ช่วงนี้น้องๆ ชาว Dek-D.com หลายคนน่าจะกำลังอยู่ในช่วงสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยกันใช่มั้ยครับ และพี่เองก็เชื่อว่าน้องๆ บางคนจนถึงตอนนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองควรเรียนอะไรดี และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเลือกคณะอะไร (ใครเป็นแบบนี้อยู่ ยกมือขึ้นหน่อย!)
ถ้าจะให้พี่แนะนำน้องๆ ก็คือ อยากให้น้องแน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองต้องการซะก่อน อยากให้ค้นหาตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วของแบบนี้มันก็ต้องใช้เวลาและอาศัยประสบการณ์หลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน (พี่คะ ที่ผ่านมาหนูแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่เรียนอย่างเดียว!) และถ้าจะพูดประเด็นนี้กับชาวต่างชาติ เชื่อว่าหลายคนคงแนะนำให้น้องๆ ใช้ GAP YEAR ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันตกในการหยุดเรียน 1 ปี เพื่อค้นหาตัวเอง โดยเลือกทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก่อนที่เข้าเรียนในปีถัดไป
พอเห็นคำว่าหยุดเรียนปุ๊บ หลายคนอาจตาลุกวาวเลยใช่มั้ยครับ 5555 แต่การหยุดเรียนเพื่อใช้ GAP YEAR เนี่ย ไม่ใช่การหยุดเรียนเล่นๆ นะ น้องต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง จะเลือกทำกิจกรรมอะไร เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร และอยากจะไปทางไหนต่อ วันนี้ พี่วุฒิ เลยรวบรวม 8 ไอเดียเจ๋งๆ ที่น้องควรทำ หากน้องๆ คิดจะใช้ GAP YEAR เพื่อค้นหาตัวเอง มีอะไรควรทำบ้าง มาดูกันเล้ยยย
1. ทำงาน / ฝึกงาน
ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เราก็สามารถทำงานได้ ถึงแม้ว่าชอยท์งานนั้นจะมีให้เลือกไม่มากนัก แต่งานที่เราได้ทำนั้นก็ถือว่าทำให้เราได้รับประสบการณ์ไม่น้อย ให้คิดซะว่าอย่างน้อยเราก็ได้ฝึกทักษะหลายๆ อย่างที่เราอาจไม่เคยใช้มาก่อน และการทำงานก็จะทำให้เราได้พบปะผู้คนอีกมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างคอนเน็กชั่นใหม่ๆ เป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต และที่สำคัญคือ งานที่เราทำนั้น น้องๆ สามารถเพิ่มลงในประวัติการงานในเรซูเม่เพื่อใช้สมัครเรียนหรือสมัครงานได้อีกด้วย เพราะหลายๆ บริษัทก็ไม่ได้สนใจแค่ประวัติการเรียนของเราเพียงอย่างเดียว หลายๆ ที่ก็เลือกจากประสบการณ์การทำงานของเรา นอกจากนี้แล้ว การทำงานยังช่วยให้เรามีเงินเก็บ น้องๆ หลายคนน่าจะพอรู้ว่าค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยนั้นเยอะมาก ไหนจะค่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรม ค่าชุดต่างๆ นี่ยังไม่รวมค่าครองชีพอีกนะ ดังนั้น ถ้าเราได้ทำงานก็จะช่วยให้เรามีเงินเก็บและลดภาระให้กับผู้ปกครองได้มากเลยล่ะ
2. ท่องเที่ยวต่างประเทศ
ถ้าน้องๆ คนไหนที่มีเงินเก็บพอที่จะออกไปท่องเที่ยวได้ พี่ก็อยากแนะนำให้น้องแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครับ น้องๆ หลายคนอาจจะเหนื่อยล้าจากการเรียนมาตลอดเวลาที่ผ่านมา วันๆ อยู่แต่ห้องเรียน จมอยู่กับกองหนังสือ อาจไม่ได้มีเวลาไปเผชิญโลกภายนอกมากพอ ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ก่อนที่จะเรียนต่อในมหา’ลัย การได้ออกไปเที่ยวต่างประเทศก็จะช่วยให้น้องได้เปิดประสบการณ์ดีๆ และมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต ยิ่งถ้าเราได้ไปเดินทางด้วยตัวเอง ได้ไปเที่ยวในสิ่งแวดล้อมใหม่ น้องๆ ก็อาจจะได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้วัฒนธรรรม และที่เก๋ไปกว่านั้นคืออาจจะได้เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ อีกด้วย บอกเลยว่าสิ่งที่ได้กลับมาจากทริปนี้มีแต่ความประทับใจ พร้อมกับ inspiration ใหม่ๆ และเป็นการเพิ่มพลังงงานให้กับชีวิตอีกด้วย แต่ถ้าน้องๆ คนไหนไม่มีงบมากพอที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ พี่ก็แนะนำให้สมัครพวกโครงการอาสาสมัครที่พาไปลงพื้นที่ต่างประเทศ ปัจจุบันมีหลายองค์กรต้องการอาสาสมัครจำนวนมากเลยล่ะ
