พี่เชื่อว่าน้องๆ ชาว Dek-D.com จำนวนไม่น้อย อยากที่จะเข้าศึกษาเรียนต่อด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งคณะในประเทศไทยที่เปิดสอนภาษานั้นมีให้เลือกอยู่มากมาย ทั้งอักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ล้วนแล้วเป็นคณะที่สอนภาษาเช่นเดียวกัน และเมื่อได้เข้ามาเรียนแล้ว วิชาที่เหล่านิสิต นักศึกษาที่เรียนภาษาต่างๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ‘วรรณกรรม’ หลายคนที่เรียนแล้วก็บ่นว่ายาก ไม่ชอบวิชานี้เอาซะเลย แต่บางคนเรียนแล้วชอบก็เยอะ แล้วทำไมถึงต้องเรียนวิชานี้ด้วยล่ะ มีความสำคัญอย่างไรบ้าง วันนี้ พี่วุฒิ สรุปความสำคัญของวิชาวรรณกรรมมาให้น้องๆ ได้อ่านเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้ามาเรียนกันครับ
1. วรรณกรรมทำให้เราเข้าใจที่มาของภาษา
เหตุผลแรกและเหตุผลหลักที่คนเรียนภาษาต้องเรียนวรรณกรรมก็เพราะ วรรณกรรมนั้นทำให้เราเข้าใจที่มาของภาษามากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ ความคิดความอ่านของคนสมัยก่อนที่ถ่ายทอดออกมาสู่วรรณกรรมในแต่ละเรื่อง ซึ่งล้วนแล้วแฝงมาด้วยคุณค่าทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเอง ก็ต้องเรียนทั้งวรรณกรรมอังกฤษและวรรณกรรมอเมริกา เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงที่มาของทั้ง 2 ฝั่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
และเมื่อได้เข้ามาเรียนภาษา เรายังต้องเรียนรู้ถึงภูมิหลังเทวตำนานของแต่ละภาษาอีกด้วย เพราะตำนานเทพเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลต่อการเกิดภาษา และคำศัพท์ในหลายแวดวงที่เราใช้กันในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ในสาขาภาษาอังกฤษ ก็ต้องเรียนตำนานกรีกและโรมัน และอย่างที่พี่ได้บอกว่าเทพเจ้าเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการเกิดภาษา พี่ขอยกตัวอย่างคำที่เห็นชัดๆ ก็คือ โรค Panic Disorder หรือโรคขี้กังวล โรคตื่นตระหนก ซึ่งคำว่า ‘Panic’ ก็มีรากฐานมาจากเทพเจ้าในตำนานกรีกที่ชื่อว่า ‘Pan’ ที่เป็นเทพเจ้าแห่งป่าไม้ หากใครก็ตามมารบกวนการนอนของเทพ Pan เทพตนนี้จะโกรธมากและทำให้ทั้งคนและสัตว์ต่างๆ เกิดอาการตื่นตระหนกหวาดกลัวมาก และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า Panic ที่ใช้อธิบายอาการของคนชอบตื่นตระหนกในความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ เห็นมั้ยครับน้องๆ แค่คำเดียวก็มีที่มาอย่างที่เราอาจไม่รู้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ และคำศัพท์แต่ละคำก็สามารถไปโผล่ในวงการอื่นๆ ได้อีกด้วย ถ้าน้องๆ ได้อ่านวรรณกรรมมากขึ้น ก็จะยิ่งเข้าใจที่มาของภาษามากขึ้นแน่นอน
2. วรรณกรรมช่วยฝึกทักษะทางภาษาให้ดีขึ้น
แน่นอนว่าเวลาเราได้อ่านวรรณกรรมนั้น เราจะซึมซับภาษาเข้าไปในตัวเราโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราอ่านวรรณกรรมหลากหลายเรื่อง เราก็จะได้เรียนรู้รูปแบบวิธีการเขียนของนักเขียนในหลากหลายรูปแบบ วิธีการใช้ประโยค การเลือกใช้คำศัพท์ในแต่ละบริบท และในจุดนี้ เราเองเมื่อได้อ่านก็ซึมซับเข้าไป มันก็เป็นการฝึกทักษะภาษาไปด้วย โดยส่วนตัวพี่เองที่จบเอกภาษาอังกฤษ พี่เป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้ทักษะการเขียนจากนักเขียนหลายท่านที่เขียนวรรณกรรมอังกฤษและอเมริกันชื่อดังที่คนเรียนเอกภาษาอังกฤษต้องได้เรียนผลงานของพวกเขาแน่นอน เช่น Arthur Miller, William Shakespeare, Tennessee William เป็นต้น เมื่อก่อนพี่เป็นคนที่เขียนอะไรยาวๆ มากไม่ค่อยได้เลย บางครั้งเขียนแล้วก็ผิดหลักไวยากรณ์เยอะมากกกก! แต่เมื่อได้เรียนวรรณกรรมแล้ว มันก็ได้ฝึกสังเกตการเขียนของนักเขียนแต่ละท่าน พร้อมทั้งฝึกกระบวนการคิดควบคู่ไปกับการเขียนอีกด้วย และการเขียนก็เป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ของคนที่เลือกเรียนภาษา อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกศาสตร์อีกด้วยครับ
3. วรรณกรรมทำให้เราได้ย้อนเวลาไปในอดีต
หากน้องๆ ไม่ค่อยได้รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศที่เรากำลังเรียนภาษาของเขาอยู่ การเรียนวรรณกรรมนั้นก็จะช่วยให้น้องได้รู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศแน่นอน ยกตัวอย่างเอกภาษาจีนที่ผู้เรียนต้องได้เรียนแน่ๆ ก็คือ วรรณกรรมอันเลื่องชื่อที่เกี่ยวกับกวีนิพนธ์ราชวงศ์ถัง อย่าง ‘สามก๊ก’ น้องๆ จะได้รู้ลึก รู้จริงถึงอิทธิพลของงานวรรณกรรม และจะได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์และจะเข้าใจว่าทำไม จีนถึงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกตัวอย่างก็คือ เอกภาษาญี่ปุ่น หลายคนที่เรียนภาษานี้จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของแดนอาทิตย์อุทัยผ่านวรรณคดีญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยมุขปาฐะถึงสมัยเฮอัน ซึ่งวรรณคดียุคนี้ก็มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นมาก หากใครว่าการเรียนวรรณกรรมนั้นไม่มีประโยชน์ลองคิดใหม่และเปิดใจรับความรู้ที่แฝงในงานเขียนกันเถอะครับ เพราะล้วนแล้วมีคุณค่าทั้งนั้นเลย
4. วรรณกรรมช่วยทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและความเชื่อ
แม้ว่าเราไม่ได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ การเรียนวรรณกรรมก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราได้รับ ‘ประสบการณ์’ ผ่านงานเขียนในแต่ละเรื่อง และเราจะเข้าใจถึงบริบททางสังคมขอแต่ละประเทศมากขึ้น ว่ากันว่า วรรณกรรมก็คือเครื่องชี้วัดจิตใจของคนในชาติ ชาติใดมีวรรณกรรมมากก็จะบ่งบอกถึงวัฒนธรรมและความรุ่งเรื่องของชาตินั้น
และในเรื่องวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นอีกประเทศหนึ่งอย่าง ‘เมียนมาร์’ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งก็เปิดสอนเอกภาษาพม่าเข้ามาในหลักสูตร น้องๆ หลายคนแห่เข้าไปเรียนกันมากขึ้นเพราะกระแสของอาเซียนที่มาแรงในยุคหลังๆ นอกจากเรียนภาษาพม่าเพื่อฝึกทักษะด้านต่างๆ แล้ว เราก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศเขาด้วย เช่น คนพม่าส่วนใหญ่มักมีคำสอนที่สอนลูกและคนรุ่นต่อไปในเรื่องของความกตัญญู ซึ่งมาจากคำสอนของพระเจ้าจานสิตาตั้งแต่สมัยราชวงศ์พุกาม ยุคแรกของพม่า และความเชื่อเรื่องผี ‘นัต’ ที่เป็นวิญญาณที่คนพม่าเชื่อว่าจะช่วยคุ้มภัยซึ่งคนพม่านั้นมีความเชื่อเรื่องนี้กันมานานมาก เรื่องราวเหล่านี้ก็จะถูกถ่ายทอดในวรรณกรรมหลากหลายเรื่องของพม่าให้ได้เรียนกัน การอ่านวรรณกรรมก็จะทำให้เข้าใจคนประเทศนั้นๆ มากขึ้น และสามารถทำงานหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าอกเข้าใจกัน
5. วรรณกรรมช่วยฝึกการคิดวิเคราะห์และการวิจารณ์
เมื่อน้องๆ ได้เรียนและอ่านวรรณกรรมเพิ่มมากขึ้น นอกจากการฝึกทักษะการอ่านแล้ว สิ่งที่จะได้เพิ่มมากขึ้นอีกก็คือ ทักษะการวิเคราะห์และการวิจารณ์อย่างมีเหตุผล แรกเริ่มเลยเราอาจะเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย มองทุกอย่างเป็นมุมแคบๆ ตื้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน และเมื่อน้องๆ ได้อ่านวรรณกรรมแล้ว น้องๆ จะกลายเป็นคนที่รู้จักวิเคราะห์และกล้าวิจารณ์มากขึ้น เพราะว่าในวรรณกรรมล้วนแล้วแฝงมาด้วยคุณค่าทางศีลธรรม ฝึกให้เรารู้อะไรดี อะไรเลว ซึ่งอาจเล่าผ่านตัวละครหลักๆ ยกตัวอย่างใกล้ตัวเราเลย เช่น ในวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนข้างขุนแผน ตัวละคร ‘วันทอง’ ที่แอบไปสมสู่กับขุนแผนซึ่งตอนนั้นยังบวชเป็นพระอยู่ เมื่อได้อ่านเราก็กล้าที่จะวิจารณ์ได้ว่า นี่หรือคือตัวละครนางเอกไทย? และการที่บอกว่าให้ปฏิบัติตัวเรียบร้อยเฉกเช่นหญิงโบราณก็คงไม่ได้เป็นจริงไปทั้งหมด เพราะหลักฐานก็ได้ปรากฏชัดในงานเขียนที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แน่นอนว่าพอเราได้เริ่มวิจารณ์แล้ว น้องๆ จะได้ฝึกทักษะการคิดแน่นอน สิ่งเหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับวิจารณญาณซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
6. วรรณกรรมทำให้เรามีทัศนคติที่ดีและเข้าใจชีวิตมากขึ้น
การได้เรียนและอ่านวรรณกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม แต่ก่อนเราอาจมีทัศนคติต่อเรื่องบางเรื่องเป็นอีกแง่หนึ่ง พอเราได้อ่านแล้ว บางครั้งก็อาจฉุกคิดให้เรามองอีกด้านหนึ่ง และนั่นอาจทำให้เรามีทัศนคติต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไป ‘การเรียนวรรณกรรมก็เหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง’ วรรณกรรมทุกเรื่องล้วนแฝงไปด้วยคุณค่าระหว่างบรรทัดต่อบรรทัด
งานเขียนทุกอย่างไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ วรรณคดี บทกลอน บทความ หรือเรื่องสั้น นั้นล้วนถ่ายทอดผ่านความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ในวรรณกรรมหลายๆ เรื่อง มักเขียนและถ่ายทอดมุมมองทั้งเรื่องครอบครัว, เพื่อน, ปัญหาชีวิต, สภาพสังคม เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจากตัวมนุษย์ การเรียนวรรณกรรมก็จะทำให้เราได้เข้าถึงความเป็นมนุษยศาสตร์มากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น และจะทำให้เราเป็นคนที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข หรืออาจกล่าวได้ว่า ‘วรรณกรรมก็คือกระจกสะท้อนเรื่องราวชีวิตของมนุษย์’ นั่นเอง
ก่อนหน้านี้หลายๆ คนอาจจะไม่อยากเรียนวรรณกรรมเลย เพราะอาจจะคิดว่าน่าเบื่อ พออ่านมาถึงตรงนี้ พี่เองก็หวังว่าน้องๆ หลายคนก็คงได้รับรู้ถึงประโยชน์ของการเรียนวรรณกรรมกันนะครับ หากน้องๆ คนไหนคิดที่จะเรียนต่อด้านภาษาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม ก็ขอให้ตั้งใจสอบเข้าได้สำเร็จ และเมื่อน้องได้เรียนวรรณกรรมของแต่ละภาษาแล้ว เชื่อพี่เถอะครับว่า นอกจากได้ความรู้และทักษะทางภาษาเพิ่มมากขึ้นแล้ว เราจะเป็นคนที่เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้นแน่นอน :D




.jpg)
.jpg)
.jpg)
3 ความคิดเห็น
การเรียนในมหาลัยเขาสอนทั้งบริติชและอเมริกันหรอคะ
รับสอนวิชานี้ไหม เราหาครูติวอยู่
วรรณกรรมไทยใช่ไหมเราช่วยดูให้ได้ เราเรียนเอกไทยศึกษา