สวัสดีค่า กลับมาพบกันอีกครั้งในคอลัมน์เด็กพลังบวก เราจะพาน้องๆ ไปรู้จักวัยรุ่นที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ใช้เวลาว่างให้ประโยชน์ด้วยการทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตนเองและสังคมค่ะ
ย้อนไปเมื่อเดือนที่แล้ว กองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ได้เฟ้นหาสาวงามเพื่อเป็นตัวแทนไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2017 ที่ประเทศเวียดนาม หากใครได้ชมถ่ายทอดสดหรือติดตามจากเพจคงได้เห็นความอลังการบนเวทีและความงดงามของพวกเธอทั้ง 77 คนไปแล้ว ในวันนี้ต้องบอกว่าโชคดีมากๆ ที่เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ "มิสแกรนด์ศรีสะเกษ" สาวหน้าคมผิวสีน้ำผึ้งที่คว้ามงกุฎตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 4 บนเวที แต่ใครจะรู้ว่าเส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้สวยหรู เพราะแม้กระทั่งแบกเหล็ก เธอยังทำมาแล้ว! เอาเป็นว่าเรารีบไปรู้จักเธอคนนี้กันเลยดีกว่าค่ะ ^^
Photo Credit: เฟซบุ๊กแฟนเพจ Miss Grand Thailand
แนะนำตัวกันก่อน
"ชื่อ 'แป้งหอม' กมลรัตน์ ทานนท์ ค่ะ อายุ 20 ปี เกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 1 สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นิสัยส่วนตัวเราจะเป็นคนตรงๆ ง่ายๆ เฟรนด์ลี่ เวลาทำงานจะโอเคกับทุกคน ไม่เรื่องมาก คนรอบข้างจะบอกว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่กับเรา เพราะเราเป็นคนตลกด้วยค่ะ"
อันนี้ขอยืนยันเลยว่าตลอดเวลาที่ได้นั่งพูดคุย เธอทั้งคุยสนุกและเป็นกันเองจริงๆ ไม่ถือตัวเลยค่ะ ><
"เคยทำทุกอย่างที่กรรมกรทำได้"
ภาพที่เราเห็นคือรอยยิ้มแห่งความสุขและบุคลิกท่วงท่าที่สง่างาม จนหลายคนอาจไม่เชื่อว่า...เธอสตรองมาก! "เราไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่สุขสบายค่ะ ตอนมัธยมต้องช่วยพ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง คือเราเคยทำทุกอย่างที่กรรมกรทำมาแล้ว ทั้งแบกเหล็ก ทาสี ใส่ใยแก้วกันความร้อน ฯลฯ พอขึ้นมหา'ลัย เลิกเรียนแล้วไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่หลังหอพัก แต่เราไม่เคยคิดว่าเหนื่อยเลยนะ กลับสนุกมากกว่าที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ และดีใจด้วยที่ได้ช่วยพ่อแม่ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ขาดรายได้"
"...เราผ่านช่วงที่เหนื่อยที่สุดยากที่สุดมาแล้ว ทำให้พอเราเจอเรื่องยากๆ อีก จะรู้ว่ายังไงก็ต้องผ่านไปได้เหมือนเดิม"
Photo Credit: เฟซบุ๊กแฟนเพจ Miss Grand Thailand
"นางงาม" คือความฝันตั้งแต่วัยเด็ก
หลายๆ คนคงสงสัยว่าทำไมเธอถึงอยากเป็นนางงาม เพราะหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะฝันด้วยซ้ำ เธอเล่าว่า "ตั้งแต่ตอนเด็กแล้วค่ะ เราดูทีวีแล้วเห็นคนสวยๆ เยอะเลยอยากเป็นนางงามหรือนักแสดง (ที่จริงอยากเป็นนางฟ้า แต่ชีวิตจริงคนเราเป็นได้แค่นางงาม) จากนั้นเลยดูรายการประกวดทั้งในและต่างประเทศ เปิดดูตามยูทูบบ้าง แล้วฝึกค่อยๆ ฝึกตาม ทั้งเรื่องสเต็ปการเดิน ทัศนคติ การตอบคำถาม และการดูแลรักษาหุ่น มีทั้งฝึกด้วยตัวเองและมีพี่เลี้ยงคอยสอน"
โอกาสดีๆ วิ่งเข้าหาเราตอนไหน? "เราพยายามหาเวทีอยู่ตลอด เข้าสู่การประกวดตั้งแต่มัธยมค่ะ ช่างแต่งหน้าเห็นว่าเราสูงด้วย (ปัจจุบัน 175 ซม.) เลยลองส่งไประดับตำบล พอขึ้นมหา'ลัยจะเป็นเวทีดาวเดือน จากนั้นเขาก็ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ในระดับที่สูงขึ้น ทำให้ได้เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ ส่วนล่าสุดเป็นเวทีใหญ่สุดในชีวิต คือเวทีมิสแกรนด์ค่ะ เขาให้แสดงความสามารถไม่ต่ำกว่าสองอย่าง เราเลยเล่นเปียโนและร้องเพลง"
เธอเล่าความแตกต่างของเวทีดาวเดือนและเวทีนางงามให้ฟังว่า "เวทีดาวเดือนกับมิสแกรนด์ต่างกันมาก ตอนดาวเดือนเป็นแค่เฟรชชี่ใสๆ ไม่ได้ต้องการความเป๊ะขนาดนั้น ในขณะที่มิสแกรนด์ต้องใช้ความสามารถสูงมาก เพราะคนที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายต้องไปแข่งต่อที่ต่างประเทศด้วย"
