‘การฆ่าตัวตาย’ ถือว่าเป็นประเด็นปัญหาของวัยรุ่นที่พบเป็นประจำในสังคม หลายคนอาจมีเหตุผลและแรงจูงใจในการกระทำที่แตกต่างกัน และสาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากสังคมในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เมื่อไม่นานมานี้สื่อต่างประเทศได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายของนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษที่นับวันยิ่งมีอัตราสูงขึ้นทุกปี วันนี้ พี่วุฒิ เลยได้นำเรื่องราวนี้มาให้น้องๆ ชาว Dek-D.com ได้อ่านกันครับ
Via Pixabay.com
ลองจินตนาการว่า ในยามค่ำคืนที่เรากำลังหลับใหลแล้วมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ปลายสายที่ว่านั้นคือลูกของคุณ เด็กน้อยที่เพิ่งจะห่างบ้านและย่างก้าวเข้าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ในตอนนี้กลับโทรมาร้องไห้และบอกว่า “เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ และตอนนี้กำลังจะฆ่าตัวตาย” ถ้าเป็นคุณ…คุณจะทำอย่างไร?
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจริงและได้ถูกเล่าโดยแอนนา คุณแม่วัย 57 ที่มีลูกชายเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษอย่างมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) ลูกชายของเขาชื่อ ‘ทอม’ ซึ่งเรียนระดับปริญญาตรีในสาขาประสาทวิทยา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ แน่นอนว่าเมื่อลูกของตัวเองได้เรียนที่สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก เป็นใครก็ล้วนภาคภูมิใจทั้งนั้น แต่ผิดกับทอมที่ตัวของเขาเองกลับรู้สึกว่า “ผมเข้ากับที่นี่ไม่ได้”
ภาพ University of Bristol
Credit: BBC.com
“ในขณะที่คนอื่นนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นขาดสิ่งนี้”
แอนนา พูดเสริมอีกว่า “เชื่อว่าหลายๆ คน พอพูดถึงมหาวิทยาลัยบริสตอล ภาพที่ปรากฏในหัวก็คงจะเป็นสถาบันที่มีแต่คนที่มีการศึกษาที่ดี นักศึกษาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีฐานะ คนส่วนใหญ่กล้าที่จะพูดในสิ่งที่คิด กล้าออกความคิดเห็น ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบไปหมด แต่ความจริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม”
“เขาไม่สามารถพูดให้กับใครได้ฟังว่าตอนนี้เขารู้สึกแบบไหน ลูกของฉันโทรมาพูดและบอกว่า ‘ตอนนี้ผมกำลังจะทำให้เรื่องราวมันจบๆ ไปซะ ตอนนี้ผมกำลังไปที่สะพาน’ หัวอกคนเป็นแม่แทบจะสลาย ฉันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบอกให้เขาใจเย็น ตัวฉันอยู่ที่นี่ แต่ลูกของฉันอยู่ที่นั่น ซึ่งเขากำลังจะฆ่าตัวตาย”
“ก่อนหน้านั้น ตอนที่ทอมเรียนจบมัธยม ผลการเรียนของเขานั้นดีมาก เขาเป็นคนที่ร่าเริง มีความสุขอยู่ตลอดเวลา และเขาก็มีเพื่อนที่ดีอีกด้วย แต่หลังจากที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาเป็นคนไม่มีเพื่อน โดดเดี่ยว และแบกรับแต่ความกดดันกับสิ่งที่เขาเจอในมหาวิทยาลัย”
Via Pixabay.com
“แต่ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็เรียนจบ ซึ่งก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างขมขื่น และหลังจากที่เขาเรียนจบ ทอมก็ไม่ได้สมัครทำงานหรือมีแพลนที่จะเรียนต่อ เขาหยุดทำทุกอย่างเป็นเวลาปีเต็มๆ แล้วก็เขาก็สมัครเรียนต่อปริญญาโทที่ลอนดอน แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เขาเคยเจอมามันส่งผลต่อการเรียนของเขา แทนที่จะเรียนจบ ป.โท ภายในเวลา 1 ปี แต่เขากลับใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะเขาไม่สามารถแบกรับไหว”
เธอเชื่อว่าทอมไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ประสบพบมรสุมชีวิตตลอดการเรียนในมหาวิทยาลัย เธอบอกว่ายังมีเด็กอีกมากมายที่ตกอยู่ในห้วงของความยากลำบากเช่นเดียวกับลูกชายของเธอ พวกเขาเหล่านั้นแค่ไม่ได้รับการดูแลรักษาสภาวะจิตใจ อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้ว่าใครจะช่วยเขาได้ และเธอก็เชื่อว่าแม้แต่หมอก็ไม่อาจจะช่วยได้
“ฉันคิดว่าพวกเขาไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของเด็กๆ เหล่านั้นหรอก”
ล่าสุดได้มีการเปิดเผยว่า ในช่วงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มนักศึกษาอังกฤษและเวลส์สูงขึ้นถึงร้อยละ 50 ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากความกดดันและความเครียดสะสมของตัวนักศึกษา
มิแรนด้า วิลเลียมส์ นักศึกษาสาขาปรัชญาวัย 19 ปี ฆ่าตัวตายหลังจากเรียนได้ 3 สัปดาห์ ที่บริสตอล
cr. WILLIAMS FAMILY / SWNS.COM
และในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตายของนักศึกษามหาวิทยาลัยบริสตอลอีกครั้งซึ่งนับว่าเป็นรายที่ 5 นับตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว นักศึกษาผู้เคราะห์ร้ายในครั้งนี้มีชื่อว่า ‘เอลซ่า’ เธอเป็นนักศึกษาสาขาภาษาฝรั่งเศส-อิตาเลียน วัย 21 ปี ที่เพิ่งจะเข้าเรียนได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้มีนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปแล้วจำนวน 4 คน ได้แก่ มิแรนด้า วิลเลียมส์ วัย 19 ปี, แดเนียล กรีน วัย 18 ปี, คิม วัย 18 ปี พวกเขาเหล่านี้ฆ่าตัวตายภายในเทอมแรกของปีการศึกษาที่แล้ว และเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายวัย 23 นามว่า ‘ลาร่า’ ก็เพิ่งปลิดชีวิตตัวเองเช่นกัน
ด้านโฆษกของมหาวิทยาลัยก็ได้กล่าวว่า ทางบริสตอลเองก็รับรู้ถึงเรื่องนี้ และคอยจัดการดูแลเรื่องสุขภาวะจิตใจของนักศึกษาที่ประสบปัญหาความเครียดอยู่เสมอ เพื่อลดปัญหาการฆ่าตัวตายของนักศึกษา ถึงแม้อาจจะไม่ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงของการฆ่าตัวตายคืออะไร
คิม นักศึกษานิติศาสตร์ วัย 18 ฆ่าตัวตายหลังจากเข้าเรียนได้ในระยะเวลาสั้นๆ
Cr. SWNS.COM
‘รีเบกก้า’ นักศึกษาสาขาการเมือง วัย 20 ปี หนึ่งในนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หลายคนที่เธอรู้จักนั้นฆ่าตัวตาย เธอไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และเธอได้กล่าวเพียงแค่ว่า
“ที่บริสตอล การแข่งขันนั้นสูงมาก และก็มีสิ่งที่ยั่วยุมากเหมือนกัน นักศึกษาหลายคนนั้นรักสนุก บ้างก็เสพยาเสพติด มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสมดุลในเรื่องการเรียนและการปาร์ตี้ อีกทั้งผู้คนก็ต่างแข่งขันกันอย่างสุดโต่ง เช่น ใครจะออกไปท่องราตรีสังสรรค์ได้เยอะที่สุด ใครทำงานเสร็จน้อยที่สุด ใครโดดเรียนมากสุด และก็ใครที่มีช่วงเวลาที่ดีมากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่เรื่องแบบนี้ก็มีการแข่งขันเหมือนกัน” จากสิ่งที่ยกตัวอย่างมา ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เหล่านักศึกษานั้นกังวลและเกิดความเครียดสะสมจนเป็นสาเหตุให้ฆ่าตัวตาย
Via Pixabay.com
ความจริงแล้วปัญหาการฆ่าตัวตายในนักศึกษาไม่ได้เกิดแค่ในอังกฤษแค่เพียงที่เดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายประเทศที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ล้วนแล้วต่างมีที่มาที่ไป เราเองก็ไม่อาจทราบถึงแรงจูงใจที่แท้จริงในการฆ่าตัวตายของแต่ละคน... และสำหรับน้องๆ คนไหนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่รู้จะหันไปหาใคร อย่างน้อยก็ยังมีพี่ๆ จากเว็บ Dek-D ที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและรับฟังเสมอนะครับ (ปรึกษาบอร์ดปัญหาวัยรุ่น คลิก)^^
Source:
4 ความคิดเห็น
'สังคม'
ตัวแปรที่สำคัญที่สุด เป็นแรงกดดันที่พลังมหาศาล
"แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เขาเคยเจอมามันส่งผลต่อการเรียนของเขา ... เขาไม่สามารถแบกรับไหว"
อืม รู้สึกเจ็บกับประโยคนี้จริง ๆ เราเองก็เป็น... เราเจอเรื่องบางอย่างตอนปี 1 วิชาที่เราเรียนเพื่อที่จะได้เข้าเอกที่ต้องการตอนปี 2 มันมีความกดดันและความเครียดสูง ตอนนั้นเรากินอะไรไม่ลง รู้สึกจะอ้วกตลอดเวลา คิดในใจซ้ำ ๆ ว่าฉันเข้ามาที่นี่เพื่อเจออะไรแบบนี้เหรอ รู้สึกทรมานกับการเรียน
จนสุดท้ายเราถอยออกมา ถอนตัวจากเอกที่ต้องการ แล้วเข้าเอกอื่นแทน สภาพจิตใจเราดีขึ้น แต่แล้วก็แย่ลงอีกครั้ง เพราะเอกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเรียนจริง ๆ passion ในการเรียนหายไป ความฝันที่เคยมีตอนนี้ก็พังไปหมดแล้ว จนตอนนี้เรารู้สึกว่างเปล่าไปหมด แรงบันดาลใจไม่มีเหลือแล้ว เราแทบไม่ตั้งใจเรียนด้วยซ้ำ
ปัจจุบันเรากลายเป็นคนที่แบกรับอะไรแทบไม่ได้เลย เรากลัว ว่าจะเป็นเหมือนตอนปี 1 อะไรที่ทำให้เราเครียดนิดหน่อยเราก็ถอยหนีทั้งหมด ลดวิชาที่เรียนเหลือไม่กี่วิชาต่อเทอมเพราะกลัวเครียด วิชาที่เข้าครั้งแรกแล้วให้บรรยากาศเหมือนตอนปี 1 เราก็ถอน จนตอนนี้เราอาจจะไม่จบภายใน 4 ปีก็ได้
บางครั้งเราทนไม่ไหว เราก็โดดเรียนนอนอยู่บ้านทั้งวันทั้งที่เราไม่ได้ป่วยอะไร บางทีก็เบื่อไปหมดทุกอย่าง บางทีก็รู้สึกจะร้องไห้ออกมา
แต่ถามว่าทำไมเราไม่ซิ่ว ก็กลัวอีกนั่นแหละ กลัวว่าเปลี่ยนที่แล้วมันจะไม่ใช่ กลัวสังคมที่อื่น เพราะเราโอเคกับสังคมที่เราเรียนอยู่ตอนนี้มาก ๆ ชอบเลยแหละ เพื่อนและสังคมที่นี่ดีมาก ๆ เรารักสังคมที่นี่มาก แต่กับการเรียนเราไม่มีแรงกระตุ้นหรือความฝันหรืออะไรเลย กลายเป็นอยู่ในสภาพครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้แหละ
สู้ๆ นะครับ เป็นกำลังใจให้นะ :)
I think this should have happened in Thailand instead as universities in Thailand are all obsolete and close-minded. There are still stupid traditions like "รับน้อง" or "ว้าก" that no other civilized countries in the world have since that have the O-week or induction week instead which embraces the student engagement by equity not seniority. Also the university uniforms I've observed in Thailand are tremendously outrageous in other countries' perceptions as no other countries in the world will do this (my Malaysian and Indonesian friends were all shocked when being told this not even to mention other developed nations around the world). Additionally the reputation of Thai universities are very bad when compared with other fellow countries (none of them are ranked in the world top 100). Lastly I have to say that student services are worst for Thai universities as all staff are so rude and indifferent of any matter unlike western or developed countries in Asia where staff don't care about your dressing but about your welfare instead.
เข้าใจเลย เพราะการเรียนที่อังกฤษมันเครียดจริงๆ ยิ่งถ้าเรียนมหาลัยอันดับต้นๆก็จะยิ่งเครียด