3. เป็นอาสาสมัคร / จิตอาสา
การเป็นอาสาสมัครไปลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้คน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับการใช้ GAP YEAR น้องอาจจะเลือกเป็นจิตอาสาเป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็กชาวเขา หรือเด็กในพื้นที่ทุรกันดารก็ได้ ถือว่าเป็นการนำความรู้ที่เราเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังมีคุณค่าต่อผู้อื่นอีกด้วย และแน่นอนว่าเวลาที่ลงไปลงพื้นที่เป็นอาสาสมัคร ก็จะทำให้เราพบเจอผู้คนมากมายที่มาเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับเรา ทำให้เราได้สร้างคอนเน็กชั่นดีๆ ได้อีกเยอะเลย
สำหรับการสมัครเป็นจิตอาสานั้น พี่คิดว่าเหมาะกับน้องๆ ทุกคนเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้องๆ บางคนที่กำลังรู้สึกสับสนจะเลือกเรียนคณะต่างๆ ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย เช่น ครู พยาบาล หมอ อาชีพสายบริการ หรือนักสังคมสงเคราะห์ ถ้าน้องๆ ลองมาเป็นอาสาสมัคร ก็อาจจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบ
4. ใช้เวลากับครอบครัว
ที่ผ่านมาน้องๆ อาจจะไม่ได้มีเวลาให้กับครอบครัวสักเท่าไหร่ เวลาส่วนใหญ่ที่ใช้ไปก็อยู่กับโรงเรียน พอเรียนเสร็จ บางคนก็ต้องไปเรียนพิเศษต่ออีก เวลาที่จะคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวก็อาจจะไม่มากนัก ดังนั้น การใช้ GAP YEAR เพื่อให้เวลากับครอบครัวก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ การได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับทุกคนในครอบครัว ก็ยิ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น และอาจทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้นอีกด้วย
5. อยู่ห่างๆ ครอบครัว
การใช้ GAP YEAR เพื่อใช้เวลากับครอบครัวนั้นมีข้อดีและข้อเสีย บางคนพออยู่บ้านนานๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเบื่อและขาดอิสระ หรืออาจทำให้บางคนมีความรู้สึกติดบ้าน ไม่อยากออกไหน เป็นคนเก็บตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ดังนั้น พี่จึงอยากแนะนำให้น้องๆ ลองออกจากบ้านไปเผชิญโลกภายนอกบ้าง ไม่ใช่อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว ลองออกไปทำงาน ลองออกไปเป็นอาสาสมัครบ้าง ก็จะทำให้เราได้ฝึกสกิลทักษะเอาตัวรอด และเป็นการเตรียมพร้อมตัวเองก่อนที่จะออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงเมื่อเราเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยหรือวัยทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม น้องๆ ก็ควรบริหารเวลาดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือการเรียน หรือการให้เวลากับครอบครัว ทุกๆ อย่างควรแบ่งและจัดสรรเวลาให้ดี
6. พักเรื่องเรียน
จะใช้ GAP YEAR ทั้งที ก็ควรหาเวลาไปทำอย่างอื่น และถ้าใครจะให้เรามานั่งเรียนทั้งวันเหมือนที่เคยทำ บอกเลย Say no! จ้าาา 555555 น้องๆ หลายคนอาจจะรู้สึก suffer จากการเรียนที่หนักหน่วง เบื่อบรรยากาศห้องเรียนที่เปรียบราวกับสนามรบ ไหนจะเรื่องติวสอบต่างๆ ที่มีแต่ความกดดัน ความคาดหวังจากตัวเองและคนรอบข้าง ช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะทำให้น้องได้พักจากความเครียดจากการเรียน เป็นช่วงที่ได้ให้เวลากับตัวเอง ได้หายใจได้เต็มปอด ไม่ต้องแบกความกดดันจากคนมากมาย แถมยังมีเวลาให้คิดทบทวนอะไรอีกเยอะ และอาจจะทำให้เราค้นพบคำตอบว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นคืออะไรอีกด้วย พอพักเต็มที่แล้ว จากนั้นก็กลับมาลุยเต็มที่เลยนะ!
7. ลงคอร์สเรียนในเรื่องที่สนใจ
ถึงแม้ในข้อที่แล้วพี่เพิ่งบอกว่าให้น้องๆ พักเรื่องเรียน แต่ในข้อนี้พี่ก็อยากแนะนำให้น้องเรียนครับ ย้อนแย้งมั้ย 555555 ที่บอกว่าอยากให้เรียน หมายถึง ให้น้องๆ เลือกเรียนในสิ่งที่สนใจอยู่ อาจเป็นคอร์สสั้นๆ เช่น คอร์สภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สาม คอร์สทำอาหาร หรือคอร์สปฐมพยาบาล คอร์สวาดรูป สรุปง่ายๆ คือ ถ้าน้องๆ สนใจหรือกำลังสับสนว่าตัวเองจะเรียนต่อด้านใดดี พี่แนะนำให้น้องๆ ลองลงคอร์สเรียนของในวิชาที่เกี่ยวกับสาขานั้นเลยครับ เดี๋ยวนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยก็เปิดหลักสูตรสั้นๆ สำหรับบุคคลทั่วไปให้เข้ามาเรียนได้เช่นกัน การที่น้องๆ ได้ลองเรียนเป็นคอร์สสั้นๆ ก็เหมือนเป็นตัวช่วยให้น้องได้รู้ตัวเองมากขึ้นว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร อย่างน้อยการได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ ก็ยังดีกว่าไปรู้ตอนที่เราเริ่มเรียนมหา’ลัยมาครึ่งทางแล้ว และรู้สึกว่าไม่ชอบ มันก็ดีกว่าตกอยู่ในสถานการณ์อึดอัดใจแบบนั้น จะกลับตัวก็ไม่ได้ จะให้เดินต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะฝืนตัวเองหรือเปล่า และเราอาจจะรู้สึกเสียดายเวลาและเสียดายเงินอีกด้วย
8. ทบทวนตัวเองและวางแผนชีวิต
ข้อสุดท้ายนี้ พี่บอกเลยว่าสำคัญมากกกกก และเป็นสิ่งที่น้องควรทำอยู่เสมอระหว่างที่ใช้ GAP YEAR เพราะอย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่า การที่น้องเลือกหยุด 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเองนั้น น้องจะต้องตั้งเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน ว่าเราหยุดเพื่ออะไร เมื่อเราค้นหาตัวเองพบแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการวางแผนอนาคต อาจจะไม่ต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องเป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็ให้ร่างไว้คร่าวๆ และค่อยๆ ทำให้มันชัดเจน อย่างเช่นในตอนนี้ ถ้าน้องกำลังเลือกใช้ GAP YEAR สิ่งที่น้องควรวางแผนคือ หลังจากที่เราได้ลองทำหลายๆ อย่างแล้วรู้ตัวเองว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร ขั้นต่อไปคือ สอบเข้าคณะที่อยากเรียนให้ได้ และมองตัวเองให้ออกว่าหลังจากเรียนจบไปแล้วเราจะทำอะไร บางคนอาจจะมองว่า ไม่เห็นจะต้องใช้ชีวิตเป็นไปตามแบบแผนขนาดนั้นก็ได้ มันก็จริงอยู่อย่างที่เค้าบอก แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่คิดวางแผนและไร้จุดหมายหรือเปล่า?
สำหรับน้องๆ ที่คิดจะใช้ GAP YEAR ก็ควรมีการวางแผนชีวิตดีๆ ไม่ใช่แค่หยุดเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย ไม่ตั้งเป้าหมาย ปล่อยชีวิตไปวันๆ ถ้าทำแบบนั้น ช่วงเวลาที่เสียไปมันก็คงดูไร้ค่า และถ้าใครกำลังหยุดเพื่อค้นหาตัวเองอยู่ พี่ก็ขอให้น้องค้นพบตัวเองเร็วๆ และจากนั้นก็ลุยทำตามเป้าหมายให้เต็มที่เลย FIGHTING!







.jpg)
2 ความคิดเห็น
อยากหยุดเหมือนกันค่ะ แต่บ้านไม่รวยและที่แน่ๆพวกท่านคงไม่ยอม555 อยากทำอะไรหลายๆอย่าง ไปเที่ยว ไปทำงานต่างประเทศ ไปเป็นอาสาสมัครที่แอฟริกา แล้วก็อ่านหนังสือไปในตัว แต่คงเป็นไปไม่ได้สักเท่าไหร่