สวัสดีค่ะชาว Dek-D ประเทศออสเตรเลียถือเป็นดินแดนใหญ่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมสูงมาก  แม้แต่คนไทยหลายคนก็เลือกจะไปเรียนและทำงานที่นั่น ถ้าใครแอบเล็งไว้เหมือนกัน เราจะขอพาไปปลุกแพสชันกับบทสัมภาษณ์สาวที่คว้าทุน ก.พ. ไปเรียนต่อ ป.โท ใน "เมืองเมลเบิร์น" ซึ่งล่าสุดติดอันดับ 2 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ The Economist ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ สถาบันที่เธอเรียนยังขึ้นชื่อว่ายื่นเข้าง่าย-จบยาก(มาก) แต่คุณภาพอัดแน่น และยังหล่อหลอมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็นอีกด้วย  ว่าแล้วก็ไปอ่านเรื่องราวของเธอคนนี้กันเลยค่ะ!

 

แนะนำตัว
 

        “สวัสดีค่า ‘แพรว’ พิมพิกา ประสานศักดิ์สกุล อายุ 26 ปี จบ ป.ตรี เอกการตลาด คณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วได้ทุนรัฐบาล ก.พ. (ประเภทบุคคลทั่วไป) ไปเรียนสาขา International Business ที่ Monash University เมืองเมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลียค่ะ ^^"
      ถ้าใครเก็บข้อมูลเรียนต่อออสเตรเลียมาต้องคุ้นชื่อสถาบันนี้แน่นอน เพราะจากการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2019 โมนาชติดอันดับ 6 ของออสเตรเลีย และอยู่อันดับ 59 ของโลกเลยค่ะ ที่สำคัญคือเป็น 1 ใน Group of Eight Australian Universities (Go8) อีกด้วย แน่นอนว่าเรื่องการเรียนสุดโหดหิน เธอมีพูดถึงในบทสัมภาษณ์นี้แน่นอนค่ะ!
 
        “พี่ไปเรียนโทช่วง พ.ค. 60 - พ.ย. 61 ค่ะ จริงๆ หลักสูตรนี้ 2 ปี แต่พี่เรียนแค่ปีครึ่งเพราะตอนนั้นเขามีระบบให้โอนหน่วยกิต เช่น สาขาพี่มีวิชาบังคับพื้นฐานให้เรียน 4 ตัว คือ สถิติ บัญชี เศรษฐศาสตร์ กฎหมายการค้า ถ้าเกิดตอน ป.ตรี เรามีวิชาพวกนี้อย่างน้อย 2 ตัว จะลดวิชาเรียนได้สูงสุด 4 ตัว แต่ปัจจุบันนี้เขาไม่ให้ลดแล้ว เขาให้เรางด 4 ตัวนั้นแล้วไปลงตัวอื่นแทน (Exemption)"


 
         ก่อนอื่นขอถามถึงพื้นฐานภาษาอังกฤษของพี่แพรวหน่อยค่ะว่าเป็นยังไง และต้องปรับตัวยังไงบ้าง? “พี่เรียน English Program มาตั้งแต่เด็ก ตอน ม.ปลาย ภาษาก็พัฒนาจากการดูหนังฝรั่ง แล้วตอนยื่นขอทุนก็ใช้คะแนน IELTS 7.5 ค่ะ พอไปถึงนั่นจริงๆ ไม่ได้รู้สึกชิลเลยยย สำเนียงเขาฟังยากมาก ออกเสียงต่างจาก British และ American (เช่น ทีชเชอร์ - ทีชชาร์) แล้วคนที่นั่นหลากหลายมาก แต่ละคนสำเนียงจะผสมผสานกันไม่ตายตัว ถ้าไปอยู่หูเราก็จะปรับได้ เหมือนคนออสเตรเลียเองที่มีความสามารถในการฟังสำเนียงอังกฤษของคนไทยสูงมาก ไทยจ๋าแค่ไหนก็ฟังออก เพราะเขาชินกับสำเนียงที่หลากหลายในประเทศเขา ดังนั้นขอแค่เน้น Pronunciation ให้ถูกก็พอ"

       "วิธีที่พี่ใช้ฝึกภาษาคือเปิดทีวีฟังข่าวตอนเช้าๆ การเรียนในห้องก็ช่วยได้มากเพราะอาจารย์เป็นชาวออสเตรเลีย แล้วพี่ยังอาศัยการเลียนแบบสำเนียงของคนอื่นด้วย รู้ตัวอีกทีก็เริ่มคุยได้แล้ว จนตอนกลับพี่ก็ติดพูดสำเนียงออสซี่อิงลิช ไม่ใช่สำเนียงอเมริกันเหมือนตอนมาค่ะ เรื่องพีคสุดคือพี่ไปเที่ยวสวนเชอร์รี่ก่อนกลับไทย ได้เจอชาวสวนชาวนาที่พูดแบบ 'Broad Accent' ซึ่งเป็นสำเนียงท้องถิ่นที่ฟังยากมากกก เหมือนพูดในคอ เสียงขึ้นจมูก ไม่ค่อยขยับลิ้น แต่พี่ดันคุยกับเขารู้เรื่อง เรารู้สึก Successful มาก 5555"





 

เนื้อหาสุดหินที่ทำเอาแทบน็อก
 

        “สาขาพี่สอนเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจในประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ขา ขาแรกคือ International Business (IB) ได้แก่วิชา Cross Cultural กับ International Management ซึ่งจะเน้นการบริหารจัดการบนความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะโมนาชมองว่าเรื่องนี้ส่งผลอย่างมากว่าการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศจะสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งสัดส่วนของ IB จะมีชาวต่างชาติเยอะ ทำให้ได้เห็นหลายมุมมอง ส่วนอีกขาคือ Diplomacy and Trade จะเป็นแนวรัฐศาสตร์ (IR) เรียนเรื่องความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศ เช่น WTO, ASEAN, NAFTA รวมถึงกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ”
 
        “ตอนแรกพี่น็อกเลย เทอมแรกพี่เรียน Diplomacy ทั้งที่ไม่เคยเรียน IR มาก่อน ยอมรับว่ายาก อ่านหนังสือเยอะ เจอศัพท์เฉพาะเยอะ แต่พี่เข้าใจจุดประสงค์นะว่าเขาอยากให้เห็นภาพที่เป็น Macro ว่านโยบายทางเศรษฐกิจการค้าระดับโลก ส่งผลต่อระดับ Micro ยังไงบ้าง เราจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการค้าระหว่างประเทศกับตัวองค์กร/ธุรกิจว่ามันส่งเสริมกันยังไง เทอมแรกพี่สู้ใครไม่ได้เลย ไม่ว่าอ่านเนื้อหาเรียนยังไงก็ไม่เก็ต เปเปอร์ก็ทำได้ไม่ดี แต่พอเทอม 2 ก็พอจับทางได้ และกล้าพูดสิ่งที่คิดมากขึ้น”

        “ต้องเล่าก่อนว่าคลาสเรียนในโมนาชจะมี Lecture (เรียนในห้อง/สอนออนไลน์) กับ Tutorial/Seminar (หลักการคือให้เราแสดงความคิดเห็น พูดหรือถามในห้อง) แล้วขาที่เป็น Diplomacy จะเน้นคลาส Tutorial เช่น มีหัวข้อว่าจะพูดเรื่อง…. ลิสต์ 4 คำถามที่จะคุยกัน แล้วให้เราเตรียมคำตอบมาล่วงหน้าเพื่อ Discuss กันในห้อง ซึ่งจะไม่มีใครถูกผิด”


Photo Creidit: USNews.com
 
        พี่แพรวยกตัวอย่างวิชาเรียนที่เธอบอกว่าเข้มข้นแต่ก็สนุกมากกกกกให้ฟังว่า "มีตัวนึงชื่อ ‘Governance of Market Society’ หลักการปกครองในการบริหารปกครองประเทศในโลกทุนนิยมเสรี ในห้องพี่ได้เรียนการเปรียบเทียบระบบการตัดสินใจของอเมริกาและจีน ซึ่งขัดแย้งการทางความคิด ปกติเราจะมองว่าโลกการค้าเสรีและระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกามันดีมากๆ ในขณะที่ความเป็นคอมมิวนิสต์ของจีนเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพ แต่คลาสนี้ทำให้ได้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลัง ด้านดีและด้านไม่ดีของการปกครองทั้ง 2 รูปแบบ สุดท้ายทุกการเรียนต้องตกตะกอนความคิดของเราให้ได้เอง”
 
        “ส่วนวิชา ‘Regional Trade Governance’ ความร่วมมือทางการค้าในระดับภูมิภาค  คลาสนี้เรียนประมาณ 50 คน เราจะได้สวมบทบาทตัวแทนประเทศหนึ่งเพื่อเจรจาการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิบัตร เช่น ข้อตกลงว่าด้วยเรื่อง 'สิทธิบัตรยา' ที่คนใน WTO ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้ แล้วในคลาสพี่ได้เป็นฝั่งอินเดีย ต้องไปย้อนดูการตัดสินคดีความที่ผ่านมา ดูว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน จะรักษาจุดยืนยังไง ประนีประนอมกับอีกฝ่ายยังไง พี่เองเตรียมการเป็นสัปดาห์เลยค่ะ สนุกมากเหมือนเราเป็นนักการทูตที่เจรจาเพื่อรักษาสิทธิ์ของประเทศตัวเอง ทุกคนต้องสวมวิญญาณประเทศนั้นๆ ด้วย พี่เป็นอินเดียนี่ไม่ยอมง่ายๆ ต้องทำให้เพื่อนเจรจายาก ประเทศที่ไม่ค่อยเกี่ยวก็พูดน้อยๆ แต่ lobby กันข้างหลัง แล้วก็มีการโหวตในที่ประชุมเหมือนการเจรจาจริงๆ”
 


 

ความหินยื่นเข้าง่ายแต่จบยาก + มีขั้นต่ำวิชาละ 3 เปเปอร์!
 

        “ตอนพี่ยื่นใช้คะแนน IELTS ที่เขากำหนดขั้นต่ำ 6.5 + Transcript + ใบจบการศึกษา ค่ะ ยื่นง่ายแบบนี้แต่จบยาก มีคนไม่จบภายใน 2 ปีเยอะมากก อัตราสอบตกประมาณ 20% ความโหดคือ ระบบการเรียนในออสเตรเลียจะมี 2 พาร์ตให้เลือก คือ 1. เรียนแบบบรรยาย (Coursework) 2. ทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ (Research / Dissertation) ที่นี่ทุกวิชาจะมีขั้นต่ำ 3 เปเปอร์ ยิ่งถ้าไม่มีสอบไฟนอล ก็จะบวกไปอีก โดยเปเปอร์จะมี 1,000 - 3,000 คำ แล้วมีทั้งเดี่ยวทั้งกลุ่มค่ะ พี่เรียนตลอดหลักสูตรประมาณ 12 ตัว ทำไปราวๆ 30-40 เปเปอร์ เทอมสุดท้ายพี่อยู่ห้องสมุดตั้งแต่สัปดาห์แรกจนสัปดาห์ที่ 12 เลยค่ะ
 
        “ส่วนพาร์ตการสอบจะเป็นข้อเขียนเกือบทั้งหมด ให้ทำในเวลา 2 ชั่วโมง เน้นประยุกต์จากทฤษฎี มิดเทอมอาจสอบแค่เนื้อหาครึ่งนึง แต่ไฟนอลคือทั้งหมด พี่เคยสอบจริงๆ แค่ 6-7 ตัว นอกนั้นทำเป็นเปเปอร์”
 
ระบบเกรดของ Monash 
Source: Monash.edu
 
        แล้วเรียนหนักเปเปอร์แน่นขนาดนี้ พี่แบ่งเวลาในแต่ละวันยังไงบ้าง? “ส่วนใหญ่จะตื่นมาออกกำลังกายสักชั่วโมงนึงตั้งแต่ 8 โมงเช้า ทำกับข้าว เริ่มต้นทำงานสักบ่าย 2 ยิงยาวไปถึงเที่ยงคืน ถ้าวันไหนมีเรียนก็เริ่มทำงาน 4-5 โมงเป็นต้นไป ตอนเรียนมีเที่ยวในเมืองหรือกินข้าวกับเพื่อนประมาณสัปดาห์ละ 1-2 วัน ถ้าเที่ยวจริงจังจะอาศัยช่วงปิดเทอมค่ะ จริงๆ ยอมรับเลยว่าบางทีเราอาจมีช่วงที่ขี้เกียจ แต่ต้องพยายาม ถ้าวันนึงน้องจะเรียนก็ให้เลือกสาขาที่สนใจจริงๆ อย่าเรียนแค่เพราะคนอื่นอยากให้เรียน เพราะมันเรียนหนักมากกก ยิ่งเราอยู่มหา’ลัยที่ rank สูงๆ ยิ่งไม่ง่าย เวลาจะทำอะไรสักอย่างหรือเรียนโทก็ขอให้ทำด้วยแพสชันจริงๆ ค่ะ” 





 

‘เมลเบิร์น’ : เมืองที่มี 4 ฤดูใน 1 วัน
 

        “เมลเบิร์นกับซิดนีย์ถือเป็นเมืองน่าอยู่ระดับท็อปๆ เลยค่ะ ที่เมลเบิร์นอุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาตลอดทั้งปี ถ้าเป็นหน้าหนาวจะติดลบหรือ 10 ต้นๆ วันนึงอาจมี 4 ฤดู ร้อน ฝน ลม หนาว วันไหนแดดออกอยู่ดีๆ ก็ฝนตกได้ อยู่ๆ ลมแรง เดี๋ยวก็มีลูกเห็บอีก ดังนั้นเวลาเราออกไปเที่ยวเราจะเจอคนที่แต่งตัวเหมือนอยู่คนละเมือง คนนึงเสื้อยืดกับขาสั้น แต่อีกคนเสื้อโค้ทกับรองเท้าบูธ เราเลยต้องเช็กพยากรณ์อากาศทุกวันแล้วเตรียมเสื้อไปเผื่อ”
 
        “ข้อดีของเมลเบิร์นคือเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติ คนเอเชียเยอะมาก ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ เยอะกว่าฝั่งอเมริกาอีก แล้วคนที่นั่นเขาต้อนรับชาวต่างชาติดีมาก เราไม่เคยโดนเหยียดทั้งเรื่องเชื้อชาติหรือสำเนียงเลยค่ะ ทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ คนที่แตกต่างกันมาอยู่ร่วมกันได้”




 
        “และอีกสิ่งที่โดดเด่นในเมลเบิร์นคือ ‘อาหาร’ ชีวิตนี้เราอาจได้เจอร้านอาหารที่ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น อาหารเอธิโอเปีย กรีก เซอร์เบีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา เปรู บราซิล อิสราเอล ฯลฯ ซึ่งคนของชาตินั้นๆ เป็นคนทำเอง เป็นผลจากการที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่นั่นเองค่ะ แล้วพี่อยากแนะนำอาหารเกาหลี ทำโดยคนเกาหลีแท้ๆ แล้วใช้เนื้ออย่างดีจากออสเตรเลีย อยากให้ลองค่ะ อร่อยมากกก! ส่วนอาหารไทยก็หาง่ายเหมือนกัน ขนาดถนนหน้าบ้านพี่ยังมี 2-3 ร้าน บางทีหาซื้อวัตถุดิบมาทำเองก็ได้ หาไม่ยาก ในห้างมีใบโหระพาขายด้วย พี่บอกเลยว่าอยู่ง่ายกว่าแถวอเมริกาหรือยุโรป”

        แต่สิ่งที่ต้องเตรียมใจให้ดีคือเรื่องค่าครองชีพ พี่แพรวเล่าว่า "ค่าครองชีพสูงพอสมควร ค่าอาหารราวๆ 10-20 เหรียญต่อมื้อ ค่าบ้าน ถ้าในเมืองจะ 1,200-2,000 เหรียญ ส่วนนอกเมือง 600-1,000 เหรียญ ส่วนใหญ่คนไทยชอบแชร์แบบห้องนึง 3-4 คน จ่ายตกคนละแค่ 500-600 เหรียญ ซึ่งถ้ามาตอนแรกจะอาจใช้วิธีไปอยู่คนเดียวก่อนสักเทอม แล้วเทอม 2 มีเพื่อนก็ไปอยู่กับเพื่อน ส่วนค่ารถตอนนั้น 8.6 เหรียญต่อวัน (เรทขึ้นทุกปี) พูดถึงการเดินทาง ออสเตรเลียเป็นประเทศใหญ่ มีการเดินทางครอบคลุมทั้งทางรถไฟ รถแทรม และรถบัส รถไฟทุกสายในเมลเบิร์นต้องกลับมาเปลี่ยนสายในเมืองค่ะ อารมณ์เหมือนเราไปเปลี่ยนขบวนที่ BTS สยาม"




 


ขอให้ทำทุกอย่างด้วย Passion
 

        “การไปเรียนครั้งนี้ช่วยเปิดโลกทัศน์ สอนให้เรามั่นใจ กล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็นเพื่อแสดงจุดยืนของเราออกมา ซึ่งพี่ว่ามันสำคัญมากก เราสังเกตว่าเพื่อนต่างชาติมี Passion และไม่กลัวที่จะต่อสู้เพื่อความมุ่งมั่นของเขา ทำให้พี่ซึมซับ เรียนรู้เพื่อจะหา Passion ของเรา”
 
        พี่แพรวเล่าถึงงานปัจจุบันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ว่า “ตอนนี้พี่กำลังอยู่ในช่วงใช้ทุนค่ะ เรามองว่างานราชการอาจได้เงินไม่เยอะ งานหนักกว่าเงิน แต่สิ่งได้กลับมาคือความภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ เวลาเราเห็นว่านโยบายที่เราทำเสนอคณะรัฐมนตรี มาวันนึงได้มีผลบังคับใช้ขึ้นมา เราก็ได้ช่วยประชาชน ทุกวันนี้คน Gen Y รุ่นเราหรือรุ่นน้อง น่าจะเริ่มมองหางานที่ไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่หางานที่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเอง และหากใครอยากทำเพื่อสังคม งานราชการนี้ตอบโจทย์เหมือนกันค่ะ”
 
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด