ถ้าพูดถึงเรื่องเงินเดือนของเด็กจบใหม่ในไทย ก็คงจะเป็นอย่างที่น้องๆ ชาว Dek-D หลายคนน่าจะพอทราบว่า โดยเฉลี่ยแล้วจะเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท (แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกสายงานจะได้เท่านี้นะครับ) แล้วน้องๆ เคยสงสัยมั้ยครับว่า เด็กจบใหม่ของประเทศอื่นๆ เค้าสตาร์ตเงินเดือนเท่าไหร่กันบ้าง โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ว่ากันว่าค่าตอบแทนค่อนข้างสูง ว่าแล้วก็มาดูกันดีกว่าครับว่าเด็กจบใหม่ของที่นี่ เค้าเริ่มต้นเงินเดือนเท่าไหร่กันบ้าง?
ถ้าให้พี่ถามน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบใหม่ว่าอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่กันบ้าง หลายคนก็อาจจะมีคำตอบที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกันกับเด็กจบใหม่ของอเมริกา พวกเค้าก็ตั้งมีฐานเงินเดือนที่อยากได้ในใจเช่นกัน จากการสำรวจโดยบริษัทจัดหางานของอเมริกา “iCIAMS” พบว่า ว่าที่มนุษย์เงินเดือนหลายคน อยากได้ค่าตอบแทนเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,670,000 บาท) หรือเฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 139,000 บาท
ซึ่งจากการสำรวจรายได้ของเด็กจบใหม่เมื่อปี 2017 พบว่า โดยส่วนใหญ่แล้วหลายคนนั้นได้รับค่าตอบแทนตกปีละ 49,000 ดอลลาร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทย จะได้ประมาณปีละ 1,630,000 บาท หรือตกเดือนละ 135,800 บาท ซึ่งตัวเลขก็อาจจะไม่ได้ต่างมากนักจากการสำรวจความต้องการของเด็กจบใหม่ที่กล่าวไว้ข้างต้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม รายได้ของเด็กจบใหม่ที่ทำงานในแต่ละรัฐ ก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ดี ถ้าใครทำงานอยู่ในบริษัทที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ก็จะได้มีรายได้เฉลี่ยที่สูงขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น
- San Francisco: 62,830 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 2,100,00 บาท
- New York: 60,190 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 2,004,000 บาท
- Los Angeles: 55,710 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 1,855,000 บาท
- Chicago: 54,515 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 1,815,000 บาท
- Minneapolis: 53,120 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 1,769,000 บาท
- Dallas: 50,084 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 1,667,5000 บาท
- Atlanta: 49,038 ดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 1,641,700 บาท
และสำหรับอเมริกานั้น สายอายอาชีพที่เริ่มสตาร์ตเงินเดือนสูง ก็คงจะหนีไม่พ้นบรรดาอาชีพกลุ่ม STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) หรือพวกอาชีพสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคริตศาสตร์ ที่มักจะได้ค่าตอบแทนที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับเด็กจบใหม่จากอาชีพอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น
- วิศวกรเคมี รายได้ตกปีละ 70,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,330,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 194,000 บาท
- วิศวกรคอมพิวเตอร์/ วิศวกรไฟฟ้า รายได้ตกปีละ 63,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,100,000 บาท เฉลี่ยประมาณเดือนละ 175,000 บาท
- นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) รายได้ตกปีละ 65,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,164,000 บาท เฉลี่ยประมาณเดือนละ 180,000 บาท
- นักวิทยาศาสตร์ / นักวิจัย รายได้ตกปีละ 58,800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,958,000 บาท เฉลี่ยประมาณเดือนละ 163,1700 บาท
- ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม รายได้ตกปีละ 56,660 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,887,000 บาท เฉลี่ยประมาณเดือนละ 157,250 บาท
ข้ามมาที่ฝั่งสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กันบ้าง ต้องบอกไว้เลยว่า ฐานเงินเดือนสตาร์ตนั้นถือว่าไม่สูงมาก ถ้าเทียบกับสาย STEM และอาจจะได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเงินเดือนของบรรดาเด็กจบใหม่ทั้งหมดด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างคนที่จบเอกภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่แล้วจะได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยตกปีละ 34,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,132,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 94,300 บาท แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจบเอกอิ๊งจะได้ค่าตอบแทนเพียงเท่านี้เหมือนกันทุกคนนะครับ ยกตัวอย่างจากการสำรวจโดย Korn Ferry Hay Group พบว่า บางอาชีพก็อาจจะได้ค่าตอบแทนมากกว่า แต่ก็ยังไม่ถึงค่าเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ได้รับอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น
- อาชีพ Call Center รายได้ตกปีละ 44,250 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,473,200 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 122,800 บาท
- อาชีพ Claims Examiner รายได้ตกปีละ 41,160 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,370,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 114,170 บาท
- อาชีพ Customer Service Representative รายได้ตกปีละ 37,508 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,248,000 หรือเฉลี่ยเดือนละ 104,000 บาท
ในส่วนของอาชีพอื่นๆ ในสายสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสายประวัติศาสตร์, การศึกษา, ภาษาศาสตร์, วารสารศาสตร์, การบริการและการท่องเที่ยว, จิตวิทยา และอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้ว เรตรายได้ต่อปีเริ่มต้นของเด็กจบใหม่ก็จะอยู่ในช่วงไม่เกิน 40,000 ดอลลาร์เช่นกัน
ฐานค่าตอบแทนเริ่มต้นของระดับอื่นๆ
- ผู้ที่ไม่จบมัธยมปลาย: 25,636 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 853,500 บาท)
- ผู้ที่มีวุฒิมัธยมปลาย: 35,256 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 1,173,800 บาท)
- ผู้ที่มีวุฒิอนุปริญญา: 41,496 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 1,381,600 บาท)
- วุฒิปริญญาโท: 69,732 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 2,321,600 บาท)
- Professional Degree (วุฒิการศึกษาสายวิชาชีพทางการแพทย์ หรือ กฎหมาย): 89,960 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 3 ล้านบาท)
- วุฒิปริญญาเอก: 84,396 ดอลลาร์/ ปี (ประมาณ 2,810,00 บาท)
Source:





4 ความคิดเห็น
ค่าครองชีพไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน ทำไมไม่หารเป็นรายเดือนให้เห็นตัวเลขในหน่วยของเขา แทนการเปรียบเทียบเป็นเงินไทยครับ
จะบอกให้ นะเรื่องค่าครองชีพ ประเทศไทย น่าจะแพง ที่สุด แล้วล่ะ ลองคิดดูดีๆ ซื้อรถ Audi ที่ อเมริกา ประมาณ 1M แต่พอมาซื้อที่ไทย ปาเข้าไป 4M กว่า มันคืออะไร อ่ะ ไม่เข้าใจ ภาษี บ้านเราแพง กว่า อเมริกา อีก หลายเรื่อง เมืองไทย
ค่าครองชีพ กับ ภาษี น่าจะต่างกันนะคะ
ที่รถออดี้มาขายในบ้านเราแพงเพราะโดนภาษีค่ะ เหมือนเราซื้อของที่นำเข้าแล้วแพงมากกก แต่พอไปซื้อที่ประเทศต้นทางแล้วถูกกว่ากันเยอะเลย เพราะภาษีบ้านเราแพงอะ
แต่ค่าครองชีพ คือ พวกค่าอาหารต่างๆ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอื่นๆ ที่เราต้องใช้จ่ายอะคะ
เปรียบเทียบไม่ได้หรอกค่ะ 50,000$ ต่อปีนี้ธรรมดามากๆ ถ้าเทียบโดยไม่ได้หักค่าใช้จ่าย อาหาร ภาษี health insurance และอื่ินๆอีกมากมาย ตัวเลขก็สวยหรูดูดี แต่หลังจากหักภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นแล้วก็เหลือไม่เท่าไหร่นะคะ
แล้วเทียบของไทย เงินเดือน 15000 หาโคตรยาก
ลองหักดู ค่ากิน ค่าอยู่ โคตรไม่สมดุล ยุนั่นค่ากินค่าอยู่ สมดุลกันมากจนถ้าไม่ฟุ่มเฟือยก็มีเงินเก็บเหลือเฟือ
คิดง่ายๆ นะ ไทยทำงานต่อชั่วโมง กินข้าวมื้อเดียวยังไม่ได้
ของเขา ทำงาน 1 ชั่วโมงกินข้าวได้ทั้งวัน
แบบใหนมันดีกว่ากันหล่ะ