สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D.com ค่า Student Idol กลับมาคราวนี้ไม่ธรรมดาเลย เหมาะมากสำหรับน้องๆ ที่อยากสอบเข้าหมอตั้งแต่รอบแรกๆ เพราะพี่มายด์คนนี้ สอบติดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่รอบ Portfolio ค่ะ งานนี้ไม่มีแต้มบุญใดๆ อาศัยผลงานและความสามารถล้วนๆ จ้า
เห็นไหมว่า เป็นเด็กกิจกรรม ก็สอบเข้าคณะโหดๆ ได้ เดี๋ยวไปดูกันว่า กิจกรรมแบบไหนกันนะ ที่ทำให้สอบติดหมอได้!
เห็นไหมว่า เป็นเด็กกิจกรรม ก็สอบเข้าคณะโหดๆ ได้ เดี๋ยวไปดูกันว่า กิจกรรมแบบไหนกันนะ ที่ทำให้สอบติดหมอได้!
.jpg)
ชื่อเล่น: มายด์
แผนการเรียน: วิทย์-คณิต (Gifted)
งานอดิเรก: ฟังเพลง ดูหนัง ทำขนม ระบายสี อ่านนิยาย^^
style การเรียน: ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองในทุกๆอย่างที่ทำ เรียนให้สนุก เครียดก็ไปหาไรกิน5555
IG : mmindyada ค่าา
พี่มิ้นท์ : แนะนำตัวให้ชาว Dek-D ได้รู้จักหน่อยค่ะ
น้องมายด์ : สวัสดีค่า :D เราชื่อ ณัฐญาดา ประวงษ์รัตน์ ชื่อเล่นชื่อมายด์ จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี เกรดเฉลี่ย 3.92 ค่ะ เราเป็นคนตัวเล็กๆ นิสัยร่าเริง เฮฮา เข้ากับคนง่าย ดูดุ๊กดิ๊กๆ เพื่อนก็เลยเรียกเราว่าหมากระเป๋า แหะๆ ^^ ตอนนี้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผ่านโครงการรับนักศึกษารอบที่1 (portfolio) ค่า
พี่มิ้นท์ : ต้องถามก่อนเลยว่า ชีวิตตอน ม.6 ต่างจาก ม.4-5 มากมั้ยคะ? ทั้งในภาพรวมและเฉพาะตัวของน้องมายด์เอง
น้องมายด์ : มายด์ว่าต่างกันเยอะเลยย ตอน ม.4-5 เป็นช่วงที่หลายคนค้นหาตัวเอง พอขึ้น ม.6 ก็จะได้มุ่งทำตามความฝัน สำหรับมายด์ ม.4-5 เราก็ชิลนะ ค่อยๆ เรียนเก็บเนื้อหาไป ทำกิจกรรมเยอะมากๆ ไปค่าย ไป Open house ของมหาลัย ตั้งใจเรียนในห้องเก็บเกรด และปราณีตกับการบ้านสุดๆ มายด์กับเพื่อนในกลุ่มจะชอบทำงานพรีเซ้นต์แบบเล่นใหญ่ สไลด์ต้องดี วิดีโอต้องมา ชอบงานตัดต่อคลิป ถึงขนาดเคยประกวดถ่ายทำโฆษณากันเลย เป็นเด็กสายวิทย์ที่มีความนิเทศสูง 5555 ตอนนั้นเป็นช่วงที่เอนจอยชีวิต ม.ปลายได้ที่สุด ^^
พอขึ้น ม.6 เป็นช่วงที่จะสัมผัสได้ว่าเด็ก ม.6 จะมีความเครียดแทรกซึมอยู่ในใจ รู้สึกว่าจริงจังมากขึ้น ลดโซเชียล เล่นเฟซบุ๊กกับไลน์ปกตินะ แต่ไอจีคือร้างไปเลยยย เรามีวินัยกับตัวเองมากขึ้น เพื่อนๆ ก็พากันไปเรียนพิเศษ เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ บางทีก็รู้สึกว่าขี้เกียจบ้าง ก็พักก่อน ไปขี้เกียจให้เต็มที่แล้วต้องกลับมาอ่านใหม่อย่างมีไฟ เราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้างเหมือนเป็นมิชชั่น พอทำได้แล้วก็จะรู้สึกชนะอ่ะ ช่วงเตรียมสอบก็มีเครียดๆ แต่พอสอบเสร็จอะไรเสร็จแล้วก็โล่งงง ไปเที่ยวได้
พี่มิ้นท์ : ทำไมน้องมายด์ถึงตัดสินใจยื่นสมัครเข้าคณะแพทย์ตั้งแต่รอบ Portfolio คะ
น้องมายด์ : มายด์ว่าการยื่นรอบพอร์ตเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องมีผลงานเก็บสะสมมา บวกกับผลสอบ BMATและภาษาอังกฤษ อย่างมายด์มีทำกิจกรรมพอดีเลย แล้วก็เคยไปลองสอบ CU-TEP, TU-GET มาตอน ม.4-5 ทำให้มีโอกาสแก้ตัวเพิ่มคะแนนได้
พอเห็นระเบียบการรับสมัครของรอบพอร์ตเราก็มีคุณสมบัติถึงพอดี แล้วถ้าเราติดรอบนี้เราก็จะได้สบายใจ มีเวลาไปทำอะไรก็ได้ที่อยากทำก่อนเปิดเทอมมหาลัย ดูน่าสนใจมากๆๆ เลยลองสมัครดูค่ะ ^^
พี่มิ้นท์ : ในพอร์ตของเรายื่นกิจกรรมอะไรไปบ้างคะ
น้องมายด์ : ตัวมายด์เองเป็นคนชอบทำกิจกรรมค่ะ เลยมีสะสมมาตั้งแต่ ม.4 ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร 5555 แค่อยากลองทำหลายๆ อย่างจะได้รู้ว่าเราชอบมั้ย และไปหาประสบการณ์ ได้สนุกกับสิ่งที่เราทำค่ะ ผลงานของเราก็เลยมีหลายด้าน
เช่น การแข่งขันด้านวิชาการ เรากับเพื่อนๆได้ไปแข่งประกวดโครงงานวิทย์ในงานศิลปหัตถกรรม, แข่งขันภาษาอังกฤษเพชรยอดมงกุฎ
- เข้าค่าย สอวน.ชีววิทยา ค่าย1 เพราะเราชอบวิชาชีวะ^^
- ค่ายอยากเป็นหมอ ของศิริราช ได้ไปดูว่าเรียนหมอเค้าเรียนกันยังไง เราชอบจริงๆไหม พี่ๆที่ค่ายน่ารักมากๆ เพื่อนๆก็น่ารักก
- ค่าย Dream Catcher ค่ายนี้เป็นค่ายที่ให้เราได้ไปดูการทำงานของอาชีพที่เราสนใจ มีให้เลือกหลายอาชีพเลย มายด์ก็ไปดูการทำงานของแพทย์จริงๆ ในโรงพยาบาล ไปเกาะติดพี่พยาบาล ได้ไปดูพี่ๆ เภสัชฯทำยา/จ่ายยาด้วย อันนี้ก็คือตรงกับคณะที่เราอยากเข้าเลย
นอกจากนี้เราก็ทำกิจกรรมในโรงเรียน จัดค่าย, กีฬาสี, ขายเกี๊ยวทอดในงานตลาดนัดของรร. (อร่อยนะ) 5555
แล้วกิจกรรมจิตอาสา ไปบริจาคสิ่งของและทำกิจกรรมให้น้องๆนักเรียนในรร.ที่ด้อยโอกาสกับเพื่อนๆและคุณครูประจำชั้น และไปเป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษที่สนามหลวง ได้ทำอะไรหลากหลายมากจริงๆ ก็สนุกดีค่ะ ^^
พี่มิ้นท์ : แล้วถ้าอยากสอบเข้าหมอ จะแนะนำน้องๆ ในการทำกิจกรรมให้สอดคล้องกับคณะนี้ยังไงดีคะ
น้องมายด์ : จะเห็นว่ากิจกรรมที่มายด์ทำก็หลากหลายค่ะ แต่เวลาเราใส่ Portfolio ก็แนะนำให้จัดหมวดหมู่กิจกรรมแล้วก็จะเป็น วิชาการ/ กิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะแพทย์/ กิจกรรมในรร./ จิตอาสา กิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะที่อยากเข้ามีหลายอย่างนะ
สำหรับน้องๆที่ไม่รู้จะเริ่มยังไงก็ล่าค่ายกับ Open House ของมหาลัยไว้ก่อน หรือหากิจกรรมที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความสนใจและอยากเข้าคณะนั้น พอนำมาใส่ในพอร์ตก็เขียนบรรยายไปด้วยว่ากิจกรรมนี้จัดที่ไหน เราไปทำอะไรบ้าง รู้สึกยังไง และเราได้อะไรจากกิจกรรม เท่านี้ก็โอเคเลยยย พอร์ตจะดูน่าสนใจเว่อร์ๆ 555555 เชื่อพี่
น้องมายด์ : จะเห็นว่ากิจกรรมที่มายด์ทำก็หลากหลายค่ะ แต่เวลาเราใส่ Portfolio ก็แนะนำให้จัดหมวดหมู่กิจกรรมแล้วก็จะเป็น วิชาการ/ กิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะแพทย์/ กิจกรรมในรร./ จิตอาสา กิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะที่อยากเข้ามีหลายอย่างนะ
สำหรับน้องๆที่ไม่รู้จะเริ่มยังไงก็ล่าค่ายกับ Open House ของมหาลัยไว้ก่อน หรือหากิจกรรมที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความสนใจและอยากเข้าคณะนั้น พอนำมาใส่ในพอร์ตก็เขียนบรรยายไปด้วยว่ากิจกรรมนี้จัดที่ไหน เราไปทำอะไรบ้าง รู้สึกยังไง และเราได้อะไรจากกิจกรรม เท่านี้ก็โอเคเลยยย พอร์ตจะดูน่าสนใจเว่อร์ๆ 555555 เชื่อพี่
พี่มิ้นท์ : หลายคนมองว่ากิจกรรมด้านวิชาการมันน่าเบื่อ ต้องเก่ง จริงมั้ยคะ?
น้องมายด์ : มายด์ว่ากิจกรรมจะเป็นตัวช่วยฝึกให้เราเก่งขึ้นเองนะ เราไม่จำเป็นต้องเทพมาตั้งแต่แรก เราแค่ฝึกเรื่อยๆ อย่าไปเครียด แล้วจะเก่งขึ้นเอง :D เริ่มจากดูว่าเราชอบและถนัดวิชาอะไรบ้าง แล้วก็หากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชานั้น อย่างเราชอบชีวะก็ไปแข่งตอบปัญหาชีววิทยาตามที่มหาลัยจัดก็ได้ เช่นของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า มายด์ก็เคยไปแข่งมา ถึงไม่ได้รางวัลอะไรแต่ก็ทำให้จุดประกายความใฝ่รู้ของเราได้เยอะเลย บางทีเจอคำถามยากๆ เราก็เอ๊ะ เคยเรียนด้วยหรอ 555 หลังจากนั้นก็ไปค้นคว้าเพิ่ม ได้ความรู้ใหม่ไปอีก เนี่ยแหละจะทำให้เราเก่งขึ้นๆค่ะ :D
พี่มิ้นท์ : ในความคิดเห็นของมายด์ การทำกิจกรรมสำคัญกับการเรียนยังไงคะ
น้องมายด์ : ข้อดีของการทำกิจกรรมอย่างแรกเลยคือได้ประสบการณ์ค่ะ สนุกด้วย ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ฝึกทักษะที่หาไม่ได้ในห้องเรียน การทำกิจกรรมก็คือการที่เราได้เอาความรู้ความสามารถของเรามาใช้จริงอะ เป็นการฝึกสกิลรอบด้านของเรา
มายด์จำคำพูดของคุณครูท่านนึงได้เลยว่า กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น เป็นคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจเราจริงๆ มายด์เลยทำได้หมด โครงงานวิทย์ เล่นละคร ถ่ายMV พิธีกร ยันทอดเกี๊ยวเลยล่ะ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริงๆ 5555
พี่มิ้นท์ : อยากรู้เลยว่าโต๊ะอ่านหนังสือที่บ้านของน้องมายด์ เป็นยังไงคะ อิอิ
น้องมายด์ : โต๊ะค่อนข้างรกค่ะ 55555 อายจัง เพราะว่าเรามีเครื่องเขียนกับหนังสือเยอะมาก เวลาทำสรุปทีนึงก็จะใช้หนังสือ 3-4 เล่ม โต๊ะยิ่งกว้างยิ่งวางเยอะ แต่เราก็จะจัดโต๊ะบ่อยๆ ในเวลาพักเบรกแทนที่จะเล่นมือถือเราก็มาจัดโต๊ะ สิ่งของที่ต้องมีติดโต๊ะไว้เลยก็คือโคมไฟตั้งโต๊ะค่ะ สำคัญมากๆ เวลาอ่านหนังสือจะได้มีแสงเพียงพอ ไม่เสียสายตานะ ^^
อีกอย่างเลยที่จำเป็นกับเรามากๆ ก็คือกำแพงบ้าน เราหันโต๊ะหนังสือเข้ากำแพงแล้วเห็นมันโล่งๆ มายด์เลยจดคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาแปะ มีโปสเตอร์ไว้โน้ตการบ้าน, กันลืมทำนู่นนี่ และแปะวันสอบเอาไว้ เวลามองไปจะได้ฮึดอ่านหนังสือค่ะ
พี่มิ้นท์ : ชอบเรียนวิชาไหนมากที่สุด และมีเคล็ดลับในการเรียนวิชานั้นๆ ยังไงคะ
น้องมายด์ : วิชาที่ชอบที่สุดก็คือชีววิทยาค่ะ วิธีเรียนวิชานี้ให้จำได้ดีสำหรับมายด์คือการทำสรุปเองและวาดรูปประกอบ ยิ่งใช้สีสันจะทำให้เราอยากกลับมาอ่านทบทวนมากยิ่งขึ้น เวลาสอบก็จะชอบติวกันกับเพื่อน สรรหาวิธีท่องแบบแต่งเป็นกลอนบ้าง แปลงเนื้อเพลงบ้าง อันนี้คือฝังหัวไปเลย สนุก แถมจำได้แน่นอน5555
อีกวิชาที่ชอบพอกันเลยคือภาษาอังกฤษ เรามีวิธีฝึกภาษาอังกฤษแบบค่อยๆ สะสมไป ท่องศัพท์อย่างสม่ำเสมอ ฝึกข้อสอบไปด้วย และการเรียนภาษาคือต้องฝึกใช้จริง เรียนแบบสนุกไปกับมัน มายด์ชอบ Harry Potter ตอนแรกดูหนังก่อน ทีนี้คุณพ่อก็ซื้อนิยายมาให้อ่านเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แต่อ่านแล้วติดขัด เลยไปซื้อแบบแปลไทยมาอ่านให้รู้เนื้อเรื่องก่อนแล้วค่อยไปอ่านอิ้ง โอ้โหทีนี้ ทำให้เรารักการอ่านเลยทีเดียว อ่านเยอะมาก สายตาสั้นเลย 55555 แต่มีประโยชน์จริงๆ ทำให้เราได้รู้คำศัพท์ใหม่ๆ ฝึกการเดาศัพท์ อ่านบทความภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น เป็นการฝึกจับใจความไปด้วยค่ะ ช่วยได้เยอะเวลาทำข้อสอบพาร์ท Reading ด้วย
พี่มิ้นท์ : กว่าจะผ่านมาถึงวันนี้ ได้เป็นว่าที่นักศึกษาแพทย์แล้ว อยากให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการสอบเข้า การเตรียมตัวสอบคร่าวๆ จนถึงการสัมภาษณ์หน่อยค่ะ
น้องมายด์ : มายด์ก็ถือว่าเตรียมตัวมาเยอะพอสมควร ทำพอร์ตเองด้วยสกิล Photoshop เท่าที่มี สำหรับของวชิระฯ ทางมหาวิทยาลัยเขาจะให้คะแนนแยกกันเป็นพอร์ต 30% สัมภาษณ์ 70% ตอนจะไปสัมภาษณ์เราก็กดดันนะ เพราะว่าทางมหาวิทยาลัยเรียกสัมภาษณ์กลุ่มที่เราสมัครทั้งหมด 104 คน แต่รับ 4 คน ถือว่าการแข่งขันก็สูงเลยแหละ
เล่าประสบการณ์วันสัมภาษณ์ดีกว่า เราสัมภาษณ์แบบ MMI (Multiple Mini-Interview) สัมฯเป็นภาษาไทยนะ ก็คือเป็นฐาน 10 ฐาน ให้เวลาฐานละ 5 นาที พอหมดเวลาก็จะมีเสียงกริ่งเป็นสัญญาณให้เปลี่ยนฐาน เหมือนแลปกริ๊งเลย มีฐานพักด้วย ระหว่างพักต้องใส่ที่อุดหู จะได้ไม่ได้ยินคำตอบของเพื่อนคนอื่น แต่ละฐานเข้าไปจะมีโจทย์แปะไว้ที่โต๊ะว่าให้เราทำอะไร ก็มีทั้งแบบพูดตอบคำถามให้กรรมการฟัง และแบบเขียนตอบในกระดาษ คำถามก็จะแนวๆ ให้เราแสดงความคิดเห็น หรือแก้ปัญหาจากโจทย์ที่กำหนดให้ (ไม่มีเกี่ยวกับวิชาการนะ ไม่มีแก้โจทย์เลขฟิสิกส์เคมีชีวะ) ตอนสัมภาษณ์เราปวดท้อง(ไม่ได้ปวดท้องเข้าห้องน้ำนะ><) สงสัยตื่นเต้นอะแล้วกินข้าวเช้าไม่ลง *ทุกคนคะอย่าลืมกินข้าวเช้าวันสอบนะคะ ฮือ ปวดท้องมันทรมานมากจริงๆ* รองเท้าก็กัดด้วยเพราะว่าใส่รองเท้าคัทชูคู่ใหม่ แต่ต่อหน้ากรรมการเราก็ยิ้มสู้ อดทนจนสัมฯจบ พอลงมาจากตึกแทบเดินไม่ไหวเลยอะ 5555น่าสงสาร แต่ก็ผ่านมาได้ๆ
ตอนนั้นมายด์เตรียมตัวโดยทำข้อสอบความถนัดแพทย์ก่อนไปสัมภาษณ์ ก็ถือว่าได้ใช้อยู่นะ ส่วนเทคนิคการสัมภาษณ์เลยคือ เราต้องเป็นตัวเอง ตอบคำถามอย่างมีหลักการและเหตุผล แล้วก็มีสติเข้าไว้ อยากจะบอกว่ามายด์ไม่ได้สมัครที่นี่เป็นที่แรกแล้วสอบติดเลย เราก็เคยผิดหวังมาก่อนนะ แต่เราก็ยังสู้ต่อ เพราะงั้นใจทุกคนต้องสู้ !! ทำให้เต็มที่และเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องขอขอบคุณครอบครัว อาจารย์ และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้มายด์ด้วยค่ะ :D
พี่มิ้นท์ : สุดท้ายแล้ว ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่เตรียมตัวสอบเข้าแพทย์หน่อยค่า
น้องมายด์ : มายด์ก็เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆและน้องๆทุกคน ขอให้เพื่อนๆอย่าพึ่งยอมแพ้นะ ทุกคนนี่แข็งแกร่งมาก สู้สู้แล้วทำตามความฝันของตัวเอง เดี๋ยวพอสอบติดทุกคนจะรู้สึกหายเหนื่อยเลยแหละ :) และขอให้น้องๆเตรียมตัว มีความมุ่งมั่น แบ่งเวลาให้ทั้งการเรียนแล้วก็การใช้ชีวิตด้วยนะ แล้วก็ได้เรียนในคณะที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ทุกคนเลยย // กอดๆๆ
เป็นบทสัมภาษณ์ที่ยาว แต่มีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ น้องๆ ก็คงได้เห็นไปแล้วว่า เป็นเด็กกิจกรรมไม่ได้ทำให้การเรียนเสียอย่างที่ใครหลายคนคิด แต่ถ้าเราเอาประสบการณ์ทั้งหมดบวกกับความรู้ที่มี ก็สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ตั้งแต่รอบ Portfolio ด้วยซ้ำ

.jpg)

.jpg)


.jpg)
2 ความคิดเห็น
สุดยอดเด็ก สวนธนฯ