สวัสดีค่ะชาว Dek-D น้องๆ เคยมั้ยคะ เวลาเห็นหุ่นอะไรที่เหมือนคนมากๆ แล้วรู้สึกขนลุกขึ้นมา อย่างพี่เองเนี่ยไม่สามารถมองตุ๊กตาผู้หญิง(ที่กลอกตาได้)ให้น่ารักได้เลย5555 จริงๆ มันมีนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาคำตอบด้วยนะคะว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ พี่เลยจะพาไปรู้จักทฤษฎีที่ว่านี้กัน พร้อมพาไปดูตัวอย่างความหลอนจากทั่วโลก! ***ถ้าใครจิตไม่แข็ง แนะนำให้ค่อยๆ เลื่อนลงนะคะ เพราะบางรูปแอบน่ากลัวเหมือนกัน
Uncanny Valley
เมื่อปี 1970 มีนักหุ่นยนต์ชื่อ “Masahiro Mori” ได้ค้นพบทฤษฎี “Uncanny Valley” ขึ้นครั้งแรก และมีนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบเรื่อยมา สรุปใจความก็ประมาณว่า ระดับความเหมือนจริงของหุ่นยนต์(หรือตุ๊กตา) มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ถ้าเมื่อไหร่ที่มันเหมือนมนุษย์จนเราเริ่มแยกไม่ออก จะส่งผลให้เราเริ่มรู้สึกหลอนๆ หรือไม่สบายใจจนอยากเตะมันสักที
ส่วนเหตุผลที่เรารู้สึกแบบนั้น ก็เพราะ "มันยังเหมือนแบบไม่สุด" เจ้าหุ่นยนต์หรือตุ๊กตาตัวนั้นมันยังคงมีบางอย่างที่แปลกปลอมไปจากมนุษย์จริงๆ ไม่ได้เหมือน 100% จนดูเป็นเส้นบางๆ ระหว่างของจริงกับของปลอม เช่น รูปร่างหน้าตาเป็นคนหมดเลย แต่ดวงตาดูไม่มีชีวิต จับมาจ้องหน้าก็เหมือนมันมองทะลุหลังเราไป เคลื่อนไหวแข็งๆ ฉีกยิ้มหลอนๆ ฯลฯ เป็นกรณีเดียวกับเวลาเราขนลุกตอนเห็นคนที่ศัลยกรรมจนหน้าเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้นั่นแหละค่ะ
เปรียบเทียบความแตกต่างของภาพซ้ายขวา เรากลัวฝั่งไหนมากกว่า?

Photo Credit: (ซ้าย) Theculturetrip (ขวา) Pinterest

Photo Credit: (ซ้าย) Twitter (ขวา) Robotfacebook.edwindertien.nl
เช่นเดียวกับ...
1. Tara the Android
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชาวโซเชียลจินตนาการไปได้ไกลมาก คือคลิปชื่อ “I Feel Fantastic” ที่สั้นแต่ชวนขนลุกมาก "Tara" คือหญิงสาวผมบลอนด์ตาสีฟ้าในคลิปที่เป็นหุ่นยนต์แอนดรอย เธอกำลังร้องเพลงอยู่ในบ้านลึกลับหลังหนึ่ง คลิปนี้ปรากฏในอินเทอร์เน็ตครั้งแรกเมื่อปี 2004 สร้างโดย Jon Bergeron โดยเขาเขียนโปรแกรมให้ทาร่าร้องเพลงที่เขาเขียนขึ้น แต่ตอนที่เขาอัปโหลดขึ้นเว็บครั้งแรก กระแสตอบรับยังไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นคุณภาพวิดีโอยังต่ำ แต่ในเดือนเมษายน 2009 มีผู้ใช้ชื่อ Creepyblog นำมาอัปโหลดใหม่ลงยูทูบ ปรากฏว่าเธอกลับโด่งดังขึ้นมา จนตอนนี้ผ่านไป 9 ปี ยอดวิวปาไป 13 ล้านแล้ว!
