สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com ไม่นานมานี้ พี่วุฒิ มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ พี่หมอต้น น.สพ. ธีรภาพ มุสิกานนท์ ซึ่งเป็นนายสัตวแพทย์และเป็นนักเขียนบทความเกี่ยวกับน้องหมาประจำเว็บไซต์ Dogilike.com ได้เจอหมอสัตว์ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งที ก็เลยได้พูดคุยและถามเกี่ยวกับหลายเรื่องที่น้องๆ สงสัยเกี่ยว “คณะสัตวแพทยศาสตร์” มีเรื่องอะไรบ้าง เรามาอ่านกันเลยครับ
น.สพ. ธีรภาพ มุสิกานนท์ (หมอต้น)
1. หมอสัตว์เรียนเหมือนหมอคนหรือเปล่า?
การเรียนสัตวแพทยศาสตร์กับเรียนแพทยศาสตร์ จะมีบางอย่างที่คล้ายๆ กันอยู่บ้าง เช่นมีการแบ่งเป็นชั้น Pre-clinic (ปี1 - 3) กับชั้น Clinic (ปี 4 - 6) แต่การเรียนก็มีความต่างกันอยู่มากเหมือนกัน เพราะว่าเรียนจบไปก็ทำงานกันคนละด้านอยู่แล้ว ยกตัวอย่างการเรียนในแต่ละชั้นปี ดังนี้
ช่วงปี 1 -2 จะมีเรียนพวกวิชาพื้นฐานที่เหมือนกับแพทย์ก็คือ วิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ในสถาบันหลายๆ แห่งก็จะมีการเรียนรวมกับแพทย์ ทันตะฯ และตัดเกรดรวมกันด้วย แล้วก็จะมีการเรียนวิชาพวกเภสัช เรียนยาที่คล้ายๆ กันอยู่บ้าง รวมไปถึงเรียน Anatomy ที่จะไม่เหมือนหมอที่เรียนศึกษาร่างกายคน แต่สำหรับสัตวแพทย์จะเรียน Anatomy ของสัตว์ทุกชนิดเลย พอช่วงปี 3 ก็จะมีลง field (ออกพื้นที่) ตามฟาร์มสัตว์ เช่น ฟาร์มม้า ฟาร์มหมู แล้วแต่ให้เราเลือกไป
พอเริ่มเรียนชั้น Clinic ก็จะมีความต่างกันกับหมอคนอย่างชัดเจนเลย เพราะว่ามันจะเรียนเจาะลึกเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น อย่างเช่นตอนปี 4 ก็จะมีขึ้นโรงพยาบาลบ้าง สลับกับฝึกออกภาคสนามบ้าง ขึ้นอยู่กับบางวิชา ซึ่งปี 4 จะเป็นปีแรกที่เริ่มเรียนวิชา clinic ต่างๆ เช่น วิชาพยาธิวิทยา ในการเรียนวิชานี้ก็จะมีการผ่าซาก (วินิจฉัยโรค) เรียนผ่าชันสูตร เป็นต้น
ช่วงปี 5 ยกตัวอย่างที่ ม.มหิดล จะเรียนพวกอายุรศาสตร์ที่มีประมาณ 10 วิชา เช่น อายุรศาสตร์สัตว์เลี้ยง, อายุรศาสตร์สัตว์ปีก, อายุรศาสตร์สัตว์เคี้ยวเอื้อง, อายุรศาสตร์สัตว์ป่า, อายุรศาสตร์สัตว์น้ำ เป็นต้น แล้วก็เรียนพวกจรรยาบรรณของสัตวแพทย์
และสำหรับปี 6 จะเป็นปีที่ฝึกงานทั้งปี จะไม่ค่อยอยู่ในห้องเรียนเลย เพราะว่าต้องออกภาคสนามทั้งปี โดยส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัด นักศึกษาจะต้องวนเปลี่ยนฐานฝึกไปเรื่อยๆ เช่น สัปดาห์นี้อยู่ฟาร์มหมู พอฝึกเสร็จก็กลับมาเตรียมงานนำเสนอ ทำวิจัย แล้วก็เปลี่ยนฐานไปฝึกฟาร์มไก่ แล้วก็ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนครบ 8 ฐานครับ
2.ไม่รักสัตว์แล้วเรียนสัตวแพทย์ได้มั้ย?
