สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้ พี่วุฒิ มีเรื่องราวของสาวแอฟริกาใต้ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล เธอคนนี้ชื่อ ‘ไซดี้ บราวน์’ ล่าสุดเธอได้เขียนข้อความลงทวิตเตอร์ว่าเธอติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งข้อความของเธอก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่ได้อ่าน …ไม่รอช้า เรามารู้จักเรื่องราวของเธอกันดีกว่าครับ
“เมื่อฉันพบว่าตัวเองมีเชื้อเอชไอวีตอนอายุ 14
และไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 18 ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ฉันอายุจะ 22 ปีนี้แล้วนะ”
และไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 18 ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ฉันอายุจะ 22 ปีนี้แล้วนะ”
ตั้งแต่ไซดี้ บราวน์ โพสต์ข้อความดังกล่าวในบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว เธอก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และชาวเน็ตต่างชื่นชมในความกล้าหาญของเธอ และใน bio ทวิตเตอร์ของเธอก็ได้เขียนบรรยายตัวเองไว้ว่า เธอเป็น HIVictor ซึ่งมาจาก HIV + victor หรือ ผู้ที่เอาชนะเชื้อ HIV ได้ และล่าสุดสำนักข่าว BBC ได้สัมภาษณ์เธอเกี่ยวเรื่องราวชีวิตของเธอ และถามว่าทำไมเธอถึงกล้าโพสต์ลงทวิตเตอร์แบบนี้ เพราะน้อยคนมากที่จะออกมาเปิดเผยว่าตัวเองติดเชื้อผ่านสื่อ…
รู้ไว้! เอชไอวีกับเอดส์นั้นต่างกัน
น้องๆ หลายคนอาจกำลังคิดว่าเป็นติดเชื้อเอชไอวีกับเอดส์นั้นคืออันเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ‘เอชไอวี’ ไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งผู้มีเชื้อเอชไอวีจะไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะอาจจะยังไม่มีอาการแสดงออกมาที่สัมพันธ์กับเอดส์ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ ซึ่งเป็นระยะที่ 1 หรือระยะไม่มีอาการ เราจะเรียกผู้ที่อยู่ในระยะนี้ว่า ‘มีเชื้อเอชไอวี’ และในส่วนของ ‘เอดส์’ จะเป็นกลุ่มอาการที่สืบเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ไปสู่ระยะอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์ และในระยะนี้นี่แหละ ที่จะมีโอกาสติดโรคแทรกซ้อนหรือโรคฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค ปอดบวมหรือมะเร็งได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เพราะว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่ำกว่าปกติ
ทำไมเธอถึงโพสต์ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีลงทวิตเตอร์?
เธอกล่าวว่า “ฉันเปิดเผยให้ทุกคนรู้ว่าฉันติดเชื้อเอชไอวีมาตลอดตั้งแต่ฉันอายุ 18 ปี และก็มักพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ว่ามันต่างกัน แต่ฉันเพิ่งจะเริ่มใช้ทวิตเตอร์เพื่อเป็นช่องทางในการพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องเชื้อเอชไอวี เพราะว่าจะได้ไม่จำกัดแค่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ฉันต้องการให้ผู้คนในโลกหันมาสนใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสนี้มากขึ้น”
แล้วผลตอบรับจากการโพสต์ลงทวิตเตอร์เป็นอย่างไรบ้าง
“ผลตอบรับนั้นดีมาก มีผู้คนมากมายเข้ามาปรึกษาฉันมากขึ้น และเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฉันฟัง และฉันก็ชอบที่จะรับฟังด้วยแหละ”
“ฉันชอบเปิดประเด็นพูดในเรื่องนี้ ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรปกปิดเป็นความลับ ฉันต้องการให้ทุกคนกล้าออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเรากล้าที่จะเปิดเผยมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งลดการประณามว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีสักที และฉันก็มักเจอพวกที่ชอบพูดว่าคนอื่นแบบนี้มาเยอะมาก แต่ฉันก็ไม่อยากเก็บคำพูดแย่ๆ มาใส่ใจ”
“ตอนเด็กๆ ฉันกลัวว่าคนจะรับรู้เรื่องราวของฉัน แต่ตอนนี้ฉันโตขึ้น และคำพูดของคนอื่น คอมเมนต์แนวลบๆ หรืออะไรก็ตามที่มาบั่นทอนจิตใจ ก็ทำอะไรฉันไม่ได้แล้วล่ะ”
“ฉันชอบเปิดประเด็นพูดในเรื่องนี้ ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรปกปิดเป็นความลับ ฉันต้องการให้ทุกคนกล้าออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเรากล้าที่จะเปิดเผยมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งลดการประณามว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีสักที และฉันก็มักเจอพวกที่ชอบพูดว่าคนอื่นแบบนี้มาเยอะมาก แต่ฉันก็ไม่อยากเก็บคำพูดแย่ๆ มาใส่ใจ”
“ตอนเด็กๆ ฉันกลัวว่าคนจะรับรู้เรื่องราวของฉัน แต่ตอนนี้ฉันโตขึ้น และคำพูดของคนอื่น คอมเมนต์แนวลบๆ หรืออะไรก็ตามที่มาบั่นทอนจิตใจ ก็ทำอะไรฉันไม่ได้แล้วล่ะ”
เธอใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อติดเชื้อไวรัสนี้?
“ฉันไม่เคยถูกแบ่งแยกจากคนอื่น อาจเป็นเพราะว่าคนอื่นไม่รู้ว่าฉันติดเชื้อ แต่เป็นฉันเองที่กลับเป็นฝ่ายแบ่งแยกตัวเองจากคนอื่นตั้งแต่อายุ 14 จนถึงอายุ 18 เพราะว่าฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ มีแค่ครอบครัวของฉันเท่านั้นที่รู้เท่านั้น และเมื่อฉันอายุ 18 จึงคิดว่าไม่อยากจะปิดเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว พอได้บอกกับคนอื่น ฉันก็รู้สึกดีขึ้นที่เปิดเผยตัวเองออกมา และฉันก็เป็นคนแรกๆ ในบ้านเกิดของฉัน (Itsoseng) ที่กล้าบอกว่าตัวเองติดเชื้อ”
เธอพบว่าตัวเองเป็นติดเชื้อเอชไอวีตอนอายุ 14
“ตอนนั้นฉันอายุ 14 และมีโอกาสได้ไปงานวันเด็ก ซึ่งในงานก็มีบูธให้ตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ตอนแรกฉันไม่คิดอะไรมาก แต่พอตรวจเสร็จก็พบว่าตัวเองติดเชื้อ ตอนนั้นรู้สึกช็อกมาก และรู้สึกรับไม่ได้สุดๆ และไม่อยากจะเชื่อเลย ฉันเพิ่งจะมีอายุแค่ 14 ปีเองด้วยซ้ำ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งเยอะ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย”
“แล้ววันนั้นพอฉันได้กลับบ้าน ฉันก็บอกกับน้าว่าฉันติดเชื้อ และเขาก็บอกว่าฉันเป็นตั้งแต่เกิดแล้ว พ่อแม่ของฉันเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนจากการเป็นเอดส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ”
“แล้ววันนั้นพอฉันได้กลับบ้าน ฉันก็บอกกับน้าว่าฉันติดเชื้อ และเขาก็บอกว่าฉันเป็นตั้งแต่เกิดแล้ว พ่อแม่ของฉันเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนจากการเป็นเอดส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ”
คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาต่อการมีชีวิตคู่หรือไม่?
“ตอนนี้ฉันมีแฟนค่ะ ฉันคิดว่าน่าประหลาดใจมาก เพราะว่าแฟนของฉันก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันติดเชื้อเอชไอวี แต่ฉันก็คิดนะว่าฉันโชคดีมากๆ ที่มีคนรับได้ในสิ่งที่ฉันเป็น แต่ถ้าเขาจะทิ้งฉันเพราะว่ารับไม่ได้ ฉันก็โอเค ไม่ได้โกรธอะไร”
“ฉันจะไม่โกรธ เพราะว่าฉันเข้าใจ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะรับเรื่องนี้ได้ และฉันก็จะไม่ไปว่าคนอื่นที่พูดว่า ‘จะไม่มีวันใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ติดเชื้อเอชไอวี’ เพราะว่าฉันเองก็เคยเจอคนมาพูดแบบนี้กับฉัน แต่หลังจากนั้นเขาก็มาขอโทษฉันนะ และฉันก็ไม่ถือโทษโกรธแค้นอะไรด้วย”
“ฉันจะไม่โกรธ เพราะว่าฉันเข้าใจ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะรับเรื่องนี้ได้ และฉันก็จะไม่ไปว่าคนอื่นที่พูดว่า ‘จะไม่มีวันใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ติดเชื้อเอชไอวี’ เพราะว่าฉันเองก็เคยเจอคนมาพูดแบบนี้กับฉัน แต่หลังจากนั้นเขาก็มาขอโทษฉันนะ และฉันก็ไม่ถือโทษโกรธแค้นอะไรด้วย”
แล้วมีวิธีการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไร?
“ฉันไม่ได้มีความรู้เรื่องวิธีการกินอะไรมากมาย แต่ฉันมั่นใจว่าฉันกินยาตรงตามที่หมอสั่งตลอดเวลาค่ะ”
แล้ววางแผนครอบครัวอย่างไร?
ไซดี้กล่าวว่าเธอหวังว่าจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่นสักวันหนึ่ง และตอนนี้ก็ศึกษาวิธีป้องกันสำหรับอนาคต เพื่อไม่ให้ลูกของเธอติดเชื้อเหมือนเธอ
“ฉันเคยติดเชื้อมาจากแม่ของฉัน ดังนั้นฉันจึงไม่อยากให้ลูกของฉันต้องมาติดเชื้อไปด้วย”
“ฉันเคยติดเชื้อมาจากแม่ของฉัน ดังนั้นฉันจึงไม่อยากให้ลูกของฉันต้องมาติดเชื้อไปด้วย”
พอได้อ่านเรื่องราวของไซดี้แล้ว พี่เองสัมผัสถึงความเป็นคนใจสู้และการมองโลกในแง่ดีของเธอมากๆ เลยครับ ถ้าใครที่ท้อแท้หรือคิดว่าตัวเองกำลังหมดหวัง พี่ก็หวังว่าเรื่องราวของไซดี้จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ในการใช้ชีวิตกันมากขึ้นนะครับ และถ้าใครอยากแวะเข้าไปคุยกับเธอ ก็เข้าไปทักทายเธอได้ที่ทวิตเตอร์ส่วนตัวของเธอเลยครับ https://twitter.com/saidy_brown





4 ความคิดเห็น