2. Billy ในเรื่อง Tin Toy
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1988 Pixar ได้ทำหนังแอนิเมชันความยาว 5 นาที เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือมีทารกสายฮาร์ดคอร์คนหนึ่งชื่อ Billy เขาเล่นของเล่นแบบเกรี้ยวกราดมาก ทั้งหยิบไปกัด ทั้งเขวี้ยงลงพื้นแรงๆ พอตุ๊กตาไขลานทหารเห็นชะตากรรมของของเล่นชิ้นอื่น ก็เลยกลัวและพยายามหาทางหนีน้องทารกด้วยวิธีเฉพาะหน้า ความซวยคือทารกทันสังเกตเห็นแล้วพยายามคลานไล่ตามตุ๊กตาไขลานให้ทัน แค่น้องๆ เห็นภาพประกอบก็น่าจะนึกออกว่า สายตาและการเคลื่อนไหวของน้องน่ากลัวขนาดไหน บอกเลยว่าพฤติกรรมรุนแรงของทารก 3D ตัวนี้ ทำให้กลุ่มผู้ชมมาถกเถียงกันเรื่อง Uncanny Valley กันอย่างจริงจังด้วยค่ะ (แล้วสุดท้ายเรื่องนี้ก็ได้รางวัล Oscar มาครอบครองเมื่อปี 1988!)
3. Saya
พามารู้จักสาว "Saya" บ้างค่ะ เธอเป็นผลงานของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นของมหาวิทยาลัยโตเกียว มีหน้าที่สอนหนังสือในคลาสวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับนักเรียนวัย 10 ขวบในโรงเรียนประถม Kudan ในโตเกียว ซาย่าถือเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่เลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ได้แอดวานซ์มาก สามารถแสดงอารมณ์พื้นฐานได้ 6 อารมณ์ ได้แก่ ประหลาดใจ กลัว รังเกียจ โกรธ ดีใจ
แต่ครูไม่ได้เป็นอาชีพแรกของเธอ เพราะตอนแรกเธอถูกสร้างมาเป็น “พนักงานต้อนรับ” สำหรับองค์กรที่ต้องการลดต้นทุนค่าจ้างพนักงานตำแหน่งนี้ โดยทีมผู้สร้างเขียนโปรแกรมให้เธอสามารถพูดและรับคำสั่งได้ถึง 300 คำ กับอีก 700 วลี สามารถเดินไปรับคำสั่งพื้นฐานได้ แต่ถ้าใครเห็นรอยยิ้มของเธออาจรู้สึกขนลุก เพราะดูเหมือนคนทนทุกข์ทรมานและเจ็บปวดมาแรมปี
4. HIRP-4C
HRP-4C ชื่อเล่นว่า “Miim” สร้างโดย National Institute of Adavanced Industrial Science and Technolohy (AIST) จริงๆ แล้วเธอหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักมากเลยนะคะ ส่วนสูง 158 ซม. น้ำหนัก 43 กก. ซึ่งเป็นสัดส่วนรูปร่างตามมาตรฐานของสาวญี่ปุ่น
ผู้สร้างได้ทำให้สาว Miim เคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์จริงๆ รับคำสั่งได้จากเสียง แถมร้องเพลงได้ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียง (Vocaloid) อย่างในภาพ เธอกำลังร้องเพลงและเต้นกับนักแสดงในงาน Digital Contents Expo ที่โตเกียวเมื่อปี 2010 ซึ่งบางคนมองเธอแล้วรู้สึกขนลุกไม่น้อยเลย
5. CB2 Child Robot
“ซีบีสแควร์” (Child-robot with Biomimetic Body: CB2) ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 2007 โดยศาสตราจารย์ Hiroshi Ishiguro คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้า เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเรียนรู้เรื่องพัฒนาการของเด็ก แรกเริ่มน้องถูกดีไซน์ให้มีสติปัญญาและบุคลิกเทียบเท่าเด็ก 2 ขวบค่ะ แต่ทีมผู้สร้างบอกว่า น้องจะค่อยๆ พัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ จากการบันทึกการแสดงออกทางสีหน้าของมนุษย์ เพราะในดวงตาจะมีติดตั้งกล้องเอาไว้ด้วย (เลียนแบบความสัมพันธ์แม่ลูกของมนุษย์จริงๆ) และมีติดตั้งเครื่องรับเสียงไว้ที่หู
สำหรับลักษณะภายนอก CB2 มีส่วนสูง 1.2 เมตร หนัก 73 ปอนด์ วัสดุของผิวจะเป็นซิลิโคนสีเทาอ่อน นุ่มนิ่มคล้ายผิวหนังคนจริงๆ ห่อหุ้มมอเตอร์ที่ติดตั้งไว้ 51 ตัว กับเซนเซอร์สัมผัสอีก 197 จุด ทำให้น้องสามารถคลานเตาะแตะไปรอบๆ ได้ เวลามีคนสะกิดหรือมานั่งข้างๆ น้องเค้าก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ เช่น กะพริบตาถี่ๆ หรือหันหน้าไปมอง ฯลฯ เวลามีคนถือของเล่นไว้ เค้าก็จะพยายามเอื้อมมือคว้าเหมือนกับเด็กๆ เลย ฟังดูก็น่ารักดีใช่มั้ยล่ะคะ แต่น้องกระตุ้นให้เกิด Uncanny Valley เพราะถึงทีมงานจะทำเลียนแบบมนุษย์ แต่มันกลับไม่ได้เหมือน 100% สักหน่อย ลองนึกภาพน้องเดินเตาะแตะแต่ดวงตาเหมือนคนไม่มีชีวิตสิคะ...
แถมนิดนึง น้อง CB2 ไม่ได้มีแค่มุมหลอนนะคะ เพราะน้องโดนชาวโซเชียลจับมาทำมีมส์เรียบร้อย ถ้าใครเห็นบ่อยๆ คงไม่ลงเหลือภาพน่ากลัวๆ อยู่ในหัวแล้วจ้า555
6. Telenoid R1 Bot
Telenoid R1 Bot เป็นผลงานของ Hiroshi Ishiguro ศาสตราจารย์เจ้าเก่าที่เคยสร้างน้อง CB2 มาแล้วนั่นเองค่ะ คราวนี้เค้าดีไซน์ออกมาในคอนเซ็ปต์ “Mininalistic human” หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นมนุษย์เวอร์ชั่นมินิมัล ถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือค้นคว้าเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญในการแสดงออกและถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ และการดีไซน์แบบมินิมัลนี้ทำให้เจ้า Telenoid มีความเป็นกลาง ไม่ใช่ทั้งชายและหญิง ไม่ใช่ทั้งวัยเด็กและแก่ น้องจะมีแค่ลำตัวสั้นๆ กับแขน และสามารถกระดิกไปรอบๆ ได้ในพื้นที่จำกัด
จริงๆ แล้วมีตัวอย่างอีกเยอะมากเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่เขาพัฒนาขึ้นมาเหมือนคนจริงๆ เช่น Jules A.I., Showa Hanako, Katy the Fembot ฯลฯ แอนิเมชัน เช่น Coraline, Perfect Blue ฯลฯ หรือถ้าเป็นของไทยๆ เองก็อาจจะนึกถึงหุ่นนางรำต่างๆ นานา ถ้าชาว Dek-D คนไหนประสบปัญหาใจหวิวกับของแบบนี้ แสดงความยินดีด้วยค่ะ เราไม่ได้เป็นคนเดียวในโลก (อย่างน้อยก็มีพี่เป็นเพื่อนนะคะ T^T)
แหล่งอ้างอิง









1 ความคิดเห็น