จริงๆ แล้ว "คนที่เรียนคณะนี้ไม่ต้องรักสัตว์ก็ได้ แต่ต้องไม่รังเกียจก็พอ" ต้องมีความเมตตาในระดับนึง บางคนอาจไม่ชอบสัตว์บางชนิด แต่พอมาเรียนสัตวแพทย์ มันก็จำเป็นในบางเรื่อง เช่น เราไม่ชอบงู แต่อาจารย์ให้ไปเจาะเลือดงู ถ้ามันเป็นงานหัตถการที่ต้องทำ เราก็ต้องทำได้ เพราะว่าชีวิตจริงเราอาจจะเป็นหมอคนเดียวในที่ใดที่หนึ่ง บางที่ไม่ได้มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เราอยู่จุดนั้น เราก็ต้องทำได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อะไรก็ตาม เพราะว่าในความหมายจริงๆ ของ ‘สัตวแพทย์’ จบมาก็ต้องรักษาสัตว์ทุกชนิดแหละ
3. เรียนสัตวแพทย์จะสามารถเลือกเรียนแค่สาขาใดสาขาหนึ่งได้หรือเปล่า?
อย่างที่บอกในข้อที่แล้วครับว่า สัตวแพทย์จะต้องเรียนรักษาสัตว์ได้ทุกชนิด ดังนั้นจึงไม่มีการเลือกสาขาใดสาขาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีก สัตว์น้ำ สัตวเลี้ยง สัตว์ป่า เราก็ต้องเรียนเพื่อมารักษาได้ แต่ว่ากันตามจริงแล้ว พอเลือกประกอบอาชีพจริงๆ อันไหนที่เราไม่ค่อยถนัด เราก็เลือกที่จะไม่ทำได้
4. สัตวแพทย์ เทคนิคการสัตวแพทย์ สัตวบาล ต้องเรียนเหมือนกันหรือเปล่า?
หลายคนสงสัยว่า สัตวแพทย์ เทคนิคการสัตวแพทย์ และสัตวบาลต้องเรียนเหมือนกันหรือเปล่า รายละเอียดมีดังนี้
เทคนิคการสัตวแพทย์
ถ้าเทียบโดยชื่อก็อาจจะเหมือนกับเทคนิคการแพทย์ของคน ซึ่งนักเทคนิคการสัตวแพทย์จะคอยช่วยหมอตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะในห้อง Lab การทำงานจะคล้ายๆ กับนักเทคนิคการแพทย์ ซึ่งในไทยก็จะมีคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ที่เปิดแยกต่างหาก ที่เห็นชัดๆ ก็จะมีที่ ม.เกษตรศาสตร์ที่เปิดหลักสูตรคณะเทคนิคการสัตวแพทย์อยู่ แต่ความจริงแล้ว คนที่เรียนสัตวแพทย์ก็จะมีเรียนวิชานี้เหมือนๆ กัน แต่อาจจะไม่ได้เจาะลึกเท่าคนเรียนเทคนิคสัตวแพทย์
สัตวบาล
ถ้าเทียบสัตวบาลก็อาจจะเหมือนๆ กับพยาบาลของคนนั่นเอง แต่สัตวบาลในความหมายของสัตว์ จะไม่ใช่เชิงช่วยคุณหมอจัดยา แต่จะดูในเรื่องของการจัดการพวกเรื่องอาหาร โภชนาการ โภชนาบำบัด จะไม่ใช่เชิงการแพทย์ซะทีเดียวครับ แต่ว่าพออยู่ในฟาร์ม พวกสัตวบาล หรือที่เรียกกันว่า ‘หมอฟาร์ม’ จะมีหน้าที่บางอย่าง เช่น ฉีดยา ฉีดวัคซีน เพราะมันเป็นหน้าที่ของสัตวบาล ซึ่งสัตวแพทย์จะไม่ได้ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง พวกหมอฟาร์มจริงๆ แล้ว จะดูแลในแง่เรื่องของตัวเลขมากกว่า อย่างเช่น ถ้าเรามีฟาร์มหมู ก็จะดูว่ามีแม่หมูเท่าไหร่ แม่หมูคลอดเท่าไหร่ มีลูกเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือ จะอยู่ในแง่ของผลผลิตมากกว่า ซึ่งคนที่เป็นสัตวบาลจะไม่ได้เรียนในคณะสัตวแพทยศาสตร์ พวกหมอฟาร์มจะเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์ภาควิชาสัตวบาลนั่นเอง แต่คนที่เรียนเป็นสัตวแพทย์ก็จะมีเรียนวิชาพวกนี้เหมือนกันในช่วงปี 2 ครับ
5. วิชาปราบเซียนของสัตวแพทย์!
การเรียนสัตวแพทย์ก็จะเหมือนๆ กับเรียนคณะอื่นๆ ที่จะต้องมีวิชาบางตัวที่ถือเป็นตัวปราบเซียน ในแต่ละปีก็จะมีตัวโหดๆ แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น
ปี 2 จะมีตัวปราบเซียนก็คือ Anatomy (กายวิภาคศาสตร์) ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับร่างกายของสัตว์ทุกชนิด ,Veterinary histology (ฮิสโตวิทยาทางสัตวแพทย์) จะเรียนเกี่ยวกับเซลล์สัตว์ต่างๆ พอขึ้นปี 3 จะมีวิชาปรสิตวิทยา พยาธิวิทยาทั่วไป และปี 4 จะเป็นวิชาพยาธิวิทยา เนื้อหาจะเกี่ยวกับเซลล์ต่างๆ ที่ผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งบางวิชาก็จะเป็นวิชาตัวต่อ ถ้าเราตกวิชานี้ เราก็จะไม่สามารถเรียนวิชาอื่นๆ ในปีถัดไป ก็ต้องรอเรียนซ้ำกับรุ่นน้อง จึงทำให้หลายคนจบช้ากว่าเดิมนั่นเองครับ ใครอยากรู้ว่าแต่ละวิชาเป็นอย่างไร ก็ต้องลองมาเรียนกันนะครับ
6. เรื่องสนุกๆ ตอนเรียนสัตวแพทย์
ไม่ว่าจะคณะไหนก็ตาม ต้องมีเรื่องราวสนุกๆ ที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกันกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ โดยเฉพาะตอนออก field (ออกพื้นที่ภาคสนาม) นิสิต นักศึกษาสัตวแพทย์ส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งในการฝึกงาน เพราะจะเจออะไรแปลกๆ ตลอด เจอสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอ แต่ละอย่างก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้ง คนทีเรียนคณะสัตวแพทยศาสตร์ ก็จะได้พบเรื่องราวท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ใครที่เป็นคนสายลุยก็จะสนุกมากๆ เมื่อได้มาเรียน
7. สัตวแพทย์มีหน้าที่แค่รักษาสัตว์เท่านั้นหรอ?
หลายคนเข้าใจว่า เรียนสัตวแพทย์นั้นจะสามารถรักษาได้สัตว์ แต่ความจริงแล้ว “สัตวแพทย์รักษาคนผ่านการรักษาสัตว์” อ้าว แล้วรักษายังไงล่ะ? ..
สัตวแพทย์จะมีหน้าที่ช่วยดูแลโภชนาการ ดูแลโปรตีนให้คน ก็คือ พวกเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่มนุษย์ทานนั่นแหละครับ สัตวแพทย์จะมีหน้าที่ดูแลสัตว์เหล่านี้ตั้งแต่มันเกิดมา เลี้ยงดู ให้ยารักษากับสัตว์อย่างถูกวิธี เพราะว่าถ้าคนกินเนื้อสัตว์ที่มีโรค ก็อาจจะติดต่อและเป็นอันตรายได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสัตวแพทย์เลยก็ว่าได้
8. สัตว์แพทย์ไม่ได้รักษาแล้วได้เงินทุกครั้ง จริงหรือเปล่า
ทุกอาชีพทำงานก็ต้องได้เงินมาเลี้ยงชีพ อย่างสัตวแพทย์ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าสัตว์มันหาเงินไม่ได้ โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ พอไปหาหมอ เค้าก็คาดหวังว่าหมอต้องช่วยอะไรบางอย่าง บางทีก็จะโดนคนเอาหมามาทิ้งหน้าโรงพยาบาล เพราะคิดว่าหมอจะช่วย แต่จริงๆ แล้ว หมอทุกคนก็มีภาระ มันก็ต้องมีเงินไปช่วย support
ถ้าเจอกรณีแบบนี้ อย่างแรกเลยก็ต้องช่วยก่อน แล้วก็อาจจะหาบ้าน หาเจ้าของมารับเลี้ยงให้ แต่ความจริงถามว่าผิดมั้ย? จริงๆ แล้วมันก็ผิด เพราะว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของสัตวแพทย์ที่ต้องดูแลสัตว์ทุกอย่าง บางเคสไม่ได้ตังค์ก็มี ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของคนเลี้ยง หรือของเจ้าของเคสนั่นแหละ แล้วเหตุการณ์แบบนี้มันไม่ควรจะเกิดด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็อาจจะได้รับผลกระทบถ้าเจอกรณีแบบนี้ เช่น พวกหมอที่เปิดโรงพยาบาลเอง เปิดคลินิกเอง เพราะว่าโรงพยาบาลสัตวแพทย์จะไม่เหมือนโรงพยาบาลคน ที่รัฐบาลจะช่วย support เพราะว่าสัตวแพทย์เปิดโรงพยาบาลก็จะเป็นเอกชน ต้องซื้อทุกอย่างเอง แม้กระทั่งกระดาษทิชชู่ สำลี น้ำยาทำความสะอาดพื้น ก็ต้องซื้อเอง บางคนต้องมีต้นทุนแม้กระทั่งเช่าที่ทำโรงพยาบาล รวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟด้วย ดังนั้นมันอาจจะกระทบกับพวกที่หมอที่เป็นเจ้าของกิจการเอง
9. สัตวแพทย์ในไทยขาดแคลนจริงหรือ?
ถ้าอ้างอิงตามจำนวนเลขที่ขึ้นทะเบียนกับสัตวแพทยสภา ที่มีตัวเลขอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า “สัตวแพทย์ขาดแคลน” เพราะว่าคนที่จะเป็นหมอสัตว์จริงๆ จะต้องขึ้นทะเบียนมีใบประกอบ ถึงจะเป็นหมอได้ และถ้าเทียบกับจำนวนสัตว์ที่ต้องดูแล เช่น สัตวแพทย์ 1 คน จะต้องดูแลฟาร์มไก่แสนตัว พอเทียบแล้วก็จะเห็นว่ามันไม่พอ
10. ควรเตรียมตัวอย่างไร
อย่างแรกเลยคือต้องสอบให้ติดก่อน ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีของน้องๆ แต่ละคน แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว น้องๆ ควรจะเตรียมร่างกายให้แข็งแรง เพราะว่าคนเป็นสัตวแพทย์ต้องสายลุยประมาณหนึ่ง ถ้าคิดว่าจะใส่เสื้อกาวน์เดินสวยๆ ในโรงพยาบาล มันก็อาจจะไม่ใช่แบบนั้นหรอก เพราะว่าบางทีก็ต้องลงพื้นที่ เจอฝุ่น เจอมูลสัตว์
นอกจากนี้ก็ ‘ความมีไหวพริบ’ ก็เป็นสิ่งที่ควรมี เพราะว่าอย่างที่บอกไว้ว่า คนที่เรียนจะเจอสถานการณ์แปลกๆ ท้าทายอยู่เสมอ เราก็ควรจะต้องเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าชอบจริงหรือเปล่า ก็ควรจะไปลองฝึกงานกับโรงพยาบาลก่อนเลือกเข้ามาเรียน จะได้รู้ว่าตัวเองชอบจริงหรือไม่ จะสามารถทำงานสายนี้ได้หรือเปล่า เพราะว่ารุ่นพี่หลายๆ คนเข้ามาเรียนแล้วไม่ชอบ และสุดท้ายก็ต้องซิ่วไปเยอะเหมือนกัน
11. เรียนจบ 6 ปีแล้วจำเป็นต้องเรียนต่อเพิ่มเติมมั้ย?
