"น้ำค้าง" วัยรุ่นติสต์ๆ ผู้รักงานจิตอาสา...กับแง่มุมของคนรุ่นใหม่ต่องานช่วยเหลือสังคม



 
        สวัสดีค่า พบกับคอลัมน์เด็กพลังบวกที่จะพาน้องๆ ไปรู้จักวัยรุ่นสุดเจ๋งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตัวเองและสังคมค่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าว่าวันนี้จะได้เจอกับใคร^^
 
        วันว่างของแต่ละคนถูกนำไปใช้แตกต่างกัน บางคนเลือกพักผ่อน รับจ๊อบ เรียนพิเศษ หรือไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ และมีอีกส่วนหนึ่งที่สแตนด์บายพร้อมลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนตลอดเวลา หนึ่งในนั้นคือ "น้ำค้าง" วัยรุ่นสาวสายจิตอาสาที่ลุยมาแล้วหลายโครงการเพราะอยากเปลี่ยนแปลงสังคม วันนี้เธอจะมาเล่าประสบการณ์ดีๆ พร้อมพูดคุยถึงแนวคิดจิตอาสาในมุมมองคนรุ่นใหม่ จะน่ารักและน่าสนใจขนาดไหน ตามมาเลยค่า ><  

แนะนำตัว

       "สวัสดีค่า 'น้ำค้าง' - อรสา ศรีดาวเรือง อายุ 21 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ปี 2 คณะวิทยาการสารสนเทศ สาขานิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ค่ะ"

เธอคือ "มนุษย์จิตอาสา"
 
        ก่อนอื่นขอถามก่อนว่า "จิตอาสา" ในความคิดของน้ำค้างคืออะไร? "จิตอาสาสำหรับเราคือการไม่นิ่งดูดายต่อสังคม มันคือการเยียวยาบางสิ่งที่ไม่เลือกขนาดของปัญหา แต่เลือกจากสิ่งที่เราสามารถเข้าไปช่วยได้ บางคนอาจทำจิตอาสาเพราะมีภูมิหลังจากที่ตัวเองถูกกระทำ และหลายคนก็ทำเพราะปัญหามันอิมแพคกับจิตใจของเขาและไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ สำหรับเราเป็นประเภทหลังค่ะ"

        อยากให้ลองเล่าประสบการณ์ทำจิตอาสาให้ฟังสักหน่อย "ค้างทำมาเยอะในความรู้สึก แต่ไม่ได้เยอะมากถ้าเทียบกับคนอื่น 555 เริ่มจากเห็นรุ่นพี่พูดว่าจะทำสื่อสาธารณะ ได้เดินทางไปดูปัญหาเขื่อนราษีศไล เหมืองแร่ทองคำ พอไปปุ๊บนี่ได้เปิดโลกสุดๆ ความยูโทเปียในหัวถูกขยี้ยับเยิน ทำให้หลังจากครั้งนั้นเราจะพาตัวเองไปยังที่ที่เราพอจะทำอะไรเพื่อใครได้บ้าง ทำให้เราได้ทำหลายๆ อย่างทั้งโครงการของรุ่นพี่นิติศาสตร์และเพื่อนการเมืองการปกครอง ไปร้องเพลงตามพักชราและเรือนจำ และนั่นทำให้เราสนใจความเป็นมนุษย์ของแต่ละปัจเจกบุคคล และเริ่มขยายขอบเขตการทำให้ได้ประโยชน์กว่าการทำระยะสั้นหรือแบบฉาบฉวย"

        เธอเล่าต่อว่า "ค้างไปค่ายบ่อยมากค่ะ ทั้งค่ายสอนเด็กๆ ใช้วิธีสื่อสารด้วยหนังบ้าง วิดีโอบ้าง การเขียนบ้าง รวมทั้งปิดเทอมที่ผ่านมาเราได้เดินทางไปหาประสบการณ์กับ "มูลนิธิกระจกเงา" ทำให้เราได้แทรกซึมไปหลายๆ โครงการของมูลนิธิ ทั้งโครงการภัยพิบัติ โครงการด้านผู้ไร้สัญชาติ โครงการระดมทุนสร้างโรงเรียน รวมๆ ก็ไปกับเขาเกือบทุกโครงการในเวลาสองเดือนที่จังหวัดเชียงราย"

การถือกล่องรับบริจาค...ไม่ใช่งานสบาย
 
        เรามักเห็นการถือกล่องรับบริจาคตามจุดต่างๆ เพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน หลายคนอาจเคยหย่อนเงินลงกล่องมาแล้ว แต่คราวนี้เรามาฟังในมุมคนยืนรับกันบ้าง "ค้างมีประสบการณ์ตอนน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่มาก หนักพอๆ กับน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี '54 แต่ข่าวไม่ดัง ทำให้ผู้รับสารไม่เข้าใจความร้ายแรงของมัน พอดีเห็นคณะมนุษยศาสตร์ที่มหา'ลัย ระดมข้าวและเงินไปช่วยเหลือ เราเลยชวนเพื่อนทำตรงนั้นเลย บริจาคคนละ 50-60 บาทเพื่อซื้อกล่องลังกับอุปกรณ์แล้วออกไปเดิน ตอนเดินคือร้อนมาก แถมตะโกนตลอดทาง แต่ก็สุขใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้รับบริจาค เห็นความงามในจิตใจของพวกเขา และสุดท้ายได้เงินเกือบหมื่นกับข้าวอีกหลายกระสอบ"

        แต่หลายๆ คนคิดว่าเงินคงเข้ากระเป๋าคนรับบริจาคนั่นแหละ? "ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะคิดแบบนั้น ค้างมองว่านี่คือหน้าที่ของคนรับบริจาคที่ต้องชี้แจงให้คนรู้ว่าทุกอย่างโปร่งใสนะ อย่างเราเองจะโพสต์อัพเดทตลอด และถ่ายบัญชีเป็นหลักฐานให้คนที่บริจาครับรู้ด้วยว่าเงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริงๆ"

เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
 
        น้ำค้างเล่าให้ฟังว่างานจิตอาสาให้อะไรเธอเยอะมาก นอกเหนือจากที่ชาวบ้านจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการช่วยเหลือของเธอ

        "ค้างเองสนใจเรื่องสภาวะในจิตใจมนุษย์อยู่แล้ว เราจะได้เห็นสังคมอีกหลายมิติ เราคิดว่ามันไม่น้อยกว่าการไป Work & Travel เราได้เติบโตทั้งภายนอกและภายใน เข้าใจถึงการอยู่บนโลกที่เราต้องปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันตลอดเวลา เข้าใจพฤติกรรมของคนทั้งดีและไม่ดี ได้หันมาสำรวจอัตตา (Ego) ของตัวเอง จึงช่วยพัฒนาตัวเองไปด้วย แถมตอนนี้ยังได้พ่อแม่บุญธรรมบนเขาบนดอยหลายคน ได้พี่น้อง ได้มิตรภาพที่ถ้าเราใช้ชีวิตไปตามปกติของเราเราคงไม่ได้ไปสัมผัสสภาวะเช่นนั้น มันมีค่ามหาศาล"

        "เมื่อเราไปพูดคุยกับคนคนหนึ่ง เขาจะเล่าเรื่องราวมากมาย แตกแขนงเหมือนใยแมงมุม เช่น เขาไปทำอะไรมา มีทัศนคติอย่างไร ไปพบใครมาบ้าง คนคนนั้นสอนอะไรกับเขา ทำให้เราได้ความรู้จากคนอีกหลากหลาย ได้รับการสั่งสอน ได้แชร์ชีวิต ได้รับรู้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่จริงๆ เราก็รู้อยู่แล้วแหละว่ามันมีบนโลก แต่เราไม่เคยเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ เช่น หน่วยงานที่ไม่ดี การค้ามนุษย์ ความเป็นอยู่ของชาตพันธุ์ ฯลฯ ทำให้เราได้มองและวิพากษ์สังคมมากกว่าแต่ก่อน"
        "และอันนี้เหตุผลส่วนตัวนะคะ 555 เราคิดว่าเราได้ความเป็นเด็กกลับคืนมา เราอ่อนโยนขึ้น ได้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เราเกือบลืมโมเมนต์นั้นไปแล้ว เพราะในมหา'ลัยเราก็จับเจ่าอยู่กับเรื่องวิชาการ บ้านก็ไม่ค่อยได้กลับ อยู่ในแวดล้อมของเพื่อนและครูอาจารย์ ดูเป็นการเติบโตที่เคร่งเครียดไปนิด การทำงานจิตอาสาและการเดินทางจึงเหมือนการรักษาสมดุลของชีวิตตัวเองให้เติบโตไปอย่างพอดี"

