สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D... วันก่อน พี่วุฒิ หารายการต่างประเทศดูไปเรื่อยๆ แล้วเจอเรียลลิตี้โชว์ ชื่อ ‘Undercover Boss’ คอนเซ็ปต์รายการนี้น่าสนใจมากกกก เพราะเค้าจับพวกประธานบริษัท, เจ้านายระดับสูง หรือคนใหญ่คนโตของบริษัทมาปลอมตัวเป็นพนักงานใหม่ แล้วให้ลูกน้องสอนงาน หลังจากดูแล้วบอกเลยว่าสนุกมาก แถมมีสาระเรื่องการทำงานอีกด้วย ถ้าใครยังไม่รู้จัก หรืออาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ยังไม่เคยเปิดดูเลยสักครั้ง ก็มาทำความรู้กันในบทความนี้เลยครับ
ประวัติของรายการ Undercover Boss
เริ่มแรกเลยเรามาทำความรู้จักคร่าวๆ เกี่ยวกับรายการนี้กันก่อน ‘Undercover Boss’ หรือถ้าจะเรียกในชื่อภาษาไทยก็อาจจะแปลตรงตัวว่า ‘เจ้านายปลอมตัว’ ความจริงแล้วรายการนี้ก็ไม่ได้ใหม่ไปซะทีเดียวหรอกนะครับ เพราะว่าได้ออนแอร์ทางช่อง 4 ของประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่ปี 2009 แล้ว และผู้ที่เป็นคนผุดไอเดียสร้างโปรเจ็กต์เรียลลิตี้นี้ขึ้นมาก็คือ ‘สตีเฟน แลมเบิร์ต’ ผู้อำนวยการผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดังจากเกาะผู้ดีอังกฤษ ซึ่งเรียกได้ว่าตอนเปิดตัวรายการนี้ในครั้งแรก ก็ได้รับความสนใจมากๆ และมีเรตติ้งสูงจนหลายประเทศต้องซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้าง และปัจจุบันมีเกือบ 20 ประเทศแล้ว
คอนเซ็ปต์รายการที่ไม่เหมือนใคร!
ถ้าจะบอกว่า Undercover Boss เป็นเรียลลิตี้โชว์ที่กล้าฉีกกฏเดิมๆ ก็คงจะเป็นแบบนั้น เพราะว่ารายการไม่ได้มุ่งเน้นที่ความวาไรตี้ และไม่ได้โฟกัสความสนุกหรือความมันส์แค่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดแทรกสาระและข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการทำงานเอาไว้เยอะมาก เกริ่นมาซะเยอะแล้ว เรามารู้คอนเซ็ปต์คร่าวๆ ของรายการกันบ้างดีกว่า แบ่งเป็นข้อให้เข้าใจง่าย ดังนี้
1. รายการจะนำผู้บริหารของบริษัท ซึ่งส่วนมากจะเป็น CEO ระดับสูง โดยแต่ละบริษัทที่มาออกนั้นล้วนเป็นสถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่มากกกก หรืออาจจะเป็นบริษัทธุรกิจร้านขายของ ร้านอาหารที่มีสาขาเยอะมากๆ เรียกว่าโอกาสที่พนักงานระดับปฏิบัติการที่อยู่ตามช็อป โรงงาน และพนักงานขนส่งของบริษัท อาจจะไม่เคยเห็นหน้าตาของเจ้าของเลยก็ว่าได้ และ CEO ที่มาออกรายการมักจะไม่ใช่พวกคนดังที่ออกหน้ากล้องสักเท่าไหร่ แม้บริษัทจะดังมากแค่ไหนก็ตาม
2. รายการจะจับเหล่า CEO มาพลิกลุค 360 องศา เรียกว่าเปลี่ยนสไตล์ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยก็ว่าได้ (บางคนถึงกับยอมลงทุนโกนผมเพื่อไม่ให้คนจำได้ก็มี) จากนั้นรายการก็จะพาบรรดาผู้บริหารไปลงพื้นที่ตามส่วนต่างๆ ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน หน้าร้านตามสาขาเล็กๆ หรืออาจจะลงทุนเป็นพนักงานขับรถส่งของบริษัท พร้อมรับบทเป็น ‘พนักงานใหม่’
3. ทางทีมงานของรายการจะคัดพนักงานของบริษัทมาประมาณ 3 คน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานใหม่ (ที่ปลอมตัวมา) โดยจัดฉากและหลอกพนักงานพี่เลี้ยงว่า นี่คือการถ่ายทำรายการเรียลลิตี้ของผู้เข้าแข่งขันที่มารายการเพื่อหาเงินไปเปิดธุรกิจของตัวเอง โดยเหล่าพี่เลี้ยงจะเป็นคนประเมินงานว่า พนักงานฝึกหัดคนนี้จะผ่านหรือควรค่าที่จะได้รับทุนไปเปิดธุรกิจหรือไม่ เรียกว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ถ่ายทำรายการซ้อนรายการนั่นเอง
4. จากนั้น CEO ในคราบพนักงานฝึกหัด ก็จะถูกสอนงานโดยลูกน้อง และจุดนี้แหละทำให้เจ้านายได้รู้ว่า การทำงานของพนักงานเป็นอย่างไรบ้าง ได้เห็นความตั้งใจของคนงานว่าเต็มที่กับงานขนาดไหน และประเด็นสำคัญคือ ได้หลอกถามว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่พบ เพราะมันมีเรื่องบางอย่างที่เจ้านายระดับสูงคงไม่รู้แน่ๆ จากนั้นพนักงานบางคนก็อาจจะระบายความในใจออกมา ว่าระบบงานตอนนี้มันมีปัญหาตรงนี้ ทำไมคนใหญ่คนโตเค้าไม่รับรู้บ้าง บางคนก็บอกว่า ก็แหงสิ! พวกเค้าคงสนใจแค่รายได้ ไม่ได้สนใจว่าเบื้องหลังส่วนเล็กๆ มันจะมีปัญหาอะไรบ้าง จากจุดนี้แหละ ทำให้พวกผู้บริหารที่มาออกรายการได้รู้ว่าพวกเค้าควรแก้ไขอะไร เสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กๆ ในครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงบริษัทไปเลยก็ว่าได้
5. ไฮไลต์เด็ดที่พลาดไม่ได้คือ รายการมักจะซ่อนกล้องเอาไว้ เวลาที่ไม่ได้อยู่หน้าฉาก เพื่อให้พนักงานพี่เลี้ยงได้พูดคุยกับพนักงานฝึกหัด และประเด็นที่มักถูกหลอกถามก็คือ เรื่องครอบครัวของพนักงานคนนั้น บางคนลำบากมาก ไม่มีบ้านอยู่ หรือประสบปัญหาชีวิตต่างๆ เรียกว่าความดราม่านี้เล่นเอา CEO หลายคนบ่อน้ำตาแตกเลย ยิ่งกับคนที่ตั้งใจทำงานมากๆ แต่เบื้องหลัง เรื่องครอบครัวคือพังไม่เป็นท่า ก็ยิ่งทำให้ CEO ได้รู้ซึ้งถึงคุณภาพชีวิตพนักงานตัวเองมากขึ้น (ข้อสังเกตคือ รายการมักจะคัดพนักงานที่มีประวัติน่าสนใจ บางคนก็มีปัญหาชีวิต และส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ เพื่อนำมาเป็นพี่เลี้ยง)
6. หลังจากฝึกงานเสร็จในแต่ละส่วน รายการก็จะนัดเหล่าพี่เลี้ยงมาพูดสรุปประเมินงานว่าจะให้เด็กใหม่ผ่านหรือไม่ แต่พอมาถึงสถานที่นัด หลายคนก็ต้องอึ้งไปเลย เมื่อเฉลยว่าพนักงานใหม่ที่เค้าสอน ความจริงแล้วคือ CEO ของบริษัท 5555 ตอนเฉลยก็เหมือนจะฮานะครับ แต่หลังจากนั้นก็ซึ้งมากกก ได้ข้อคิดเพียบ เอาเป็นว่าต้องไปหาดูกันเองว่าสุดท้ายเหล่าพนักงานพี่เลี้ยงจะได้รับอะไรบ้าง บางคนก็เผาไปซะเยอะ จะเจอไล่ออกหรือไม่? หรือบางคนอาจจะได้เลื่อนขั้น เพิ่มเงินเดือน หรือได้รางวัลอะไร ก็แล้วแต่ผู้บริหารเหล่านั้นจะมอบให้
เอาจริงพี่เองก็ได้ลองดูรายการนี้ไปหลายตอน ครั้งแรกก็เคยสงสัยนะครับว่า ถ้ารายการมันดังจริงๆแบบนี้ไม่กลัวโดนจับได้เหรอ? เพราะคอนเซ็ปต์แต่ละตอนมันก็เหมือนกันไปหมด แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า คนที่มาออกนั้นจะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงที่แทบไม่เปิดเผยตัวตนเลย หรือถ้าบริษัทไหน CEO มีชื่อเสียงมากๆ เค้าก็อาจจะส่งฝ่ายบริหาร หรือผู้จัดการตำแหน่งใหญ่ของบริษัทมาออกแทน เพื่อไม่ให้โป๊ะแตกโดนจับได้นั่นเอง แต่บางตอนต่อให้ปลอมตัวขนาดไหน ก็มีคนถูกจับได้เหมือนกันนะครับ 5555
ฉากเรียกน้ำตาใน Undercover Boss
อย่างที่บอกไปว่ารายการ Undercover Boss นั้นดังมาก และไม่ใช่ดังแค่เวอร์ชั่นอังกฤษนะครับ เพราะอย่างฝั่งอเมริกาที่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำ ก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้ต้นฉบับ เรียกว่าดังและเป็นกระแสสุดๆ พี่เองมีโอกาสได้ดูแค่เวอร์ชั่นมะกัน แต่ละตอนสนุกมากกกก บางตอนก็เล่นทำเอาน้ำตาแตกไปเยอะเหมือนกัน อย่างใน Ep. ที่ประธานบริษัทของ Cinnabon (ซินนาบอน) แบรนด์ขนมอบชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่ได้รับขนานนามว่าเป็นร้านซินนามอลโรลรสชาติเยี่ยมที่สุดในโลก ‘แคต โคล’ เธอได้สลัดคราบนักธุรกิจสาวมาเป็นพนักงานฝึกหัด และถูกเทรนงานโดยเด็กหัวหน้าร้านขนมอบ ที่มีอายุแค่เพียง 19 ปีเท่านั้น ‘ไมร่า’ พนักงานพี่เลี้ยงของแคตนั้นเต็มที่กับงานมากกก คอยตามดูแคตทุกย่างก้าว เรียกว่าทุ่มเทกับงานจนเจ้าของบริษัทในคราบพนักงานฝึกหัดถึงกับหลั่งน้ำตา
และที่เล่นเอาประธานบริษัทซินนาบอลถึงกับจุกอกสุดๆ เมื่อเธอรู้ว่าเด็กสาวไมร่านั้นมีชีวิตครอบครัวที่ลำบาก พ่อแม่ของเธอหย่ากัน ทำให้เธอกับแม่ต้องย้ายออกมาจากบ้าน และไม่มีที่ซุกหัวนอน เธอกับแม่ต้องดิ้นรนอย่างมาก ประจวบกับช่วงนั้นเอง แม่ของไมร่าดันมาป่วยเป็นมะเร็งเต้านมอีก เธอก็เลยต้องพยายามมากขึ้น ไมร่าเลยเลือกทำงานที่ร้านซินนาบอลเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนต่อสาขากายภาพบำบัดตามที่เธอใฝ่ฝัน และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวไปในตัว
เมื่อการเทรนงานสิ้นสุดลง แคตก็ได้เฉลยกับไมร่าว่าเธอเป็นใคร และรีแอคชั่นคือ ไมร่าก็ตกใจสุดขีดไปเลยครับ จากนั้นประธานสาวก็ได้บอกว่า เธอจะช่วยเหลือไมร่าเอง โดยเริ่มจากการเปิดระดมทุนเพื่อช่วยรักษามะเร็งเต้านมให้กับแม่ของเธอ พร้อมเพิ่มจำนวนเงินที่หาได้เป็น 2 เท่า แถมยังจัดกองทุนเพื่อการศึกษาให้กับไมร่าและมอบเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือในเรื่องการเรียนและครอบครัว ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ แคตได้ปิดท้ายไว้ว่า ถ้าไมร่าสามารถออมเงินในแต่ละปีได้เท่าไหร่ก็ตาม ในปีถัดไปเธอจะเพิ่มเงินคูณ 2 จากทั้งหมดที่ไมร่าหาได้ เพื่อเป็นรางวัลให้กับเด็กที่แสนทรหดอย่างไมร่า เรียกว่าหลังจากเฉลยความจริง ไมร่าปล่อยโฮหนักมาก พร้อมขอบคุณแคตชุดใหญ่ อีกทั้งเธอยังทิ้งท้ายอีกว่า ขอบคุณที่ให้โอกาส เพราะคำว่า ‘โอกาส’ มันยิ่งใหญ่กับเธอจริงๆ
ความจริงแล้วยังมีอีกหลายตอนเลยที่พี่ประทับใจมากๆ เช่นเดียวกับ Ep. ที่หัวเรือใหญ่ของ ‘MODELL's sporting goods’ บริษัทร้านขายอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของอเมริกาได้ปลอมตัวมาทำภารกิจกับรายการ และเค้าได้พบกับพนักงานระดับผู้จัดการร้านคนนึงที่มีความตั้งใจในการทำงานสูงมาก อีกทั้งเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และเมื่อได้พูดคุยกับพนักงานคนนี้แล้วพบว่า เธอนั้นไม่มีบ้านให้อยู่ แถมยังมีลูกเล็กอีก 3 คน ซึ่งเธอและลูกๆ ต้องอาศัยอยู่ตามศูนย์ที่พักพิงชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้าน
เมื่อ CEO ได้รู้ก็ช็อกมาก เค้าเองก็ไม่คิดมาก่อนเลยว่าพนักงานของเค้าจะมีชีวิตที่ลำบากขนาดนี้ และด้วยความที่เธอเป็นคนขยันทำงาน และรักในงานที่ทำสุดๆ ในตอนสุดท้ายที่เธอ เจ้าของบริษัทได้เลื่อนตำแหน่งให้เธอ จากผู้จัดการร้านมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท แถมขึ้นเงินเดือนให้อีก 14,000 ดอลลาร์ พร้อมเซ็นต์เช็กมูลค่า 250,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ให้เธอไปซื้อบ้านอยู่ โดยภาษีทั้งหมด CEO จะเป็นคนจ่ายให้ เรียกว่าโอกาสครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตคนๆ นึงไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้ ตอนดูยอมรับเลยครับว่าร้องไห้ตามหนักมากกก T___T
เมื่อ CEO ได้รู้ก็ช็อกมาก เค้าเองก็ไม่คิดมาก่อนเลยว่าพนักงานของเค้าจะมีชีวิตที่ลำบากขนาดนี้ และด้วยความที่เธอเป็นคนขยันทำงาน และรักในงานที่ทำสุดๆ ในตอนสุดท้ายที่เธอ เจ้าของบริษัทได้เลื่อนตำแหน่งให้เธอ จากผู้จัดการร้านมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท แถมขึ้นเงินเดือนให้อีก 14,000 ดอลลาร์ พร้อมเซ็นต์เช็กมูลค่า 250,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ให้เธอไปซื้อบ้านอยู่ โดยภาษีทั้งหมด CEO จะเป็นคนจ่ายให้ เรียกว่าโอกาสครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตคนๆ นึงไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้ ตอนดูยอมรับเลยครับว่าร้องไห้ตามหนักมากกก T___T
ควรดูเพราะได้รู้วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศ
อย่างที่ได้บอกเอาไว้ตอนแรกว่า Undercover Boss นั้นถูกซื้อมาสร้างมากกว่า 20 ประเทศ แน่นอนว่าแต่ละที่ก็คงจะมีการปรับเนื้อหาของรายการให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานของตัวเอง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ซื้อไปรีเมคและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Fukumen Resachi: Bosu Sennyu’ ซึ่งความหมายก็คือ ‘เจ้านายปลอมตัว’ นั่นแหละครับ แต่ของเวอร์ชั่นแดนปลาดิบนั้นจะมีการนำเสนอที่แตกต่างออกไปจากฉบับประเทศอื่น เพราะอย่างที่ทุกคนรู้ว่า เรื่องการทำงานของญี่ปุ่นนั้นโหดสุด แต่ละคนล้วนทำงานหนักจนส่งผลเสียต่อสุขภาพและถึงกับเสียชีวิตก็มี
ว่าแต่เวอร์ชั่นญี่ปุ่นนำเสนออะไรบ้างล่ะ? เอาจริงเค้าก็ยังคงคอนเซ็ปต์ของรายการตามแบบออริจินัลอยู่นั่นแหละครับ แต่สิ่งที่ช่อง NHK ตั้งใจนำเสนอมากที่สุดก็คือ เรื่องความจริงจังในการทำงานของคนญี่ปุ่น รายการนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดๆ ว่า เรื่องที่ทุกคนเข้าใจกันน่ะ มันคือเรื่องจริง และสิ่งที่นำเสนอนั้นก็อาจจะเกินคาดที่หลายคนคิดด้วยซ้ำ (โหดเวอร์!) แต่ก็มีบางจุดของรายการที่อาจจะต่างจากเวอร์ชั่นอื่น ยกตัวอย่าง ของอเมริกามักนำเสนอในเรื่องค่าตอบแทนที่ได้จากงาน พนักงานพี่เลี้ยงหลายคนก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า เงินที่ได้น่ะ ไม่พอยาไส้หรอก แต่ถ้าเป็นคนของญี่ปุ่นคือจะไม่พูดถึงเลย ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นอีกวัฒนธรรมของคนที่นี่ด้วย ที่มักจะไม่เปิดเผยเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องรายได้แบบเปิดเผยเหมือนกับอเมริกา เนี่ย! พอได้ดูแล้วก็ทำให้รู้วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศไปด้วย ถ้าได้ดูหลายเวอร์ชั่นก็ยิ่งจะทำให้เราเห็นข้อแตกต่างมากขึ้นไปอีก มีประโยชน์มากๆ ครับ
พอได้ดู Undercover Boss แล้ว พี่เองก็แอบนึกเหมือนกันว่าถ้าประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์มาทำจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? บางทีเราอาจจะได้เห็นมุมมองการทำงานของอีกหลายบริษัทที่ไม่รู้มาก่อน และเสียงสะท้อนจากเหล่าพนักงานพี่เลี้ยงที่พูดผ่านในรายการ อาจจะเป็นกระบอกเสียงที่ช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของบริษัทให้ดีขึ้นก็ได้
Source:









3 ความคิดเห็น
ชอบรายการนี้มาก มันเป็นรายการที่ดี แถมเอาไว้ฝึกภาษาไดด้วย
ชอบมากเหมือนกันค่ะ ตามดูพากย์ไทยมาได้ น่าจะ 12 ตอนแล้ว หรือไงนี่ล่ะค่ะ และยังคงตามหาอยู่ ถ้ามีช่วยแนะนำด้วยนะคะ