น้องๆ ชาว Dek-D.com หลายคนน่าจะพอรู้เรื่องราวของชาวโรฮิงญาที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานหลายปี วันนี้ พี่วุฒิ มีอีกหนึ่งประเด็นที่น่ารู้เกี่ยวกับสังคมของชาวโรฮิงญามาให้น้องๆ ได้ทราบกัน นั่นก็คือ เรื่องราวของ ‘หญิงสาววัยเยาว์ชาวโรฮิงญาที่ถูกนำมาขายเพื่อแต่งงานกับผู้ชายโรฮิงญาที่อาศัยในประเทศมาเลเซีย’ พออ่านดูแล้ว น้องๆ อาจจะแปลกใจว่าเรื่องนี้มันจะเป็นปัญหาอย่างไรล่ะ? แล้วทำไมชาวโรฮิงญาต้องมาซื้อชาวโรฮิงญาด้วยกันเอง? ไม่รอช้า เรามารู้จักเรื่องนี้กันเถอะครับ
ชายชาวโรฮิงญาที่อาศัยในประเทศมาเลเซีย
ผู้ซื้อหญิงสาวพื้นเมืองเดียวกัน เพื่อมาเป็นเมียตัวเอง
เท้าความแรกเริ่มเลย เพราะปัญหาความรุนแรงในรัฐยะไข่ที่มีการขับไล่ เผาไฟหมู่บ้านชาวโรฮิงญา จึงทำให้มีการอพยพมาอยู่ที่มาเลเซียกันเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่คนที่ย้ายมาก็เป็น ‘ชายโสด’ ทั้งนั้น ในอดีตชาวโรฮิงญาจำนวนมากจะแต่งงานกับหญิงชาวอินโดนีเซียที่ไม่มีเอกสารรับรองหรือหญิงสาวชาวพม่าที่นับถืออิสลาม แต่นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ได้มีการซื้อสาวชาวโรฮิงญาข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อแต่งงานกับพวกตน เรียกง่ายๆว่า ‘เจ้าสาวจัดส่ง’ นั่นเอง โดยชายเหล่านี้บอกว่าเขาก็ต้องการมีคู่ชีวิตเฉกเช่นคนอื่น และการมีครอบครัวก็เหมือนเป็นการเลื่อนสถานะทางสังคมด้วย
Photo Credit: http://www.aljazeera.com
และเมื่อพวกเขาต้องการหญิงสาวพื้นเมืองเดียวกันมาแต่งงานด้วย จึงทำให้ ‘นายหน้า’ ที่ร่วมมือกับครอบครัวผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่าย เลือกส่งลูกสาวที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการและขายให้กับชายที่ไม่รู้จักหน้า โดยลูกสาวของพวกเขาก็ไม่รู้เรื่องมาก่อนเช่นกัน และก็ไม่ได้ปรึกษาถามความเต็มใจด้วย ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับเหตุผลที่เลือกไม่ได้ เพราะลูกสาวของพวกเขาถูกกักขังไว้ และถ้าอยากได้ลูกตัวเองคืน ก็ต้องหาเงินมาจ่ายเป็นจำนวน 7,000 ริงกิต (ประมาณ 55,000 บาท) เพื่อไถ่ตัวกลับไป แต่ถ้าหาไม่ได้ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ยอมขายลูกสาวตัวเองเป็นเงิน 7,000 ริงกิตเช่นเดียวกัน โดยครอบครัวชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่กลับเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะว่า การขายลูกตัวเองไป ก็เหมือนกับการลดภาระค่าใช้จ่ายไปในตัว แต่ชีวิตของลูกสาวตัวเองต่อจากนี้ กลับนึกภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ว่าจะเจออะไรบ้าง…
…และนี่คือเรื่องราวของเด็กสาววัย 13
ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์…
ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์…
เมื่อได้นึกย้อนกลับไปตอนเหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ประเทศพม่าที่เธอเคยอยู่อาศัย จากเหตุการณ์นั้น ทำให้เด็กสาววัย 12 ในตอนนั้นต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่เธอไม่รู้จักมาก่อน และมีอายุแก่กว่าเธอเป็นสิบๆ ปี เธออุ้มลูกไปพร้อมให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตา
เธอไม่บอกว่าเธอชื่ออะไร แต่เธอบอกว่า ยังมีเด็กสาวอีกหลายร้อยชีวิตที่ประสบชะตากรรมเดียวกับเธอ ที่หลีกหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ แต่กลับต้องถูกมาขายที่มาเลเซีย หญิงสาวเล่าว่า เธอถูกแยกจากครอบครัว ก่อนที่เธอจะมาอยู่มาเลเซียเธอเคยถูก ‘นายหน้า’ กักขังอยู่ที่ค่ายที่เต็มไปด้วยความสกปรกและป่าเถื่อนอยู่หลายสัปดาห์ ซึ่งค่ายนั้นตั้งอยู่ที่ชายแดนของประเทศไทย ชีวิตของพวกเธอและคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากการอยู่ในขุมนรกสักเท่าไหร่ เพราะว่าเธอโดนพวกนายหน้าข่มขืนด้วย และทางเดียวที่เธอจะได้รับอิสระก็คือ เธอต้องขายตัวเองเพื่อไปเป็นภรรยาของผู้ชายโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย
“นายหน้าบอกฉันว่า จะถูกขายให้กับชายคนหนึ่ง และฉันก็ถามกลับไปว่า
‘เขาทำแบบนั้นได้อย่างไร’ หัวใจของฉันกำลังจะสลายและรู้สึกหวาดกลัวไปหมดค่ะ”
‘เขาทำแบบนั้นได้อย่างไร’ หัวใจของฉันกำลังจะสลายและรู้สึกหวาดกลัวไปหมดค่ะ”
Photo Credit: http://www.reuters.com
เธอยังเล่าอีกว่า หลังจากแต่งงานแล้ว เธอก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองกวนตัน ทางฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย และหลังจากได้เริ่มใช้ชีวิตคู่กับสามีของเธอนั้น เธอกลับเหมือนตกนรกไปมากกว่าเดิม เธอถูกสามีเธอขู่บังคับ ทำร้าย อีกทั้งยังไม่ให้เธอติดต่อกับครอบครัวของเธอ โดยยึดโทรศัพท์ไปและก็ขังเธอไว้ไม่ให้ได้พบกับครอบครัวด้วย เธอเคยถูกทิ้งไว้อยู่ที่บ้านคนเดียวนานนับหลายวัน และกว่าจะได้ติดต่อกับครอบครัว ก็กินเวลาเข้าไป 8 เดือนแล้ว และในที่สุด พ่อของเธอก็ได้เดินทางมาที่เมืองกวนตันเพื่อมาช่วยชีวิตเธอไว้ และในตอนนี้เธอก็ได้ย้ายหนีมาอยู่กับครอบครัวของเธอที่อพยพมาตั้งรกรากที่กัวลาลัมเปอร์เรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเดิม แต่ก็ยังหวาดกลัวที่วันหนึ่ง อาจจะเจอกับสามีของเธอและถูกนำกลับไปข่มเหงอีกครั้ง
แต่อีกฝั่งหนึ่งเป็นเรื่องราวของหญิงสาวอีกคนที่เผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ต่างกันที่ เธอต้องการที่จะแต่งงานกับชายโรฮิงญาด้วยกัน หญิงสาววัย 18 ปี ‘Yasmin Zokir Ahmad’ เล่าเรื่องราวของชีวิตเธอให้ฟังว่า เธอถูกซื้อด้วยราคา 3,500 ริงกิต (ประมาณ 27,500 บาท) เพื่อแต่งงานกับสามีของเธอที่ประกอบอาชีพคนตัดหญ้า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอบอกว่า
“ฉันไม่มีทางเลือก ฉันต้องการที่จะแต่งงานกับเขา
เพราะว่าฉันต้องการการดูแลและการสนับสนุน
และฉันก็ต้องการมีชีวิตที่มีตัวตนในสายตามนุษย์ด้วยกัน”
เพราะว่าฉันต้องการการดูแลและการสนับสนุน
และฉันก็ต้องการมีชีวิตที่มีตัวตนในสายตามนุษย์ด้วยกัน”
ความจริงแล้ว นี่ก็เป็นแค่เรื่องราวของหญิงสาวชาวโรฮิงญาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพราะยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากไม่สามารถเลือกได้ เพียงเพราะว่าเป็นผู้หญิงที่ไร้สัญชาติ กลุ่มคนที่ไร้ตัวตนในสายตามนุษย์ด้วยกัน ส่วนเราเองก็ต้องคอยจับตามองกันต่อไปว่าเหตุการณ์ปัญหาของชาวโรฮิงญาจะจบลงเช่นไร หรือว่าเรื้อรังไปเรื่อยๆ พร้อมสร้างปัญหาอย่างไม่มีสิ้นสุด
อ้างอิง:

.jpg)




3 ความคิดเห็น
น่าสงสารจัง...
น่าสงสารจริงๆ
น่าสงสารมากอายุเท่ากันเลยเราก็ได้เรียนสบายๆเเต่เราสิกลับไม่ตั้งใจเรียนเเต่เขาต้องเจอปัญหาที่เลวร้ายมากเคยได้ยินข่าวเหมือนกันเเต่ไม่คิดจะเลวร้ายขนาดนี่สงสารมาก