สวัสดีค่ะ น้องๆ #dek60 พร้อมสำหรับแอดมิชชั่นกลางหรือยังคะ บอกเลยว่าพี่ๆ เด็กดีก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มาเยือนน้องๆ รุ่นนี้เป็นปีแรก ก็คือ จะไม่มีเล่มระเบียบการแอดมิชชชั่นขายเหมือนรุ่นพี่ มองในแง่ดีก็ช่วยน้องๆ ประหยัด แต่ก็แอบคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ไม่ได้^^
เอาล่ะ ช่วงนี้มีน้องๆ เริ่มเครียด พะวงกับการจัด 4 อันดับของตัวเอง และกดดันจากคำพูดคนอื่นๆ พี่มิ้นท์ก็เลยมีข้อคิดในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งที่ผ่านสนามแอดมิชชั่นมาด้วยตัวเอง และได้เห็นรุ่นน้องผ่านแอดมิชชั่นมาอีกหลายรุ่น จะได้มีกำลังใจก่อนเลือกคณะ 20-27 พ.ค.นี้ค่ะ
เอาล่ะ ช่วงนี้มีน้องๆ เริ่มเครียด พะวงกับการจัด 4 อันดับของตัวเอง และกดดันจากคำพูดคนอื่นๆ พี่มิ้นท์ก็เลยมีข้อคิดในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งที่ผ่านสนามแอดมิชชั่นมาด้วยตัวเอง และได้เห็นรุ่นน้องผ่านแอดมิชชั่นมาอีกหลายรุ่น จะได้มีกำลังใจก่อนเลือกคณะ 20-27 พ.ค.นี้ค่ะ
1. คนที่อยู่ในสนามแอดมิชชั่น ไม่ใช่คน "ไม่เก่ง"
หลายคนเฟลตั้งแต่สอบรับตรงไม่ติด จนป่านนี้ก็ยังดึงตัวเองออกจากอารมณ์โกรธเกลียดตัวเองไม่ได้ น้องๆ คะ รีบก้าวออกมาจากจุดนั้นด่วนเลย และทำความเข้าใจใหม่ว่า คนที่มาอยู่สนามแอดมิชชั่น ก็คือ นักเรียนปกติทั่วไป ไม่ใช่คนไม่เก่ง เราอาจจะเก่งกว่าคนสอบติดรับตรงก็ได้ แต่โชคชะตาพาเรามาอยู่ในจุดนี้ ที่สำคัญในรอบแอดมิชชั่นกลางมีคณะเปิดรับมากกว่า บางคนยังเลือกทิ้งโอกาสรับตรงเพื่อมาตามฝันในรอบแอดมิชชั่นกลางเลย ดังนั้นเดินหน้าแอดมิชชั่นอย่างมั่นใจนะคะ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปได้ มันจะกลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีสีสันที่สุดเลยล่ะ
2. คะแนนไม่ถึง ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหวังไม่ได้
เมื่อคะแนนไม่ถึงคณะที่อยากเรียน เราก็จะเครียด เปลี่ยนใหม่นะคะ...ไม่ว่าจะหวังได้มากหรือน้อย ขอให้น้องๆ มีความหวังไว้ก่อนค่ะ ความหวังทำให้หลายคนเกิดปาฏิหาริย์มาแล้ว ขอแค่กฎเหล็กอย่างเดียว คือ ความไม่ประมาท
ถ้าน้องๆ รู้ตัวว่ามีคณะที่เราคะแนนไม่ถึงแต่อยากเรียนมากๆ ให้เดินหน้าเลือกไปเลยค่ะ รู้ว่าเสี่ยง แต่ก็ขอลองสักตั้ง แต่...! ต้องวางแผนอย่าให้ภาพรวมของเราดูเสี่ยงตามไปด้วย หมายความว่า ใน 4 อันดับ ให้ 1 อันดับสามารถเสี่ยงคณะในฝันได้เลย ส่วน 3 อันดับ ควรดูคะแนนตัวเองและจัดให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด บาลานซ์ระหว่างความฝันกับความจริงให้ดี แค่นี้ก็ไม่ต้องทิ้งความฝันแล้วค่ะ
3. คณะที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่น อาจไม่ใช่คณะที่ดีที่สุดสำหรับเรา
ยืนยันว่าเลือกคณะที่เหมาะสมกับเรา ดีกว่าการตามคนอื่นไป เพราะบางทีคณะเด่นดัง คนอื่นแย่งกันเข้า ถ้าเราเข้าไปอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ค่ะ ไม่ต้องฝืนตัวเอง ไม่ต้องตามใคร มองถึงเป้าหมายของตัวเอง แล้วเดินไปตามทาง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ท็อปที่สุด แต่ถ้าตอบโจทย์ด้านอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่าย ใกล้บ้าน คะแนนไม่ต่างกันมาก เราอาจจะมีความสุขในการเรียนได้มากกว่าค่ะ
4. ถ้ายังไม่รู้จะเรียนอะไร อย่าคิดแค่ว่าเรียนๆ ไปก่อน
มีเยอะมากค่ะที่คิดว่ายังไม่รู้ว่าเรียนอะไร ก็ตามเพื่อน ตามเทรนด์ เรียนไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยออกมาสอบใหม่ ในทางปฏิบัติก็ทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ในเมื่อเรามีโอกาสเลือก มีโอกาสเตรียมตัว ก็ควรใช้ช่วงเวลานี้ให้เต็มที่ เพราะการเรียนไปก่อนแล้วค่อยซิ่วออกมา ไม่ใช่เรื่องสนุก รุ่นพี่หลายคนตั้งใจสอบเข้า แต่เรียนไม่ไหวออกมา ยังทั้งเสียใจและเสียดายเวลา ก่อนเลือกคณะรีบค้นหาตัวเองให้ทัน ถ้าสุดท้ายสิ่งที่เราเลือกมันไม่ตอบโจทย์จริงๆ ถึงเวลานั้นซิ่วออกมาก็ยังดูมีคุณค่ากว่าค่ะ
5. อย่าจิตอ่อน อย่าหูเบา
ถ้าเปรียบเส้นทางแอดมิชชั่น พี่มิ้นท์ว่าก็เหมือนสนามแข่งขันทั่วไปนั่นแหละค่ะ ถึงทุกคนจะอยู่ ม.6 เหมือนกัน เป็นเพื่อนกัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทุกคนก็คือผู้แข่งขันของเรา เราไม่มีทางรู้ใจคนทั้งประเทศ ไม่ได้สอนให้น้องมองโลกในแง่ร้ายนะคะ แต่มันก็มีมาทุกปี ไม่ว่าจะเรื่องไซโคคะแนน กุข่าวแง่ลบออกมาเรื่อยๆ เป้าหมายก็เพื่อตัดคู่แข่ง ถ้าเราเกิดจิตอ่อนหูเบา ก็ตกเป็นเหยื่อได้โดยง่ายค่ะ ดังนั้นช่วงนี้ มีสติ สมาธิ อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นในโลกโซเชียล ได้ยินอะไรมา ให้กลับมาคิดและหาความจริงก่อนจะเชื่อไปเต็มร้อย ไม่อย่างนั้นเราจะเจ็บเอง
ถ้าเปรียบเส้นทางแอดมิชชั่น พี่มิ้นท์ว่าก็เหมือนสนามแข่งขันทั่วไปนั่นแหละค่ะ ถึงทุกคนจะอยู่ ม.6 เหมือนกัน เป็นเพื่อนกัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทุกคนก็คือผู้แข่งขันของเรา เราไม่มีทางรู้ใจคนทั้งประเทศ ไม่ได้สอนให้น้องมองโลกในแง่ร้ายนะคะ แต่มันก็มีมาทุกปี ไม่ว่าจะเรื่องไซโคคะแนน กุข่าวแง่ลบออกมาเรื่อยๆ เป้าหมายก็เพื่อตัดคู่แข่ง ถ้าเราเกิดจิตอ่อนหูเบา ก็ตกเป็นเหยื่อได้โดยง่ายค่ะ ดังนั้นช่วงนี้ มีสติ สมาธิ อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นในโลกโซเชียล ได้ยินอะไรมา ให้กลับมาคิดและหาความจริงก่อนจะเชื่อไปเต็มร้อย ไม่อย่างนั้นเราจะเจ็บเอง
6. อย่าเอาความคิดคนอื่น มาทำให้เรารู้สึกแย่
คล้ายๆ กับข้อที่แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคะแนน แต่เป็นความอ่อนไหวของเราล้วนๆ เด็กแอดฯ ต้องเข้มแข็งแค่ไหน ถามรุ่นพี่ได้เลย เราไม่มีทางรู้ว่าวันไหนแม่จะอยากให้เราเปลี่ยนคณะ วันไหนจะมีคนมาบอกว่า เลือกแบบนี้ไปไม่ติดหรอกนะ หรือ วันไหนที่เพื่อนบ้านจะเดินมาบอกว่าลูกเขาได้คะแนนมากกว่าเราเยอะเลย และอีกสารพัดคำพูดที่คอยบั่นทอนกำลังใจ อย่าเก็บทุกอย่างเข้ามาทำลายความมั่นใจของตัวเองล่ะ
7. กังวลได้ แต่อย่ากดดันตัวเอง
ที่พูดมาหลายข้อ ไม่ได้บอกว่าน้องๆ ต้องสตรองจนเป็นฮีโร่ กังวลได้ไม่มีใครว่าค่ะ เพราะคนที่ผ่านจุดแอดมิชชั่นมาก็กังวลกันทุกคน ขออย่างเดียวคือ อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ไม่ต้องคิดจนเป็นเรื่องที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดจนโทรม และอย่าดูถูกตัวเองว่าเราไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับเพื่อน ทุกคนมีทางเดินเป็นของตัวเองค่ะ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เลือกคณะให้ปลอดภัย และหลังจากที่เลือกทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็หาเวลาพักผ่อนบ้างนะคะ ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ผ่อนคลายความเครียด ถ้าทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว พี่มิ้นท์เชื่อว่าทุกอย่างจะออกมาดีค่ะ
8. เราเองยังต้องการกำลังใจ ใครๆ ก็อยากได้เหมือนกัน
วินาทีที่ท้อแท้ในช่วงแอดมิชชั่น ความรู้สึกหนึ่งที่เข้ามาในหัวคือ ต้องการกำลังใจจากใครสักคน อย่าอายที่จะเดินเข้าไปหากำลังใจ ไม่ว่าจะเพื่อน คนในครอบครัว หรือ ครูอาจารย์ พวกเขาพร้อมที่รับฟังเราค่ะ และในทางกลับกัน เมื่อเราต้องการกำลังใจแล้ว เพื่อนของเราก็ไม่ต่างกัน การที่เรามายืนอยู่จุดเดียวกันก็ต้องเข้าใจกัน อย่าลืมให้กำลังใจเพื่อนด้วยนะคะ จับมือเดินไปพร้อมๆ กัน เป็นกำลังใจให้กันและกัน น่ารักดี :D
9. แอดมิชชั่นไม่ ติด ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะล้มเหลว
ถ้าถึงวันหนึ่งที่รู้ผลว่าเราแอดมิชชั่นไม่ติด เสียใจได้ ผิดหวังได้ แต่อย่าหมดอาลัยตายอยาก เพราะแอดมิชชั่นไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินอนาคตเราทั้งหมดนะคะ ซึ่งหลังแอดมิชชั่นไปแล้ว ยังมีทางเลือกอีกหลายทาง เช่น รับตรงหลังแอดมิชชั่น มหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีคณะรองรับเราอยู่หลายที่นั่ง
ตรงกันข้าม การแอดมิชชั่นติด ก็ไม่ได้การันตรีว่าคนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าเข้าไปแล้วแต่ไม่ตั้งใจเรียน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเหมือนกันค่ะ ดังนั้น ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เราต้องยอมรับ และรีบเดินต่อไปข้างหน้านะคะ
10. พ่อแม่ยังปรารถนาดีกับน้องๆ เสมอ
หากน้องๆ แอดมิชชั่นสำเร็จแล้ว อย่ามัวแต่เลี้ยงฉลองกับเพื่อน จนลืมให้ความสำคัญกับบุพารีที่บ้านนะคะ แม้ว่าต้นทุนแต่ละบ้านจะไม่เท่ากัน แต่พี่มิ้นท์เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยผลักดันมาตลอดไม่ว่าจะมากหรือน้อย เพราะฉะนั้น ความสำเร็จครั้งนี้ อย่าลืมให้คุณพ่อคุณแม่มาร่วมยินดีกับเรานะ :D
