ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ นอกจากการรู้คำศัพท์ ไวยากรณ์ หรือโครงสร้างประโยคแล้ว สิ่งที่เราควรที่จะรู้เพื่อจะได้เข้าถึงและใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของภาษา นั่นก็คือสำนวนต่างๆ ที่เจ้าของภาษานั้นใช้กัน และถ้าเรารู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น วันนี้ พี่วุฒิ และ English Issues ได้รวบรวม 13 สำนวนภาษาอังกฤษที่มักพบในชีวิตประจำวัน มาให้น้องๆ ชาว Dek-D.com ได้รู้เอาไว้ จะได้คุยกับฝรั่งรู้เรื่อง!
1. Once in a blue moon.
(Happens very rarely)
สำนวนนี้ถือว่าเป็นสำนวนที่ใช้บ่อยมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์การถามเกี่ยวกับความถี่ในการกระทำ โดยสำนวน “Once in a blue moon” นั้นมีความหมายว่า “นานๆ ครั้ง” ที่มาที่ไปของสำนวนนี้นั้นมาจากการเปรียบเทียบกับการเกิดพระจันทร์สีน้ำเงิน ที่ไม่ได้เกิดเป็นประจำหรือเกิดให้เราได้เห็นกันบ่อยๆ นั่นเองครับ
ตัวอย่างประโยค
A: Does your husband ever bring you flowers? (สามีของเธอเคยให้ดอกไม้เธอบ้างมั้ย?)
B: Once in a blue moon. (นานทีปีหนเห็นจะได้)
2. A bitter pill
(A situation or information that is unpleasant but must be accepted)
พอเห็นสำนวนนี้หลายคนอาจจะแปลตรงตัวว่า ‘ยาขม’ แต่จริงๆ แล้ว เราจะใช้สำนวนนี้ในสถานการณ์ที่เรากลืนไม่เข้า คายไม่ออก หรือที่ตรงกับสำนวนไทยว่า “หวานอม ขมกลืน” สำนวนนี้จึงเปรียบเทียบกับยาที่มีรสขม แต่เราก็ต้องยอมกินมันเพื่อรักษาโรคนั่นเองครับ
ตัวอย่างประโยค
It was a bitter pill for her brother to swallow when she married his enemy.
พี่ชายของเธอคงรู้สึกหวานอมขมกลืนที่จะต้องฝืนความรู้สึก เมื่อเธอแต่งงานกับศัตรูของพี่ชายเธอเอง
3. Add insult to injury
(To act in a way that makes a bad or displeasing situation worse)
สำนวนนี้เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่ใช้กันบ่อยมากในชีวิตประจำวัน “Add insult to injury” จึงมีความหมายว่า “ทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม” หรืออาจจะหมายถึง “ซ้ำเติม” ก็ได้
ตัวอย่างประโยค
If you see somebody have a bad day, don't add insult to injury.
ถ้าคุณเห็นว่าใครก็ตามตกอยู่ในช่วงเวลาแย่ๆ ก็อย่าไปซ้ำเติมเขาเลย
4. Barking up the wrong tree
(Looking in the wrong place. Accusing the wrong person.)
สำนวน “Barking up the wrong tree” นั้นมีที่มาจาก เวลาสุนัขกำลังล่าเหยื่อ และคิดว่าเหยื่อนั้นวิ่งหนีขึ้นไปบนต้นไม้ จึงเห่าไปบนต้นไม้นั้น แต่จริงๆ แล้วเหยื่อนั้นอยู่อีกต้น ซึ่งก็คือมันเห่าผิดต้น (จริงๆ คือเห็นบ่อยมาก 555) สำนวนนี้ก็มีความหมายว่า พึ่งพาผิดคน หรือไปผิดที่ (ไฝ้แห้งไปอีก)
ตัวอย่างประโยค
If you think she can help you, you're barking up the wrong tree.
ถ้าแกคิดว่ายัยนั่นจะช่วยแกได้แล้วล่ะก็ ..แกคิดผิดแล้วล่ะ
5. Beat around the bush
(Avoiding the main issue. Not speaking directly about the topic.)
ระฆังเพราะคนตี ระฆัง… เอ่อ ขออีกรอบค่ะ (พี่ว่าหนูควรพัก 555) น้องๆ เคยมั้ยครับ เวลาเจอคนที่พูดอะไรวกไปวนมา ไม่เข้าประเด็นทั้งที หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ชักแม่น้ำทั้งห้า’ ก็ยังพูดไม่รู้เรื่อง เวลาเจอแบบนี้ สำนวนอังกฤษเค้าเรียกว่า “Beat around the bush” ครับ
ตัวอย่างประโยค
Will you please stop beating about the bush and get to the point?
คุณจะหยุดพูดชักแม่น้ำทั้งห้าและเข้าประเด็นได้หรือยัง?
6. Bed of roses
(An easy, comfortable situation, an easy life.)
ตอนเห็นสำนวนนี้ครั้งแรก หลายคนคงนึกถึงเตียงนอนที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแน่ๆ เลย ซึ่งสำนวน ‘Bed of roses’ จะใช้ในสถานการณ์ที่สะดวกสบาย ชีวิตดี มีความหรูหรา แต่เอาจริงๆ แล้วเหมือนจะใช้ประชดมากกว่านะครับ เพราะว่าไม่มีอะไรที่มันจะดีเลิศเสมอไปหรอก ใช่มะ?
ตัวอย่างประโยค
Studying here is no bed of roses.
เรียนที่นี่ ชีวิตมันไม่ได้สวยหรูหรอก
7. Bite off more than you can chew
(To take on a task that is way too big.)
เชื่อว่าหลายคนอาจเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับงาน ภาระ หรืออะไรก็ตามที่มันใหญ่เกินตัว จนบางครั้งเราก็ไม่อาจจะรับมือได้เสมอไป สำนวน “Bite off more than you can chew” จึงหมายถึง ‘การทำงานที่ใหญ่เกินตัว’
ตัวอย่างประโยค
He offered me the job but the work was so difficult! I definitely bite off more than I could chew.
เขามอบหมายงานมาให้ผม แต่งานที่ว่าเนี่ย มันยากมากเลย! ผมทำงานที่ใหญ่เกินตัวจริงๆ
8. Call it a day
(To declare the end of a task.)
ตอนที่อ่านอยู่ หลายคนอาจกำลังอยู่ในเวลาเรียน เวลาทำงาน หรืออาจกำลังรอคอยอะไรสักอย่างให้มันถึงเวลาเสร็จๆ สักที (แหงนหมองนาฬิกาว่าใกล้หมดเวลายังน้าาา 555) และเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะใช้สำนวน “Call it a day” หรือที่มีความหมายว่า “เลิกงานกันเถอะ” ถึงเวลากลับบ้านแล้ว กรี๊ดๆ >___<
ตัวอย่างประโยค
We call it a day right after the 8 hours of hard working everyday, neither more nor less.
พวกเราเลิกงานตรงเวลาหลังจากที่ทำงานอย่างหนักถึง 8 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งมันก็ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไปนะ
9. Curiosity killed the cat
(Being inquisitive can lead to an unpleasant situation.)
น้องๆ เคยได้ยินมั้ยครับว่า ‘บางเรื่องก็อย่ารู้เลยจะดีกว่า เดี๋ยวจะซวยไปด้วย’ บางทีความอยากรู้อยากเห็นก็อาจทำให้เราเดือดร้อนได้ และสำนวน “Curiosity killed the cat” ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน ถ้าใครที่เลี้ยงเจ้าเหมียว เป็นทาสแมวก็อาจจะเข้าใจดีเลย เพราะว่าโดยปกติแล้ว แมวมันจะไม่ค่อยอยู่นิ่ง ชอบอยากรู้นู่น อยากรู้นี่ เดินสำรวจไปทุกที่ทุกซอกทุกซอย (เจ้าของก็กังวลอีกว่าแมวหายไปไหน จะเป็นอะไรหรือเปล่า) ซึ่งความซุกซนของมันเนี่ย ก็อาจทำให้มันเจ็บตัว หรือได้รับอันตรายอยู่เสมอ สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า “ความอยากรู้อยากเห็นอาจนำภัยมาสู้ตัวเราได้”
ตัวอย่างประโยค
Let’s not try to find out. Curiosity killed the cat.
ไม่ต้องพยายามไปหาหรอก เดี๋ยวจะซวยเปล่าๆ
10. Don’t put all your eggs in one basket.
(Do not put all your resources in one possibility.)
ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม แน่นอนว่าเราอาจจะคาดหวัง แต่ในบางครั้งเราก็ต้องเผื่อใจเอาไว้บ้างเพื่อจะไม่ได้ไม่ผิดหวัง และเวลาเราจะคาดหวังหรือทำอะไรก็ตามก็ต้องมองเผื่อตัวเลือก หรือหนทางอื่นไว้บ้าง ตั้งความหวังกับสิ่งหนึ่งมากๆ พอไม่ได้ขึ้นมา นี่ร้องไห้ตาบวม รู้สึกดาวน์ไปหลายวันเลยนะ และสำนวน “Don’t put all your eggs in one basket.” นั้นมีความหมายว่า อย่าไปหวังพึ่งพาสิ่งใดเพียงสิ่งเดียว หรือทุ่มแรงกายแรงใจกับสิ่งหนึ่ง เพราะถ้าเราพลาดหรือทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่คิดขึ้นมา ก็อาจจะพังทั้งหมดเลยก็ได้ ซึ่งก็เหมือนกับ ‘ไข่ในตะกร้า’ ถ้าตะกร้าตกเมื่อไหร่ ไข่ก็คงจะแตกหมด
ตัวอย่างประโยค
It would be better if you applied to several companies instead of just one; don’t put all your eggs in one basket.
มันจะดีกว่านะถ้าคุณสมัครงานไว้หลายๆ บริษัทแทนการสมัครแค่ที่เดียว อย่าไปตั้งความหวังแค่ที่นี่เพียงที่เดียวเลย
11. Picture paints a thousand words.
(A visual image is for more descriptive than words.)
อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ บอกให้เธอฟังไม่ได้สักคำ …เรื่องบางเรื่องให้อธิบายแทบตาย บางครั้งก็อาจจะไม่เข้าใจเท่ากับการได้เห็นภาพ “ภาพหนึ่งภาพมีค่าเท่ากับคำพูดเป็นพันคำ” คิดประดิษฐ์คำพูดตั้งมากมาย ก็ไม่อาจบรรยายเท่าภาพแค่ภาพเดียว
ตัวอย่างประโยค
A good presentation should contain more of graphics and less of text, since a picture is worth a thousand words.
การนำเสนอที่ดีควรประกอบไปด้วยรูปภาพหรือกราฟิกเยอะๆ และมีข้อความน้อยๆ เพราะว่าภาพหนึ่งภาพมันสื่ออะไรได้มากมาย
12. Spill the beans
(To reveal someone’s secret.)
เวลาเราเปิดโปง เปิดความลับของคนๆ หนึ่ง ในภาษาอังกฤษก็มีสำนวนที่ใช้กันครับ นั่นก็คือ “Spill the beans” ที่ใช้สำนวนนี้เปรียบเทียบเพราะว่า เวลาเราเทถั่วทิ้ง มันจะกระจายไปทั่วเลย เก็บยังไงก็ไม่ทัน ซึ่งมันก็เหมือนกับความลับ เมื่อเวลาเราบอกใครแล้ว ยังไงก็ตามมันก็แพร่สะพัดไปหมด เพราะความลับมันไม่มีในโลกยังไงล่ะ
ตัวอย่างประโยค
I spilled the beans about the surprise party, by telling the birthday girl. I feel so stupid!
ฉันเล่าความลับเกี่ยวกับปาร์ตี้เซอร์ไพรส์ให้กับเจ้าของวันเกิดไปละนะ บ้าเอ้ย ฉันรู้สึกโง่มากอ่ะ!
13. On fleek!
(Perfect)
เวลาเราจะชมใครว่าเพอร์เฟค เป๊ะปัง อลังการดาวล้านดวง ถ้าเบื่อๆ จะบอกว่า ‘Perfect!’ หรือ ‘Great!’ ก็มีอีกสำนวนให้เลือกใช้ และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน นั่นก็คือ “On fleek!” ที่มีความหมายแบบเดียวกัน พอใช้แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเก๋ขึ้นมาทันทีเลยล่ะ (อันนี้อุปทานหมู่ ถูกมะ? 55555)
ตัวอย่างประโยค
Girl, your eyebrows are on fleek!
แกรรร คิ้วแกปังเวอร์อ่ะ !
จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายสำนวนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจและควรจะต้องรู้ วันนี้เอามาฝากแค่นี้ก่อนละกัน ไว้บทความหน้าจะเอามาฝากน้องๆ อีกแน่นอน หรือว่าใครมีสำนวนอังกฤษดีๆ แล้วอยากจะบอกให้เพื่อนๆ ได้ทราบ ก็แสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ ^___^
Source:













5 ความคิดเห็น
ว้าววว ขอบคุณค่า บางคำก็เคยเห็นอยู่ในหนังบ้าง แต่แปลไม่ทันจริงๆ 55555
eyebrows are on fleek รึเปล่าคะ เพราะคิ้วมี 2 ข้าง .........
... ส่วนตัวชอบIdiomตอนเขียน essay ส่งครูนะ... มันทำให้งานออกมาดูfabulousดี ถถถถถถถถถ
แต่เห้ยยย บางทีก็ไม่รู้จะพูดตอนไหนดีอ่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วใช้แต่อะไรที่มัน เบๆ ;^;
เยี่ยมไปเลยค่ะ
Blue Moon คือการที่มีข้างขึ้น2ครั้งในเดือนเดียว ซึ่งเกิดยาก-ยากมากๆ