ชีวิตนักเรียนทุน APU ประเทศญี่ปุ่น กับทุนจำนวนเต็ม 100%!! ทีทำให้ได้ออกจาก Comfort Zone

     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com  วันนี้มาพบกับเรื่องราวสนุกๆ จากประสบการณ์ชีวิตนักเรียนที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศกันอีกแล้วนะครับ เรื่องที่ พี่วุฒิ นำมาฝากวันนี้เป็นเรื่องราวของชีวิตเด็กนักเรียนทุน APU ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทุนนี้เป็นทุนที่น้องๆ หลายคนสนใจมากกกก! ว่าแล้วไม่รอช้า เรามาอ่านเรื่องราวสนุกๆ ของนักเรียนทุนคนนี้กันดีกว่า!  

 


 
     สวัสดีค่ะ เราชื่อธนภรณ์ เรืองวัฒนาภรณ์ ชื่อเล่น “หยก” นะคะ อายุ 23 ปี เรียนจบจาก APU ( Ritsumeikan Asia Pacific University) สาขาการจัดการ (International Management) ทำงานที่ญี่ปุ่นมาปีนึงและตอนนี้เพิ่งกลับไทยมาสดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ และกำลังจะเข้าทำงานบริษัทเดิมแต่เป็นสาขาในไทยเร็วๆ นี้ค่ะ 
 
     เรารู้จักทุน APU จากรุ่นพี่ที่เรียนสวนกุหลาบรังสิตด้วยกันเป็นคนแนะนำทุนนี้ค่ะ เนื่องจากเราสนใจภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว ความตั้งใจเดิมคือเรียนสายอักษรศาสตร์เอกญี่ปุ่น แต่เห็นว่าการไปเรียนที่ญี่ปุ่นน่าจะได้เรื่องภาษาเข้มข้นกว่าจึงเห็นว่าทุนนี้น่าสนใจ เราได้ทุน 100% จากทางมหาลัยซึ่งครอบคลุมค่าเทอมทั้งหมด เดิมทีแล้วที่ไปเรียนที่ APU เพราะอยากได้ภาษามากกว่า ส่วนเรื่องวิชาเอกถือเป็นผลพลอยได้และเสริมความรู้ของเรามากกว่าค่ะ

 


 
     ถ้าถามถึงเรื่องการเตรียมตัวในการเรียนต่อ ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่าเราภาษาแข็งพอที่จะเรียนในมหา’ลัย และถ้าอยากได้เคล็ดลับในการสมัครและขอทุนจาก APU คำแนะนำของพี่คือทำคะแนนภาษาอังกฤษ (TOEIC, TOEFL, ฯลฯ) ให้สูง และทำ Portfolio ให้น่าดึงดูดเข้าไว้ ไม่ว่าจะเคยลงแข่งอะไร ทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง พยายามรวบรวมใส่ในพอร์ตทั้งหมดและนำเสนอตอนสอบสัมภาษณ์เข้าไว้ ความกระตือรือร้นจะทำให้น้องดึงดูดและน่าสนใจ ส่วนภาษาญี่ปุ่นก็ควรได้พื้นฐานไว้บ้างเพราะจะช่วยให้เราเรียนง่ายขึ้นเมื่อไปอยู่มหาลัย เพราะ APU บังคับให้เรียนภาษาญี่ปุ่น นอกจากนั้นเพราะภาษาญี่ปุ่นจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากกว่าภาษาอังกฤษค่ะ     
     อาจเป็นเพราะเราไปกับเพื่อนคนไทยทั้งกลุ่มสี่สิบกว่าคน อีกทั้งสภาพแวดล้อมเป็นนานาชาติ กว่าครึ่งมาจากประเทศอื่นและเป็นคนต่างถิ่นเหมือนกับเรา จึงไม่รู้สึกว่ากดดันหรือต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะทุกคนที่มาเหมือนต้องปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้ว สำหรับหยก หยกเคยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นมาก่อนตอน ม.4 เป็นเวลาสิบเดือนจึงมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นที่ค่อนข้างแน่น การใช้ภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันจึงไม่เป็นอุปสรรคเท่าไรค่ะ
 


 
     และสำหรับหอพักที่ APU นั้น ทางมหา’ลัยจะบังคับให้นักเรียนปีหนึ่งทุกคนอยู่หอก่อนเพื่อปรับตัวกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น จะมีผู้คุมหอแต่ละชั้น (Resident Assistant) คอยแนะนำเราในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะการแยกขยะหรือสิ่งจำเป็นใดๆ ที่สังคมญี่ปุ่นทำกัน และในปีสองทางมหา’ลัยจะบังคับให้นักเรียนลงไปหาหอพักอยู่เองที่ตัวเมือง เรียกได้ว่าได้ทั้งประสบการณ์อยู่หอที่มีเพื่อนต่างชาติรายล้อมและการหาอะพาร์ตเมนต์อยู่เองในตัวเมืองเลยล่ะค่ะ 