พี่มิ้นท์ก็ผ่านช่วงแอดมิชชั่นมาก็หลายปีแล้ว (10 ปีเห็นจะได้) แต่เขียนเรื่องนี้ทีไร ก็ยังอินค่ะ ซึ่งก่อนจบบทความนี้ พี่มิ้นท์มีกำลังใจดีๆ จากรุ่นพี่ที่ผ่านสนามแอดมิชชั่นมาพร้อมกับประสบการณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล ลองไปอ่านกันค่ะ^^
@พี่มามี สัตวแพทย์ ม.เกษตรศาสตร์
"ตอนนั้นรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามากๆ เลย จนต้องหาอะไรมาทำแทนจะได้เลิกหมกมุ่น ._. ตอนนั้นคิดแต่ว่าขอให้ติดนะๆ ขอให้เราได้เรียนในสิ่งที่ฝันไว้ ถึงผลจะออกมายังไงก็จะยอมรับ เพราะ4 อันดับที่เลือกไปคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา และตลอดทั้งปีมานี้ก็เต็มที่กับมันแล้ว เป็นไงเป็นกัน เย้:)"
@พี่เบลล์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ ม.มหิดล
"รู้สึกกดดันเพราะทุกคนค่อนข้างจะคาดหวังว่าเราจะต้องทำออกมาได้ดีแน่ๆ และเป็นสนามใหญ่ที่สุดแต่อยากบอกน้องๆ ว่าต่อให้อะไรจะเกิดขึ้นพี่เชื่อว่าทุกคนเลือกสิ่งที่ฝันไว้ดีแล้วขอทุกคนติดที่เลือกไว้ ถึงแม้ว่าจะพลาดอย่าลืมว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต หลังแอดก็ยังมียังมีทางให้น้องๆ เดินต่อไปได้อย่างแน่นอนขอแค่สู้ต่อไป อย่าท้อนะ พี่เชื่อว่าทำได้ ✌
@พี่คิง สัตวแพทย์ ม.เกษตรศาสตร์
"ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่หรอก คิดว่าติดแน่ ถึงคะแนนจะบวกอยู่แค่ 500 ก็ตาม เพราะคิดว่าถ้าเราเครียดจนเกินไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เอาเวลาตรงนั้นไปหาอะไรที่มีความสุขทำดีกว่า และผมก็เชื่อมั่นนะว่า ถ้าเราได้ทำเต็มที่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว มันย่อมมีสิ่งดีๆตามมาเสมอแหละ :)"
@พี่ไตเติ้ล วิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
"ตอนแรกก็ค่อนข้างกดดันนิดๆ เพราะแบบเป็นทางเลือกสุดท้ายในการเข้าคณะที่อยาก เลยค่อนข้างละเอียดกับขั้นตอนการเลือก 4 อันดับมากๆ พอจ่ายตังค์เลือก 4 อันดับปุ๊บก็โล่ง คิดว่าหมดหน้าที่เราและทำเต็มที่ละ ที่เหลือเป็นเรื่องของชะตาฟ้าลิขิต มาเครียดแบบสุดขีดแค่ตอนก่อนประกาศ 3 ชั่วโมง"
@พี่พลอย ครุศาสตร์ ม.ศิลปากร
"ตอนนั้นรู้สึกหน่วงๆ มากเลย ที่บ้านไม่ได้กดดันอะไร แต่เรากลับกดดันตัวเอง ทั้งหวัง ลุ้น มโนว่าถ้าติดจะดีใจแบบไหน ละถ้าไม่ติดล่ะ จะเสียใจแค่ไหน ความรู้สึกปนๆ กันหมด เพราะคะแนนก็ไม่ได้เยอะจนอุ่นใจแต่เราก็ยังหวังต่อไป ตอนนั้นนอนก็ฝัน เคยฝันว่าทั้งติดและไม่ติด คือเครียดมากจนเก็บไปฝันอ่ะ 55555 มันไม่ดีเลย
อยากฝากน้องไว้ว่า ไม่อยากให้เครียดมาก เพราะเราสอบมาแล้ว ผ่านมาแล้วกลับไปแก้ไขคะแนนไม่ได้ สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มันมีประโยชน์หรือมีความสุขดีกว่า เที่ยวให้สุด ใช้เวลาที่หยุดให้คุ้ม (ก่อนจะหมดเวลาเที่ยว5555) ให้มันดีต่อใจไปเล้ยยย^^ ...สุดท้ายไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่คุ้มค่ากับความตั้งใจและเหมาะสมกับเราที่สุดแล้ว สู้ๆนะคะน้องๆ ♡"
