่ได้สวยงามแบบในละครซีรีส์ที่สร้างความสุขให้กับเราเสมอไป วันนี้ พี่วุฒิ มีเรื่องราวของ “แบคคัสเลดี้ หรือ โสเภณีรุ่นยาย” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวทำลายวัฒนธรรมของเกาหลี แต่ก็ยังมีอีกกระแสที่บอกว่า นี่แหละคือบาดแผลของสังคมที่รอการเยียวยาอยู่…
‘แบคคัสเลดี้’ ความจริงของโสเภณีที่ไม่มีทางเลือก
หลายคนคงยังไม่รู้ว่า “แบคคัสเลดี้ (Bacchus Ladies ,박카스 할머니)” ที่พี่ได้กล่าวไปคืออะไร … แบคคัสเลดี้ คือ ชื่อเรียกของโสเภณีวัยสูงอายุที่ขายตัวอยู่ที่สวนสาธารณะจองมโย(Jongmyo) ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
และที่มาของชื่อแบคคัส เดิมทีแล้วเป็นชื่อของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อแบคคัส ซึ่งแรกเริ่ม เหล่าคุณยายได้มานำมาขายให้กับชายชราที่มาเล่นหมากโกะ บ้างก็มานั่งคุยเล่นตามประสาคนแก่ ณ สวนสาธารณะแห่งนี้ แต่ภายหลังก็มีการขายตัวให้กับชายชราเหล่านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า “รายได้ที่ขายเพียงเครื่องดื่ม วันละ 5,000 วอนต่อวัน (ประมาณ 160 บาท) มันไม่พอที่จะอยู่รอด”
“แทนที่จะใช้บั้นปลายของชีวิตอยู่ที่บ้านอย่างสุขสบาย
แต่กลับต้องมาขายตัว”
แต่กลับต้องมาขายตัว”
แบคคัสเลดี้ส่วนใหญ่ จะมีอายุตั้งแต่ 50-60 ปี และในบางทีก็มีไปถึงอายุ 80 ปีเลยด้วยซ้ำ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชายแก่รุ่นราวคราวเดียวกัน แต่พวกเธอก็บอกว่า บางทีก็มีรุ่นลูกหลานที่มีอายุตั้งแต่ 20 ถึง 40 ปี ก็มีมาใช้บริการพวกเธอเหมือนกัน พวกเธอจะไม่เปิดเผยชื่อจริงออกมาให้ใครรู้ แต่จะมีชื่อสมมติที่ใช้เรียกกันเท่านั้น และเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอต้องมาทำอาชีพนี้กันล่ะ?
ในความเป็นจริงแล้ว คุณยายเหล่านี้ควรที่จะอยู่บ้าน ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุขด้วยการเลี้ยงดูของลูกหรือหลาน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเธอต้องออกมาทำอาชีพนี้ ส่วนมากเกิดมาจาก ความล้มเหลวของคนวัยหนุ่มสาวที่ยังเอาตัวเองไม่รอดในยุคที่กระแสสังคมเกาหลีใต้ได้เปลี่ยนไปกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลเอาใจใส่เป็นหลัก การแข่งขันก็สูงขึ้น ดังนั้นนับประสาอะไรที่จะไปเลี้ยงพ่อแม่ตัวเองล่ะ และคำสอนที่เคยยึดใช้กันมาช้านานอย่างคำสอนของลัทธิขงจื๊อที่บอกว่า “ลูกๆ ที่ประสบความสำเร็จ คือ บำนาญที่ดีที่สุดของพ่อแม่” ก็คงเสื่อมสลายไปความก้าวหน้าของบ้านเมือง
ดังนั้นพวกเธอจึงเลือกออกจากบ้านมาเพื่อขายตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง บ้างก็เป็นคนที่ไม่มีบ้านอาศัย (Homeless) เพราะถูกลูกหลานทิ้ง บ้างก็สามีตาย บางคนก็อาจจะมีลูกที่เข้ามาทำงานในเมือง แต่จะอาศัยเงินลูกใช้มันก็คงไม่พอ พวกเธอจึงอาศัยเวลาที่ลูกไปทำงาน แทนที่จะอยู่บ้าน ก็ออกมาขายตัวเพื่อเลี้ยงชีพ และเหตุผลที่ต้องเลือกทำอาชีพนี้ หลายคนไม่มีการศึกษาและไม่มีสิทธิ์เลือกทำอาชีพอื่น แต่ในขณะเดียวกันแบคคัสเลดี้อีกหลายคนก็เป็นคนที่เกษียณงานแต่เงินเก็บที่มีไม่พอที่จะอยู่รอดได้ และปัจจุบันมีหญิงชราทำอาชีพนี้มากกว่า 400 คน ณ สวนสาธารณะแห่งนี้
“พวกเขาถูกมองว่าเป็นชาวต่างชาติในบ้านเกิดของตัวเอง”
อาชีพโสเภณีในเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง และเหล่าแบคคัสเลดี้หลายคนก็ถูกตำรวจจับไปหลายครั้งแล้วเช่นกัน พวกเธอถูกประณามว่าเป็น “ตัวทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศเกาหลีใต้” พวกเธอใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในสังคมไม่ได้ต่างไปจาก “ชาวต่างชาติในแผ่นดินของตัวเอง” ทั้งที่จริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้คือปัญหาของคนยากจนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไขมากกว่า เพราะว่า 1 ใน 2 ของคนชราในประเทศเกาหลีใต้มีฐานะยากจนกันทั้งนั้น และบางทีอาจกล่าวได้ว่า แบคคัสเลดี้ ก็คือ “คนแก่ที่ตกการสำรวจสวัสดิการจากรัฐบาล ไม่ใช่ผู้ทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศก็เป็นได้”
“เพื่อให้มีชีวิตที่อยู่รอดได้ ฉันก็ต้องข่มตา ข่มใจ
ปล่อยให้มันเป็นไป”
ปล่อยให้มันเป็นไป”
และล่าสุดก็มีการเปิดเผยเกี่ยวกับโสเภณีวัยสูงอายุกลุ่มนี้อีกครั้งโดยสารคดี Get Real พวกเขาได้สัมภาษณ์โสเภณีคนหนึ่ง นามสมมติที่เธอใช้คือ มาดามปาร์ค เรื่องราวชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เรามาอ่านกันเลยครับ
เธอเล่าว่า ในแต่ละวันเธอยืนวันละ 6 ชั่วโมงที่ถนน ณ สวนสาธารณะแห่งนี้ เพื่อรอลูกค้า
“เพื่อให้มีชีวิตที่อยู่รอดได้ ฉันก็ต้องข่มตา ข่มใจ ปล่อยให้มันเป็นไป และถ้าวันไหนโชคดี ฉันก็มีลูกค้า 3-4 คนมาใช้บริการ และได้เงิน 100,000 วอน (ประมาณ 3000 บาท)”
มาดามปาร์คเล่าว่า เธอแต่งงานตอนอายุ 19 ปี และในช่วงปี 2000 สามีของเธอติดพนัน และได้ทิ้งครอบครัวไป เธอจึงต้องแบกภาระด้วยการเลี้ยงลูกทั้ง 4 คน โดยแรกเริ่มแล้ว เธอเคยทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟแต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอที่จะส่งลูกทั้งหมดเข้าเรียน และในตอนนี้พวกเขาก็ทิ้งเธอไปอีกเช่นกัน เธอจึงจำต้องอาศัยอยู่กับญาติของเธอ เธอยังบอกอีกว่า เข่าของเธอมีปัญหาตั้งแต่อายุ 70 ต้นๆ และก็ทำให้เธอไม่มีงานทำ พอสามีเธอรู้ก็ได้ทิ้งเธอไป แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่ได้อดข้าว อดน้ำ เพราะว่ารัฐบาลก็ได้ดูแลเรื่องปากท้องอยู่ แต่การที่เธอเป็นโรคเข่าอักเสบ เงินสวัสดิการที่รัฐบาลให้มันไม่พอ และเพื่อความอยู่รอดและต้องหาเงินไปซื้อยามารักษาอาการบาดเจ็บ เธอจึงต้องจำใจเป็นโสเภณี