น้องๆ อาจสงสัยว่าเรียนจบ 6 ปีจะเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่ จำเป็นหรือเปล่าที่ต้องเรียนต่อระดับสูงขึ้น ความจริงแล้วก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน รุ่นพี่หลายคนก็เรียนต่อ ป.โท ป.เอก ซึ่งส่วนมากต้องการต่อยอดเพื่อเป็นนักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นต้น หรืออาจจะไปเรียนพวกสายการตลาด เพื่อต่อยอดในเรื่องธุรกิจก็ทำได้ และก็มีอีกกรณีหนึ่งคือ เรียน take course วิชาตามความสนใจ เช่น อยากเรียนเฉพาะเรื่องฟัน เรื่องผิวหนัง ก็สามารถเรียนเป็นคอร์สระยะสั้นๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น แล้วแต่ความสนใจของแต่ละคน บางคนก็ไม่ได้เรียนอะไรเพิ่มเติม แต่ก็สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ปกติ
12. จบสัตวแพทย์ไม่ได้เป็นหมอทุกคน
น้องๆ อาจจะคิดว่า เรียนจบสัตวแพทย์ต้องเป็นแค่หมออย่างเดียวหรือเปล่า ความจริงแล้ว ยังสามารถทำงานได้หลากหลายสายเลยครับ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหมอสัตว์เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างของอาชีพ มีดังต่อไปนี้
- หมอในโรงพยาบาล คนที่จะเป็นสัตวแพทย์จะต้องสอบใบประกอบ และต้องไปต่ออายุใบประกอบทุกๆ 5 ปี โดยสะสมแต้ม C.E. ให้ได้อย่างน้อย 100 คะแนน (พอเรียนจบสัตวแพทย์ ก็จะได้วุฒิ ‘สัตวแพทย์ศาสตร์บัณฑิต’ แต่ว่าจะเป็นหมอไม่ได้ ถ้าไม่มีใบประกอบ จะใช้คำนำหน้าเป็นนายสัตวแพทย์หรือสัตวแพทย์หญิงไม่ได้)
- อาจารย์ นักวิจัย
- ผู้แทนยา (ยาสัตว์ อาหารสัตว์) เงินเดือนดี แต่ค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งจากยอดขายนั้นดียิ่งกว่า
- ทำงานราชการ เช่น กรมปศุสัตว์ กระทรวงอุทยาน กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น
- นักเขียนบทความเกี่ยวกับสัตว์
เป็นอย่างไรบ้างครับน้องๆ พอได้อ่านแล้ว พี่ก็หวังว่าน้องๆ จะคลายความสงสัยหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับ “คณะสัตวแพทยศาสตร์” กันนะครับ แต่ก่อนอื่นเลย ต้องสอบเข้าให้ได้ก่อนนะครับ ฮ่าๆ
และถ้าใครยังไม่รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรถึงจะเข้าคณะนี้ได้ น้องๆ ต้องห้ามพลาดงานนี้เลยครับ กับงาน Dek-D’s On Stage ตอน “ปลุกไฟ ใกล้คณะในฝัน” ซึ่งจะพาน้องๆ ไปเจาะลึกเอนทรานซ์ 4.0 ซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอน ใครอยากเรียนคณะสัตวแพทยศาสตร์ต้องไปดูตอน "ครบเครื่อง 4 คณะฮิตสายวิทย์สุขภาพ" ที่จะมาเปิดหมดเปลือกเลยว่า จะทำอย่างไรและเตรียมตัวอย่างไรเพื่อเข้าคณะนี้ น้องๆ จะได้พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และรุ่นพี่มาให้คำแนะนำในงานนี้ มาพบกันเสาร์ที่ 6 พ.ค. ที่ไบเทค บางนา บัตรก็ถูกมากกกกกก เริ่มต้นที่เพียง 250 บาทเท่านั้น!! สามารถหาซื้อบัตรได้ที่ 7-11 ทุกสาขา หรือใครสะดวกซื้อออนไลน์ ก็ คลิกที่นี่ ได้เลยครับ งานนี้เพื่อ #dek60 #dek61 #dek62 และผู้ปกครองโดยเฉพาะเลย แล้วมาเจอกันให้ได้นะครับ!!







1 ความคิดเห็น
แล้วสัตวศาสตร์ละค่ะ คืออะไร
สัตวศาสตร์อยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ค่ะ
ไม่ได้เรียนพวกการจัดการ การผลิตสัตว์ การดูเเล เเบบสัตวบาลนะคะ
สัตวศาสตร์เป็นเรียนเเนววิทยาศาสตร์ พวกอนาโตมี่ระบบร่างกายโน่นนี่มากกว่า