@พี่ฟิล์ม อักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
"ด้วยความที่มันเป็นแอดมิชชั่นครั้งเดียวในชีวิตเลยทำให้เรารู้สึกค่อนข้างกดดันแล้วก็กังวล แต่ก็รู้ตัวว่าเราทำดีที่สุดมาตลอด อีกอย่างคือ 4 อันดับที่เลือกไปเราชอบหมดเลย ก็คิดว่าติดอันไหนก็ไม่เสียใจ ความรู้สึกตอนประกาศมันเลยแบบรู้สึกโล่งมากกว่าที่ในที่สุดก็มีที่เรียนสักที เพราะเหนื่อยกับความกดดันมาตลอดทั้งปีเลย
จริงๆ แล้วแอดมิชชั่นไม่ได้มีอะไรยากเลยในความรู้สึกเราพอผ่านมาได้ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือเราจะอดทนกับความกดดัน ความท้อ ความทรมานตอนนั้นได้มากแค่ไหน สิ่งที่อยากจะฝากน้องๆไว้ก็คืออยากให้อดทนกับความรู้สึกตอนนั้น ให้คนรอบข้างคอยช่วยเป็นกำลังใจให้ รู้จักคลายเครียดแล้วก็อย่าไปกังวลกับมันมาก ต้องเชื่อมั่นในความสามารถและความพยายามของตัวเอง แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง"
@พี่หลิว รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
"ช่วงแอดมิชชั่นรู้สึกเครียดนิดนึงเพราะที่บ้านเคร่งเรื่องสถาบัน รวมกับเพื่อนบางคนติดรับตรงไปแล้ว ทำให้เรากังวลว่าจะทำได้รึเปล่า แต่สุดท้ายแม้ว่าจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เราก็ให้โอกาสในสิ่งที่เราได้รับคือ รัฐศาสตร์ และเราก็รู้ว่ามันใช่สำหรับเรา สำหรับคนที่ยังเครียดว่าจะติดหรือไม่ติด เราว่ามันไม่ได้กำหนดอนาคตเราทั้งหมด ความสำเร็จเกิดจากตัวเราเองไม่ใช่สถาบัน อยากให้พยายามให้ถึงที่สุด จะได้ไม่เสียใจภายหลังจ้า"
@พี่ปัท นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
"กดดันมากๆ ด้วยเพราะแอดมิชชั่นเป็นช้อยเดียวที่เหลือ สละที่อื่นไปหมดแล้ว แต่ตอนจัดอันดับ จัดให้ตัวเองเซฟมากเลยไม่ค่อยห่วง ยังไงก็ไม่หลุดแอดฯ แค่ว่าจะได้ที่ๆ หวังไหม ช่วงนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าเครียดค่ะ แต่เป็นความอึดอัดมากกว่าที่ยังไม่รู้ผลสักที แต่จริงๆ มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แป๊ปเดียวก็ถึงวันประกาศแล้ว ถ้าเราจัดอันดับดี รู้ว่าคะแนนตัวเองถึงจุดไหนเซฟ ไม่หลุดแน่ เราก็ไม่เครียดมากค่ะ เตรียมตัวดี จัดอันดับถูก ยังไงมีที่เรียนแน่นอนค่ะ"
@พี่ไวท์ ICT ศิลปากร
"รู้สึกเหมือนความสับสนและลังเลทั้งหมดกำลังถาโถมเข้ามา ความรู้สึกที่คิดก็ยากที่จะพูดได้ ได้แต่คิดเพียงว่าสิ่งที่เราหวังไว้จะเป็นจริง แต่ต้องอย่าลืมว่าเราต้องหวังในสิ่งที่เป็นจริงได้เท่านั้นไม่ใช่คาดหวังในสิ่งที่เรามองไม่เห็นแม้แต่หนทาง"



3 ความคิดเห็น
ทำไมเป็นสั่นๆตอนอ่าน 55 อ่านเเล้วก็ทำให้คิดเยอะอยู่นะ TT
เราเด็กแอด 61 ค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มเครียดแล้วเหมือนกัน ฮื่อออ ;-; แต่จะท่องไว้ค่ะ! อย่าให้ความฝันเป็นเพียงแค่ความฝัน
เด็ก61 คือ กำลังเรียนม.6 ปีนี้ใช่มั้ยคะ