“ฉันรู้สึกกังวลเวลาที่ผู้คนจะพูดเวลารู้ว่าฉันเป็นโสเภณีมากกว่าที่จะถูกตำรวจจับ”
“และถึงแม้ว่าฉันใกล้จะตายแล้วก็ตาม ฉันก็ต้องการเงินไปซื้อยาเพื่อรักษาหัวเข่า
วันมะรืนนี้ ฉันก็จะไปโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดยาที่หัวเข่า มันเจ็บมากๆ เลยจ้ะ”
วันมะรืนนี้ ฉันก็จะไปโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดยาที่หัวเข่า มันเจ็บมากๆ เลยจ้ะ”
และล่าสุดก็ได้มีการหยิบยกเรื่องราวของของแบคคัสเลดี้มาถ่ายทอดสู่แผ่นฟิล์มในชื่อเรื่อง “The Bacchus Lady” โดยผู้กำกับ อี แจ ยง (E J Yong) อีกด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากการนำไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินและซีแอตเติลเมื่อปีที่แล้ว ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปหามาดูกันเองนะครับ
พอได้รู้เรื่องราวของแบคคัสเลดี้ โสเภณีวัยสูงอายุของเกาหลีใต้ไปแล้ว น้องๆ รู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ? พี่เองรู้สึกเห็นใจมากๆ และรู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูก ที่ผ่านมาเราเสพสื่อของประเทศนี้แค่เพียงด้านที่เต็มไปด้วยความสดใส แต่ความจริงแล้วกลับมีด้านมืดของสังคมที่เปรียบเสมือนบาดแผลที่ถูกกดทับรอคอยการเยียวยาอยู่ และพี่เองก็เชื่อว่า ไม่ว่าประเทศไหนหรือสังคมใดก็ล้วนมีปัญหาที่รอจัดการแก้ไขอย่างเหมาะสมและถูกวิธีอยู่ และถ้าไม่รีบเร่งแก้ไข บาดแผลก็อาจจะเรื้อรังและยากที่จะรักษาก็เป็นได้…
อ้างอิง













7 ความคิดเห็น
เป็นบทความที่ดีเลยค่ะ
ก็คิดว่าประเทศนี้น่าจะมีมุมมืดอยู่เหมือนกันค่ะ
แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นมุมมืดในเรื่องนี้อยู่ด้วย
พอได้อ่านแล้วเกิดมุมมองใหม่จริงๆค่ะ
เป็นข้อคิดสำหรับเตือนใจที่ดีค่ะ
ชีวิตของคนเราไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆเลยนะคะ
แม้เราจะมีพ่อแม่ คนรัก หรือมีลูก สุดท้ายพวกเขาอาจหายจากเราไป
และที่สุดก็มีตัวเราเท่านั้นล่ะค่ะ
มุมมืดทุกประเทศมันมีหมดอะ แล้วแต่ว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆจะใส่ใจแก้ปัญหากับมันรึเปล่า เฮ้ออออ
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ รู้สึกสงสารและเห็นใจมากกว่านะคะ เหมือนมันไม่ทางเลือกเลยต้องทำ ไม่มีใครมาคอยช่วยแต่กลับมาแต่มาประณามสิ่งที่เค้าต้องทำเพื่อเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ใจร้ายจังเลย
ขอบคุณ คอลัมนิสต์ ที่นำเสนอ มุมมองที่แตกต่าง จากกระแสที่ผ่านมาค่ะ อย่างที่เรารับทราบมาโดยตลอดว่าชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านที่สวยงาม
สะท้อนให้เห็นเลยว่าคนส่วนใหญ่เลือกจะประนามและปิดบังปัญหามากกว่าแก้ไข