“วงโยธวาทิตอนุบาลเชียงของ” คว้าหม้อซุป-ถังไอศกรีมซ้อมแทนกลอง…สู่ชัยชนะที่มาเลเซีย!




 
           สวัสดีค่าน้องๆ ชาว Dek-D พบกับคอลัมน์ “เด็กพลังบวก” กันอีกเช่นเคย เราจะมาสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้วัยรุ่นหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตัวเองและคนรอบข้าง สำหรับเด็กพลังบวกในวันนี้ต้องขอเติม ‘s’ ต่อท้าย เพราะเขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มาเป็นวง!
 
           เดาว่าน้องๆ ทุกคนต้องเคยได้ยินเสียงบรรเลงดนตรีสุดอลังในงานต่างๆ หรือเห็นการแข่งขัน “วงโยธวาธิต” ระดับประเทศระดับโลกมาบ้าง แล้วพอเห็นความเพราะ นิ่ง และเป๊ะแบบไม่มีผิดก็แอบรู้สึกโอ้โหในใจว่า เฮ้ย ทำได้ไงอะ! ทำให้คนที่ชอบดนตรีอยู่แล้วพยายามหาทางไปเข้าร่วมวงให้ได้ ในขณะที่บางคนยังกลัวว่าจะเหนื่อยเกินไปหรือตัวเองทำไม่ได้ดี วันนี้แหละค่ะ เราจะพาไปรู้จักกับวงโยธวาธิตของ "โรงเรียนอนุบาลเชียงของ" จ.เชียงราย ที่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศรุ่น Junior High School ระดับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 20-22 ก.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ขอบอกว่าวงนี้ฉีกกฎการซ้อมสุดๆ เพราะใช้หม้อซุปและถังไอศกรีมตีแทนกลอง!! (ได้จริงดิ????) ไปรู้จักพวกเขากันเลยค่า >< 
 

Photo Credit: เฟซบุ๊กแฟนเพจ วงโยธวาทิตโรงเรียนอนุบาลเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย


ที่มาที่ไป…ทำไมถึงมาเป็น “วงโยฯ โรงเรียนอนุบาลเชียงของ” ?
 
           ครูแป้ง หนึ่งในครูฝึกสอนวงโยฯ เล่าว่า “วงโยฯ จัดตั้งตอนปี 48 ครับ เกิดขึ้นเพราะ ดร.อัครเดช ยมภักดี หรือ ผอ. โรงเรียนเห็นความสำคัญของวงโยฯ จึงได้ทุ่มเทสนับสนุนทุกอย่าง เปลี่ยนครูฝึกเรื่อยๆ จนมาถึงปี 57 วงได้พัฒนาจนมีโอกาสได้เข้าประกวดระดับประเทศครับ สำหรับวงที่ไปแข่งที่มาเลเซียชื่อ “ACK Marching Band”

           ไม่ใช่แค่มีไว้แข่งเท่านั้น แต่วงโยฯ ของอนุบาลเชียงของยังปรากฏในงานอื่นๆ ด้วย “วงโยฯ ของโรงเรียนเราจะบรรเลงออกงานต่างๆ เช่น แสดงในพิธีเปิดวันกีฬาสี แล้วก็เล่นบริการออกงานชุมชน อย่างพวกกีฬาสีอำเภอ แห่ผ้าป่า ทางเรายินดีไปเล่นให้ครับ”

 
 
Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)


เส้นทางดนตรีที่เด็กเลือกเอง
 
           พอเราถามถึงเรื่องการคัดเด็กเข้าวง ครูแป้งให้คำตอบว่า “วงโยฯ ของเราเปิดรับสมาชิกตลอดครับ ตอนนี้มีประมาณ 50 คน อยู่ช่วงอายุ 10 – 15 ปี หรือประมาณ ป.4 – ม.3 เราจะไม่ใช่คนเลือกเด็ก แต่ให้เด็กเป็นคนเลือก คนไหนสนใจอยากมาเรียนก็มา ส่วนมากเขาจะอยากลองมากกว่า หรือไม่ก็เพื่อนๆ ชวนกันมา พอได้เล่นแล้วมีความสุข เขาเลยเลือกอยู่ต่อ”  

           นอกจากนี้ เสียงดนตรียังช่วยหล่อหลอมมิตรภาพได้ด้วย “รุ่นพี่รุ่นน้องในวงก็สนิทกันมากครับ ไปไหนไปกัน บ้านอยู่ใกล้ๆ ก็ไปหากัน ช่วยเหลือกันตลอด เจอหน้ากันก็ยกมือไหว้”

           ฟังจากครูฝึกอย่างเดียวไม่พอ เราจึงขอถามจากสมาชิกในวงบ้างว่าทำไมถึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของวงโยธวาทิต!

           น้องต้นน้ำ อายุ 14 ปี หัวหน้าวงโยฯ ตำแหน่งกลอง ให้เหตุผลว่า “ผมเห็นว่าวงโยเท่ดี แล้วก็น่าจะให้ประสบการณ์ด้วยครับ” ส่วนน้องปูเป้ อายุ 15 ปี ตำแหน่งทรัมเป็ต ก็ได้มาแชร์ด้วยว่า “หนูเห็นเพื่อนเล่น เลยอยากเล่นบ้าง พอได้มาลองก็รู้สึกสนุก จนตอนนี้อยู่มา 2 ปีแล้วค่ะ”
 

Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)


เขาว่ากันว่า วงโยฯ ซ้อมหนักมาก!?!
 
           เรามักเห็นภาพที่คนในวงโยฯ ซ้อมเช้าซ้อมเย็น ต้องกลับบ้านดึก เราจึงสงสัยว่าที่นี่ซ้อมหนักขนาดนั้นไหม? “เคยเป็นอย่างนั้นครับ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ เน้นซ้อมวันหยุด ตั้งแต่ 9.00 – 16.00 น. ถ้าวันอาทิตย์จะซ้อมแค่ถึงเที่ยง ส่วนวันเรียนจะซ้อมไม่ค่อยได้ เพราะเขาต้องเรียน ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็แค่ตอนเย็นๆ  2 ชั่วโมง” ตอนซ้อมโหดไหม? “ไม่โหดครับ ไม่ลงแดด เหนื่อยตรงที่ต้องถือเครื่องเดินตลอด”
 
           “เด็กใหม่อาจมีบ่นบ้างนะ แต่เราจะค่อยๆ สร้างความอดทนให้เขา”  
 
           เชื่อไหมว่าเป้าหมายในการซ้อมดนตรีของพวกเขา ไม่ใช่ซ้อมเพื่อแข่งขัน แต่ซ้อมเพื่อพัฒนาความสามารถและเพื่อความสุขของเด็กเอง ครูแป้งเล่าว่า “ก่อนประกวดเราซ้อมพอๆ กับตอนปกติเลยครับ เพราะเราวางแผนค่อยๆ ทยอยซ้อม ไม่ใช่มาโหมหนักตอนใกล้แข่ง อีกอย่างคือเราซ้อมเพื่อพัฒนาฝีมือกันปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่มุ่งจะไปแข่งให้ชนะ”

 
Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)


“ไม่ต้องห่วงเรื่องงบ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”
 
           ครูฝึกเล่าให้ฟังว่า “โรงเรียนเรามีสถานที่พร้อม ทั้งโรงยิมและสนาม แต่ปัญหาคือเรื่องงบครับ เพราะเป็นโรงเรียนรัฐ ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่ ผอ. เล็งเห็นว่าเด็กควรได้รับโอกาส พอเห็นงบไม่พอก็ไปทำผ้าป่า สังคมก็สนับสนุน บริจาคมาให้สักคนละสัก 500 บาท” 
 
           “คำที่ ผอ. มักจะพูดตลอดคือ ไม่ต้องห่วงเรื่องงบ อย่าท้อ ครูฝึกสอนให้เต็มที่ เด็กตั้งใจซ้อมเป็นพอ ทางนี้จะจัดการหางบให้เอง” 

Photo Credit: โรงเรียนอนุบาลเชียงของ

ฉีกกฎการซ้อมกับอุปกรณ์ใกล้ตัว!
 
           แสดงว่าอุปสรรคเรื่องงบ ต้องส่งผลต่อเครื่องดนตรีด้วยแน่ๆ “ใช่ครับ คือวันประกวดเนี่ยจะมีโชว์ที่เรียกว่า “โชว์นินจา” เป็นโชว์สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้กลองโทโกะที่ราคา 25,000 บาทต่อตัว แต่โรงเรียนเราไม่มีงบ แล้วพอมาวันนึง ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้วไปเห็นหม้อซุปก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นคิดว่า เออ…ทำไมเราไม่หาอะไรมาใช้แทนล่ะ ปรากฏว่าก็ไปเอาหม้อซุปที่เขากำลังจะเอาไปทิ้งมาใช้ กับถังไอศกรีมที่เป็นสังกะสีเหมือนกัน เอามา 4-5 ตัวจากร้านขายของเก่า พอไปแข่งก็ใช้อุปกรณ์พวกนี้แหละ”
 
           “กรรมการงงเลยนะครับ เขาบอกว่าไอเดียดีนะ ไม่เคยเห็นแบบนี้เลย”


ถามจริง อุปกรณ์ใช้แทนกันได้ด้วยเหรอ???
 
           สงสัยไหมคะว่า ในเมื่อตอนซ้อมเด็กซ้อมกับหม้อซุปและถังไอศกรีม แล้วพอแข่งจริงๆ มาจับเครื่องดนตรี เสียงที่ออกมาจะเทียบเคียงกันได้เหรอ? ครูแป้งให้คำตอบว่า “ถ้าแข่งในประเทศ เรากะว่าจะเอาอุปกรณ์พวกนี้ไปแข่งอยู่แล้ว เราก็ขนพวกหม้อพวกถังไปเล่นผสมกับเครื่องดนตรีจริงๆ” 
 
Photo Credit: โรงเรียนอนุบาลเชียงของ

           ครูแป้งเล่าต่อว่า “ส่วนการแข่งที่มาเลเซีย เขามีเตรียมเครื่องเป่า กลอง ธง ให้อยู่แล้วครับ ยิ่งพอเราไปถึงนู่นก็มีเวลาซ้อมอีก ปกติเด็กเองก็ขยันซ้อมตลอดอยู่แล้ว เขาเลยชิน แค่ปรับเสียงนิดๆ หน่อยๆ 2-3 วันก็ทันครับ”

 

ก่อนแข่ง-หลังแข่งที่มาเลเซีย
 
           “คือตอนแรกวงโยฯ ของเราชนะในภาคเหนือก่อน และได้รับเชิญจากสมาคมโลกแห่งการแสดงโยธวาทิตให้ไปแข่งในระดับเยาวชนที่มาเลเซียครับ ปรากฏว่าเราได้ชนะเลิศประเภทแปรขบวน ได้ถ้วยคริสตัลและโล่รางวัลกลับมา”



Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)
 
           ครูแป้งเล่าย้อนถึงบรรยากาศก่อนและหลังซ้อมให้ฟังว่า “ก่อนถึงวันแข่ง เด็กบางคนจะตื่นเต้นเพราะไม่เคยประกวดเลย แต่บางคนจะชินเพราะประกวดบ่อยที่ไทย พอหลังจากชนะ บางคนร้องไห้ กอดคอกันเลยก็มี เขาไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ เพราะเรียนไม่เก่ง ทำอะไรไม่ได้ แต่เอาดีทางนี้ได้” 
 
           ในฐานะผู้ฝึก รู้สึกยังไงกับชัยชนะครั้งนี้? “ผมดีใจมากนะที่ครั้งหนึ่งสามารถพาเด็กขอบชายแดนไปสัมผัสต่างประเทศได้ เพราะเด็กที่นี่ไม่เคยไปแน่นอน ส่วนในอนาคต อยากให้ไปถึงระดับโลกเลย ผมอยากเห็นศักยภาพของเด็กว่าจะก้าวไปขึ้นเวทีระดับโลกได้ไหม”  
 

สุดท้าย…สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ฝีมือ
 
           เชื่อว่าหลายคนไม่เคยสัมผัสการเป็นสมาชิกวงโยฯ มาก่อน เรามาดูกันดีกว่าว่าพวกเขาได้รับอะไรกลับมาบ้าง!
 
           ครูแป้งตอบว่า “ผมมองว่าเป็นเรื่องระเบียบวินัย การเสียสละ การใช้ชีวิตในสังคมครับ กิจกรรมนี้สอนให้เด็กอดทน สามัคคี เช่น ฝึกระเบียบแถว ตื่นพร้อมกัน กินข้าวพร้อมกัน ซ้อมเดินสนามด้วยกัน”
 
           ในขณะที่น้องต้นน้ำตอบว่า “ผมรู้สึกว่าวงโยให้อะไรหลายอย่างครับ เป็นเหมือนบ้าน เป็นครอบครัว เป็นเพื่อน รู้นิสัยใจคอกันดี ทำให้เราได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกให้เรามีระเบียบและความสามารถพิเศษครับ”
 
           ทางด้านน้องปูเป้เองให้ความเห็นว่า “วงโยฯ ทำให้เราได้ประสบการณ์ ได้ความรู้ สอนให้เรามีวินัยและความรับผิดชอบมากขึ้นค่ะ”
 


Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)


จากใจครูฝึกซ้อมวงโยฯ
 
           อยากให้เล่นดนตรีเพื่อความสุข มากกว่าเอาชนะหรือเพื่อแข่งขัน ดนตรีมีไว้ขัดเกลาให้จิตใจอ่อนโยนขึ้น ไม่จำเป็นต้องเล่นให้ชนะแล้วไปอวด ถ้าเจอเรื่องท้อ เล่นดนตรีให้มีความสุขจะดีกว่า ทุกครั้งผมจะสอนเด็กว่า ถ้าเจอปัญหาอะไรมา หยุด ทิ้งไว้ เดินเข้าห้องซ้อมต้องแฮปปี้ อย่าคิดเรื่องอื่น ดนตรีช่วยระบายได้”

 

Photo Credit: ปฏิญญา วรทอง (ครูแป้ง)


          โอ้โห สุดยอดมากค่ะ พี่ขอชื่นชมน้องๆ วงโยฯ โรงเรียนอนุบาลเชียงของที่เพิ่งคว้าชัยชนะและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วยนะคะ พออ่านถึงตรงนี้ น้องๆ น่าจะพอเห็นความสามารถและภาพความอบอุ่นของสังคมวงโยฯ แล้ว ถ้าใครที่มีใจรักในเสียงดนตรี อยากเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเลงเสียงเพลงสุดอลังการแล้วล่ะก็ ขอให้น้องๆ ถอดเก็บความกลัวแล้วไปลองดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้า เราอาจได้ไปยืนอยู่บนเวทีประกวดวงโยธวาทิตระดับโลกก็ได้!

 
อย่าลืมย้อนอ่านเด็กพลังบวกคนก่อนหน้านะคะ ><

“แซนดี้” สาวแฟชั่นดีไซน์วัย 19
เจ้าของร้าน “CINTAGE” ดินแดนเสื้อผ้าวัยรุ่นราคาหลักร้อย!

 
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น