รุ่นเก่า...รุ่นใหม่ กับมุมมองจิตอาสาที่ต่างกัน
 
        ในฐานะที่น้ำค้างทำงานจิตอาสามาเยอะมาก และทำงานร่วมกับคนหลากหลาย เราจึงอยากรู้ว่าคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ มองงานจิตอาสาต่างกันไหม? เธอคิดเห็นว่า "คนรุ่นเก่าจะถูกบีบคั้นด้วยสถานการณ์รุนแรง เขาจะทำในเชิงเจาะลึกมากกว่า โดยจะคอยติดตามผล และไม่ค่อยปล่อยทิ้ง ในขณะที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะถูกตีกรอบทางความคิด อย่างถ้าเป็นโครงการในมหา'ลัย เรียนจบแล้วคือจบ ไปช่วยแค่ครั้งสองครั้ง ยังดูฉาบฉวยอยู่ ค้างคิดว่าเป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้สึกถึงปัญหาที่แท้จริง ไม่ค่อยมีเสรีภาพ ยังขาดผู้นำและคนซัพพอร์ตอยู่ค่ะ"

จากใจน้ำค้าง...ฝากถึงผู้อ่าน
 
        "ปกติค้างไม่ชอบชักนำใครนะ แต่จะทำให้เขาเห็นประโยชน์จากการออกไปทำมากกว่า เพราะคนเรามีหลายลำดับขั้น คือ 1.รู้สึก 2.ทำ 3.มองหาการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ถ้าเรารู้สึกแล้วว่าปัญหานั้นไม่โอเคแล้วอยากทำงานจิตอาสา ให้เริ่มหาโอกาสจากสิ่งรอบตัวค่ะ อะไรเราทำได้ให้ลองทำ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ได้หมด ไม่ต้องมองที่ไหนไกล แค่เล่นเฟซบุ๊กก็รวมกลุ่มทำเรื่องดีๆ ได้แล้ว"

        "ค้างเองเป็นเด็กนิเทศ ไม่ได้เรียนสาขาสังคม คือค้างกำลังจะบอกว่า ทุกคนสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้เหมือนกันค่ะ"
 
        ลงทุนลงแรงไปเยอะขนาดนี้ นับว่าเธอเป็นคนรุ่นใหม่หัวใจจิตอาสาจริงๆ ถ้าชาว Dek-D คนไหนอ่านแล้วฮึดอยากลุกไปส่งความสุขให้ผู้ที่เดือดร้อนบ้าง อย่าเพิ่งดูถูกแรงเล็กๆ ของเรา ลองเข้าร่วมในสื่อโซเชียลหรือชักชวนเพื่อนใกล้ๆ ตัวดูก็ไม่เสียหาย เพราะหลังจากได้ช่วยแล้ว สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่คำขอบคุณจากเขา แต่เราจะรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ ^^
 
อย่าลืมย้อนอ่านเด็กพลังบวกคนก่อนหน้านะคะ ><
"แป้งหอม" มิสแกรนด์ฯ สวย-สง่า-สตรอง
ฝ่าความยากลำบากสานฝันสู่เวทีนางงาม
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

.... 21 ส.ค. 60 21:16 น. 1

มันก็จิงคับ แต่ ค่ายอาสาที่ผมทำ รุ่นพี่ที่จบไปแล้ว ก็ มาคอยซัพพอทอยู่นะคับ บางครั้งเขาลางานไปช่วยทำค่าย ด้วยอีกต่าง เขาถือว่าเป็นการลางานไปเที่ยว อีกต่างหางครับ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด