ว่ากันว่า “ลูก” นั้นเป็นของขวัญและรางวัลชีวิตที่มีค่าสำหรับพ่อแม่ แต่ว่าการที่จะเป็นพ่อแม่ของคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะว่ากว่าจะเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาได้ ก็ต้องแลกกับแรงกาย แรงใจ อีกทั้งหยาดเหงื่อและหยดน้ำตา...
และวัยที่ถือว่าต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างมาก นั่นก็คือวัยทารกและวัยเด็ก ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละครอบครัวก็จะมีวิธีเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันไป … แล้วน้องๆ เคยสงสัยมั้ยครับว่าชาวต่างชาติ เขามีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรกันบ้าง? วันนี้ พี่วุฒิ เลยรวบรวม 9 วิธีเลี้ยงลูกแปลกๆ จากชาวต่างชาติมาให้น้องๆ ชาว Dek-D.com ได้อ่านกันครับ
1. ‘ชาวมอริเตเนีย’ มักพ่นน้ำลายใส่หน้าลูก
พ่อแม่ชาวโวลอฟของประเทศมอริเตเนีย มีความเชื่อว่า ‘น้ำลายของพวกเขานั้นศักดิ์สิทธิ์’ พวกเขาจึงมักพ่นใส่ใบหน้าลูกๆ ของเขา โดยเฉพาะตอนที่ยังเป็นทารกอยู่ ซึ่งมีความเชื่อว่าการที่ทำแบบนี้ คือการประทานพรสิ่งดีๆ ให้กับลูกของเขา โดยผู้ที่เป็นแม่จะพ่นน้ำลายใส่ใบหน้าแบบตรงๆ และคนเป็นพ่อจะพ่นใส่หู จากนั้นก็พ่นน้ำลายไปทั่วศีรษะของลูก O_O (ตอนเด็กๆ ก็ทำแบบนี้ได้อยู่หรอก เพราะยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ถ้าทำแบบนี้ตอนโตแล้ว อาจมีวิ่งหลบบ้างแหละ 555)
2. ‘ชาวนอร์เวย์’ มักให้ลูกนอนในที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา
ถือว่าเป็นเรื่องปกติของพ่อแม่ชาวนอร์เวย์ ที่มักจะให้ลูกของพวกเขานอนในที่ที่มีอากาศหนาวจัด หรือมักมีอุณหภูมิเย็นติดลบ จึงไม่แปลกใจเลยถ้าเราจะเห็นรถเข็นที่มีเด็กน้อยนอนอยู่ จอดเรียงรายอยู่นอกร้านกาแฟหรือร้านอาหาร แต่พอมองเข้าไปในร้าน เรากลับเห็นพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นนั่งสบายกาย สบายใจจิบกาแฟร้อนๆ อยู่ในร้านเฉย --* ชาวนอร์เวย์มีความเชื่อว่า การที่ให้ลูกของพวกเขานอนตากอากาศเย็นจัด เป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรงและเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กๆ (ถ้าเป็นที่บ้านเรา พอทำแบบนี้คงเป็นปอดบวมตายแน่ๆ มิหนำซ้ำ หันกลับมาอีกทีรถเข็นเด็กอาจหายไปอีก ซวยเลยนะเนี่ย)
3. ‘ชาวเคนย่า’ จะไม่มองตาลูก
ว่ากันว่าคุณแม่ชาวเคนย่าเป็นคนที่ติดลูกมากๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่เคยมองดวงตาลูกของตัวเองสักครั้ง (จริงดิ?) การทำแบบนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลี้ยงลูกของชาวเคนย่า เพราะว่ามันเป็นวิธีเลี่ยงจากการเรียกร้องความสนใจของลูกนั่นเอง อารมณ์ประมาณว่า ถ้าลูกส่งเสียงร้องหรืองอแงเมื่อไหร่ละก็ คุณแม่พร้อมปรายตาเลี่ยงมองไปทางอื่น อยากร้องก็ร้องไป โนสนโนแคร์ไปเลยจ้า พอทำแบบนี้บ่อยๆ เด็กมันก็จะชินและเลิกทำไปเอง ถ้าพูดตรงๆ ก็คือ เป็นวิธีการฝึกไม่ให้เด็กเอาแต่ใจนั่นแหละ
4. ‘ชาวเวียดนาม’ ใช้เสียงผิวปากในการสั่งให้ลูกปัสสาวะ
แต่ละครอบครัวก็จะมีวิธีสั่งการขับถ่ายของลูกทารกของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่ที่เวียดนาม คนส่วนใหญ่จะใช้เสียงผิวปากในการสั่งให้ลูกตัวเองถ่ายปัสสาวะออกมา เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกของพวกเขาแสดงสัญญาณว่าต้องการถ่ายออก พ่อแม่ของเด็กๆ ก็จะใช้เสียงผิวปากสั่งการ และเมื่อเด็กมีอายุ 9 เดือน ก็จะสามารถขับถ่ายได้ด้วยตัวเอง
5. ‘ชาวเผ่ามายา’ อาบน้ำให้ลูกด้วยน้ำเย็นจัด
ในช่วงเย็นของแต่ละวันก่อนจะส่งลูกของตัวเองเข้านอน พ่อแม่ของเด็กๆ ชาวเผ่ามายานั้นมักจะให้ลูกเล็กเด็กแดงของพวกเขาอาบน้ำด้วยน้ำเย็นจัดๆ เพราะเขามีความเชื่อว่า การอาบน้ำด้วยน้ำเย็นจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย อีกทั้งเป็นการปกป้องฟื้นฟูผิวจากการตากแดดที่แผดเผาร่างกายมาทั้งวันอีกด้วย (ถ้าเป็นที่ไทย พอเข้าหน้าหนาวปุ๊บ น้ำมีความเย็นนิดนึงก็เลี่ยงจะไม่อาบเลยจ้า และก็น่าแปลกใจนะครับที่คนไทยหลายคนชอบอาบน้ำอุ่น ทั้งที่อากาศบ้านเราก็ไม่ได้หนาวเลย 555)
6. ‘ชาวฟินแลนด์’ มักให้ลูกนอนในกล่องกระดาษลัง
พอเห็นข้อนี้แล้วก็เกิดอาการงงๆ และก็รู้สึกไม่เข้าใจมากๆ ว่าทำไมชาวฟินแลนด์ถึงต้องเอาลูกตัวเองไปนอนในกระดาษลังด้วย (ที่นอนดีๆ มีตั้งเยอะแยะ) เขาบอกว่าคุณแม่ทั้งหลายมักจะสั่งซื้อกระดาษลังมาเยอะๆ เพื่อเอาลูกวัยทารกของตัวเองนอนในนั้น พร้อมปูผ้าให้นอนในนั้นเรียบร้อย อันนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุให้ทำแบบนี้ แต่คาดว่าการที่ให้นอนในกล่องลัง น่าจะเป็นเพราะว่ามันมีขนาดพอดีเหมาะกับเด็กทารกแน่ๆ เลย
7. ‘ชาวญี่ปุ่น’ มักให้ลูกกินเยอะๆ แต่ไม่อ้วน!
ว่าด้วยเรื่องปากท้อง อาหารการกินของชาวญี่ปุ่นเนี่ย ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ชาวยุ่นนั้นมักจะพิถีพิถันสุดๆ ในเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่ถือว่าเป็นวัยที่ควรได้รับสารอาหารดีๆ เข้าไปในร่างกาย พ่อแม่ของเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็จะให้เด็กๆ นั้นกินเยอะๆ กินไปเถอะ กินเข้าไป! แต่สิ่งที่กินนั้นก็ต้องเป็นของมีประโยชน์ ต้องมีผัก มีปลาเป็นส่วนประกอบสำคัญ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยอ้วน แถมสุขภาพดี อายุยืนนานอีกต่างหาก
8. ‘ชาวเดนมาร์ก’ แขวนจุกนมไว้บนต้นไม้
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กน้อยชาวเดนมาร์กที่ถึงวัยหย่าการดื่มนมจากขวด เมื่อเด็กๆ มีอายุครบ 3 ขวบปุ๊บ พ่อแม่ก็จะให้เด็กๆ เลิกดื่มนมผงจากขวด จากนั้นก็จะเอาจุกนมทั้งหลายที่เคยใช้ดูด เอาไปแขวนประดับไว้บนกิ่งของต้นไม้ เหมือนเป็นการบอกว่า ‘ลูกของชั้นโตแล้วนะ ไม่ดื่มนมผงแล้วจ้า’
9. ‘ชาวอาร์เมเนีย’ ให้ลูกทำนายเลือกอาชีพตั้งแต่เด็กๆ
จะเรียกว่าเป็นพิธีกรรมความเชื่อก็ว่าได้ ที่พ่อแม่ชาวอาร์เมเนีย มักจะให้ลูกของตัวเองทำนายเลือกอาชีพตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะ เมื่อลูกของพวกเขามีฟันขึ้น 1 ซี่ปุ๊บ ก็จะให้ทำพิธีกรรมนี้เลย ซึ่งพิธีที่ว่าเนี่ย ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก ก็แค่เอาสิ่งของที่อยู่รอบตัวมาวางเรียงไว้ต่อหน้าลูกของพวกเขา และถ้าเด็กๆ เลือกอันไหน สิ่งนั้นก็จะเป็นการทำนายถึงอาชีพในอนาคตของพวกเขา เช่น ‘หนังสือ’ จะสื่อถึงอาชีพที่เกี่ยวกับการศึกษา คุณครู นักวิชาการ ‘เงิน’ สื่อถึงอาชีพเกี่ยวกับเงินทั้งหลาย เช่น นายธนาคาร นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ และ ‘มีด’ จะทำนายว่าในอนาคตจะเป็นหมอ
พอได้รู้ถึงวิธีการเลี้ยงลูกของแต่ละประเทศแล้ว บางอันก็พอเข้าใจได้ บางอันก็ออกจะงงๆ นิดนึงถึงขั้นไม่เข้าใจมากๆ 5555 แต่เราก็ต้องเข้าใจแหละครับว่าวัฒนธรรมของแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน ทั้งความเชื่อ การอยู่อาศัย จึงทำให้การเลี้ยงลูกของแต่ละคนนั้นมีวิธีที่หลากหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงมาแบบไหน เชื่อเถอะครับว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนนั้นล้วนหวังดีต่อลูกทั้งนั้นแหละครับ :)
Source:










3 ความคิดเห็น
อันสุดท้ายนี่ถ้าไม่หยิบสักอันเป็นไงคะเนี่ย
ขอเดาว่า ฟรีแลนซ์
อันสุดท้ายคล้ายๆจีน คนจีนโบราณก็จะให้เด็กเสี่ยงทายแบบนี้ตอน1ขวบ โดยการเอาพู่กัน เอาธนู เงินทอง พิณ และอื่นๆที่มีความหมายดีมาวางไว้ เด็กที่หยิบหนังสือก็มีแววจะเป็นบัณฑิต เด็กที่หยิบดาบ อาวุธก็มีแววจะเป็นแม่ทัพ ส่วนเด็กผู้หญิงที่หยิบพิณก็มีแววว่าจะเก่งพิณในตอนโต
คือพ่นน้ำลายเนี่ย ไม่ติดเชื้ออะไรเลยเหรอ