สายตาจากคนรอบข้าง
พอถามว่าคนรอบข้างรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เธอเคยฝัน และกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ เธอตอบว่า "พ่อแม่พูดอยู่เสมอว่าให้เราทำทุกรอบให้เต็มที่ พี่เลี้ยงก็ใจดีมาก เขาไม่กดดันเราเลย ขอแค่ให้ตั้งใจกับสิ่งที่ทำ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง คือคนส่วนใหญ่ให้กำลังใจเราตลอดค่ะ ยกเว้นเพื่อนที่ไม่หวังดีกับเรา เขาเคยมีคำพูดเหน็บแนมดูถูกว่าความฝันเราเป็นไปไม่ได้ ประมาณว่า 'อย่างเธอทำไม่ได้หรอก' เพราะตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ดูแลตัวเองจนดีเท่ากับทุกวันนี้"
ของขวัญจากเวทีมิสแกรนด์
เวทีมิสแกรนด์ให้อะไรกับแป้งหอมบ้าง? "ช่วงแรกๆ ที่เข้าไป ยังรู้สึกกดดันและเขินๆ บ้างนะคะ เพราะนางงามคนอื่นเขาดูพร้อมกันอยู่แล้ว ส่วนเราเองยังมีโดนดุเรื่องการเต้น การแต่งหน้า และทรงผม เลยต้องพยายามพัฒนาตรงนี้มากเป็นพิเศษ และจากเด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลย แค่อาศัยฝึกจากยูทูบ แต่เข้ามารอบลึกขนาดนี้รู้สึกเกินฝันมาก เหตุผลนึงที่เราอยากประกวด เพราะอยากให้คนรู้ว่าเราทำได้นะ ถึงเหนื่อยแต่คุ้มค่ะ เพราะเราใจรักจริงๆ"
มาถึงตรงนี้เดาว่าน้องๆ อาจวาดภาพนางงามในหัวว่าต้องสวย เริ่ด เชิด และอาจหยิ่งด้วย เหมือนที่เห็นบ่อยๆ ในหนังในละคร ขอบอกว่าคำตอบผิดคาดค่ะ แป้งหอมเล่าบรรยากาศให้ฟังว่า "เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน การประกวดมิสแกรนด์เหมือนสาวๆ มาทัศนศึกษา มาพูดคุยแชร์ความคิดแชร์ประสบการณ์กันมากกว่า ถึงทุกวันจะเป็นการแข่งขัน แต่จบมาทุกคนคือมิตรภาพที่ดี เราได้ทั้งเรื่องทัศนคติ บุคลิก การดูแลตัวเอง และมิตรภาพจากเวทีนี้ ประทับใจมากจริงๆ ค่ะ"
ชีวิตใหม่กำลังเริ่มต้น
อยากรู้ว่าพอได้มายืนบนเวทีมิสแกรนด์ และได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 4 แล้ว ชีวิตของแป้งหอมเปลี่ยนไปแค่ไหน? "ชีวิตดีขึ้นมากเลยค่ะ มีคนรู้จักมากขึ้น มีผู้ใหญ่ป้อนงานให้เรา เป็นงานเดินแบบในประเทศ และเขายังบอกว่าอยากให้เรามีผลงานละครบ้าง ฝากติดตามแป้งหอมด้วยนะคะ" จากนั้นเธอพูดถึงความฝันว่า "นอกจากอยากประกวดนางงามแล้ว เราอยากเป็นครูดนตรีด้วยค่ะ ตอนแรกเลยเลือกเรียนคณะครุศาสตร์ เอกดนตรี ที่ ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนสายเรียนเพราะต้องทำงานในกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังไม่ชินกับการจราจรเท่าไหร่ อยู่ในช่วงปรับตัวค่ะ"
คำทิ้งท้ายจากนางงามสู้ชีวิต
"เราอยากขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้เราฮึดสู้ เพราะตอนอยู่ในกอง ทุกวันคือการแข่งขัน ความกดดันมีสูง ขอบคุณพี่เลี้ยงที่มาดูแลเราเต็มที่และส่งแรงใจมาให้ตลอด และขอบคุณกองประกวดที่ทำให้เรามีวันนี้ด้วยค่ะ"
นอกจากนี้ เธอยังฝากข้อคิดให้ชาว Dek-D ด้วย "ถ้ามีความฝันแล้ว อยากให้ทุกคนลงมือทำเลย เพราะโอกาสไม่ได้มีเข้ามาตลอด ทำทุกอย่างให้เต็มที่แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สำหรับเราเองก้าวผ่านความเขินอายมาได้ เพราะได้เห็นความสำเร็จของแต่ละคน"
ไม่ธรรมดาเลยค่ะ ทั้งภายนอกและทัศนคติงดงามมากๆ สำหรับ "แป้งหอม" มิสแกรนด์ศรีสะเกษปีนี้ ใครจะรู้ว่าก่อนเธอจะมาพบกับวินาทีที่สวยงาม ต้องเดินผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากมาแค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอไม่เคยทิ้งความฝันทั้งที่การเป็น "นางงาม" ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เลย เห็นแบบนี้แล้ว ชาว Dek-D เองก็ต้องเต็มที่กับความฝันตัวเองเหมือนกันนะคะ สำหรับใครที่หลงรักเธอแล้ว อย่าลืมติดตามเชียร์เธอในเวทีต่อๆ ไป รวมถึงผลงานละครของเธอที่อาจจะมีในอนาคตด้วยนะคะ ส่วนชาวศรีสะเกษเตรียมตัวให้พร้อม เพราะในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ มีแห่ต้อนมิสแกรนด์ของจังหวัด อย่าพลาดเชียว ^^
"บอล" เด็กวัย 13 ผู้ฉายเดี่ยวขี่ซาเล้งขายไส้กรอกอีสาน
ช่วยครอบครัวหารายได้
ช่วยครอบครัวหารายได้








0 ความคิดเห็น