 


 
     มาถึงเรื่องบรรยากาศการเรียนที่นี่ สำหรับหยกแล้วคิดว่าการเรียนที่ APU ไม่กดดันเท่าที่เราวาดภาพไว้ก่อนจะไปค่ะ อาจเพราะแต่ละคลาสจะเน้นให้เราทำงานกลุ่มเพื่อฝึกทำงานร่วมกับคนต่างชาติและคนญี่ปุ่นมากกว่าจะให้คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา พูดตามความรู้สึกส่วนตัวแล้วเรียนที่ไทยน่าจะหนักกว่าที่นี่ค่ะ เพราะ APU ไม่เน้นวิชาการเป็นเลิศแต่เน้นนำความรู้ไปประยุกต์ใช้มากกว่า นอกจากนั้นทางมหา’ลัยมีให้เลือกเรียนได้ทั้งแบบภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นค่ะ เรียกได้ว่าใครถนัดภาษาไหนหรือต้องการท้าทายตัวเองก็เลือกเรียนได้ตามที่ต้องการเลย

 


 
     และถ้าพูดถึงเรื่องกิจกรรมในมหา’ลัย เราคิดว่า APU เป็นมหา’ ลัยที่มีกิจกรรมเยอะมากกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) เพราะทางมหาลัยเน้นกิจกรรมยิ่งกว่าการเรียนเสียอีก! 5555 อีเวนต์หลักของทางมหา’ลัยก็เหมือนจะหนีไม่พ้น Multicultural Weeks ที่ทางมหา’ลัยให้โอกาสนักศึกษาแสดงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอย่างเต็มที่ในหนึ่งสัปดาห์นั้นๆ โดยกำหนดตารางไว้ว่าสัปดาห์นี้จะเป็นของประเทศอะไร ยกตัวอย่างเช่นอาทิตย์นี้เป็น Vietnamese Week ทั้งอาทิตย์ก็จะมีกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม อาหารเวียดนามให้เลือกกิน มี Photo booth ให้ใส่ชุดประจำชาติของเวียดนาม และอาทิตย์ถัดไปอาจจะเป็น Thai Week เราก็จะมีโอกาสนำเสนอกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับประเทศของเรา
 
    นอกจากนี้ยังมีการแสดงละครบนเวทีซึ่งเป็นไฮไลต์ของ Multicultural Weeks อีกด้วย! บอกได้เลยว่าแต่ละชาติงัดไม้เด็ดออกมาแสดงบนเวทีกันอย่างเต็มที่ และใน Multicultural Weeks ที่ว่านี้ คนที่นำเสนอและจัดกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นคนในชาตินั้นอย่างเดียว พูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหนคุณก็สามารถเข้าร่วมการแสดงหรือกิจกรรมของ Multicultural Weeks ของชาติอื่นได้ด้วย เป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ APU แล้วล่ะค่ะ 

 


 
     จริงๆ แล้วหยกได้มีโอกาสเข้าชมรมและเป็นประธานชมรมดังกล่าวค่ะ ชมรมหยกชื่อว่า Global Business Leader ซึ่งถือเป็นชมรมใหญ่และมีความสำคัญกับทางมหา’ลัยพอตัว โดยชมรมหยกจะเป็น Organizer จัดกิจกรรมและอีเว้นท์ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับนักศึกษา APU เช่น Self-Development Camp (ค่ายพัฒนาตัวเอง) , Business Entrepreneur (การแข่งขันวางแผนทำธุรกิจ), Business Case Challenge (การแข่งขันเคสที่เกี่ยวกับธุรกิจ) โดยมีการเก็บค่าใช้จ่ายผู้เข้าร่วมงานและต้องจัดเตรียมอีเวนท์ให้เหมาะสม และทางชมรมของหยกก็มีหน้าที่ต้องบริหารอีเวนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน อุปกรณ์ สถานที่ การเชิญชวนให้นักศึกษาสนใจเข้าร่วม… พูดง่ายๆ ก็เหมือนเรามีโอกาสได้ฝึกฝนตนเองในการวางแผนจัดการ รวมถึงบริหารเวลาที่ต้องใช้กับชมรมและการเรียนให้ดี ยิ่งหยกทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เสริมและฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย  (หยกเคยรับจ๊อบเสิร์ฟอาหารในโรงแรม, ทำงานสอนภาษาไทย) เรียกได้ว่าใช้ชีวิตมหา’ลัยได้คุ้มค่าและครอบคลุมทุกด้านเลยล่ะค่ะ ถ้าใครชอบความท้าทายและต้องการพัฒนาตัวเอง รวมไปถึงอยากได้ทักษะการทำงานร่วมกับคนต่างชาติ หยกคิดว่า APU เป็นมหาลัยที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีจริงๆ

 


 
     ถ้าถามถึงความประทับใจในประเทศญี่ปุ่น หยกชอบความเป็นระเบียบของประเทศญี่ปุ่นมากค่ะ ความสะอาดของบ้านเมือง การนึกถึงส่วนรวมและให้ความสำคัญกับส่วนรวมก่อนเสมอเป็นสิ่งที่หยกประทับใจมาก และทุกคนต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน สุภาพต่อกันและกันโดยไม่เกี่ยงว่าอีกฝ่ายจะทำอาชีพอะไรหรือฐานะต่างกันแค่ไหน หยกได้เรียนรู้เยอะเลยค่ะในเรื่องนี้
 
     สำหรับหยกแล้วหยกมองว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความเท่าเทียมและให้โอกาสสำหรับเด็กจบใหม่ค่อนข้างมาก อย่างเวลารับสมัครงาน เขาแทบไม่ดูเลยว่าคุณจบที่ไหน สาขาไหน แต่เขาดูใบสมัครงานและความตั้งใจ รวมถึงการสอบสัมภาษณ์ กล่าวคือไม่ว่าคุณจะจบอะไรมา ทางบริษัทญี่ปุ่นก็จะให้เริ่มเรียนรู้งานตั้งแต่ศูนย์เหมือนกันหมดอยู่ดี เรียกได้ว่าให้โอกาสทุกคนจริงๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะจบมาไม่ตรงสายงานอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนกับว่าเขาอยากให้เราเติบโตไปพร้อมเขาและเพื่อนๆ ที่เข้าทำงานใหม่พร้อมกันจริงๆ

 


 
     สุดท้ายนี้อยากฝากว่า ถ้าน้องชื่นชอบการทำกิจกรรม หรืออยากลองทำงานกับคนต่างชาติ อยากฝึกฝนและพัฒนาตนเอง พี่คิดว่า APU จะขัดเกลาให้น้องได้  พี่ขอทิ้งประโยคที่พี่ชอบมาก เป็นประโยคที่พี่ได้มาจากการเข้าชมรม “Get out of your comfort zone” หรือก็คือการก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย กล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมา ลองทุกอย่างที่อยากทำ แล้วน้องๆ จะทึ่งว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ตัวเองคิดเยอะ ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดีกับเส้นทางของตัวเองค่ะ ^^

 



 
       และถ้าน้องๆ ชาว Dek-D.com คนไหนที่สนใจอยากเรียนต่อที่ APU เหมือนพี่หยกหรือทุนเรียนต่อประเทศอื่นๆ แต่ยังไม่รู้ว่าจะควรเตรียมตัวอย่างไรดี ก็สามารถมาพบกันได้ในที่ บูธของคอลัมน์เรียนต่อนอก ณ งาน Dek-D’s TCAS Fair ในวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2018 นี้ ที่ไบเทคบางนา ซึ่งภายในบูธของเราจะมีเหล่ารุ่นพี่ที่เคยไปเรียนต่อต่างประเทศมานั่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อให้กับน้องๆ ซึ่งรวมไปถึง พี่หยก จากทุน APU ก็จะมาช่วยไขข้อข้องใจให้กับทุกคนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แล้วภายในบูธก็ยังมีกิจกรรมแจกของรางวัลอีกมากมายให้น้องๆ ได้มาร่วมสนุกกัน ใครไม่อยากพลาดงานดีๆ แบบนี้ ก็อย่าลืมแวะมาหากันนะครับ   
 
พี่วุฒิ
พี่วุฒิ - Columnist มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

3 ความคิดเห็น

RINchan1456 Member 19 มิ.ย. 62 20:45 น. 1

พี่คะ ทุน100%พี่ได้มายากมั้ยคะ ต้องเก่งภาษาขนาดไหนคะ เพราะตอนนี้หนูอยู่ม.4แล้ว แต่ยังโง่อังกฤษมากๆเลย TT

1

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยเจ้าของ

กำลังโหลด
กำลังโหลด
Punyathorn23 Columnist 10 ต.ค. 62 09:49 น. 3-1
ทางทุนจะมอบให้คือ ค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร, ค่าใช้จ่ายรายเดือน, ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด