ดร.ภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ให้สัมภาษณ์ทางทีมข่าวการศึกษา เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมถึงที่มาของแนวคิดนี้ว่า "ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการศึกษาของไทย คือการที่เด็กไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร คนที่กำหนดชีวิตเขาคือพ่อแม่ เพื่อน และกระแสสังคม ซึ่งไม่ได้ตอบสนองว่าเขาชอบไหม หรือว่าเขามีความถนัดความต้องการแบบนั้นหรือไม่ แล้วตัวหลักสูตรก็ไม่ได้เอื้อให้เด็กค้นหาตัวเอง ความต้องการ หรือความถนัดทางอาชีพได้ ยกตัวอย่าง เราเข้าไปเรียนที่แผนวิทย์-คณิต หรือคณิต-อังกฤษ แล้วให้เด็กไปหาข้อมูลกันเอาเอง โดยที่หลักสูตรไม่ได้ส่งเสริมอะไร ก็เลยมีความคิดที่ว่า ต้องให้เด็กค้นหาความต้องการ ความถนัดทางอาชีพของตัวเอง แล้วก็ตัดสินใจเลือกอาชีพได้
แนวคิดนี้ผ่านการทดลองมาแล้ว 3 โรงเรียน ได้ผลดี
"ก่อนที่จะมาอยู่ที่ รร.โพธิสารพิทยากร ผมเองเคยเป็นผู้อำนวยการที่ รร.ร่มเกล้าเขาค้อ เพชรบูรณ์ และ รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ จ.สมุทรปราการ มาก่อน ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มทดลองทำทั้ง 2 ที่เลย อย่างตอนอยู่ รร.ร่มเกล้าเขาค้อ เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น รร.มัธยมขนาดเล็ก ด้วยบริบบทและสภาพแวดล้อมของชุมชน ก็เลยมีวิชาเพิ่มเติมที่จะเรียนรู้เรื่องของอาชีพการท่องเที่ยวการโรงแรม มีประสานงานกับผู้ประกอบการ มีการลงทุนสร้างโรงแรมในโรงเรียน มีหลักสูตรให้มีส่วนร่วมตั้งแต่ ม.ต้น เพื่อค้นหาตัวเอง เรียนด้วยมีรายได้ด้วย"
เพิ่มวิชาให้นักเรียนได้สัมผัสทักษะอาชีพต่างๆ
พอมา รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ ที่ จ.สมุทรปราการ เป็น รร.มัธยมขนาดใหญ่ รร.มีความพร้อมมากขึ้น ก็เลยมีการเสนอความคิดให้คุณครูว่า ถ้าเด็กค้นหาตัวเองใน ม.ต้น และเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ม.ปลาย ให้มีความรู้ มีทักษะ มีคุณลักษณะทางอาชีพ จะทำให้เด็กมีความชัดเจน มีเป้าหมายชีวิต จากนั้นก็เลยทำหลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ โดยเด็ก ม.ต้น มีจุดประสงค์ให้ค้นพบตัวเองให้เจอว่าอยากเป็นอะไร โดยวิธีการคือให้เด็ก ม.ต้น มีวิชาเพิ่มเติม ให้เขาได้ไปสัมผัสทักษะต่างๆ 6 กลุ่ม เช่น ม.1 เทอม 1 ไปสัมผัสทักษะทางวิศวะ เทอม 2 ไปสัมผัสทักษะทางแพทย์ ม.2 เทอม 1 ไปสัมผัสทักษะทางเชฟ จนครบกลุ่ม ส่วนพวกโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ก็จัดเป็นกลุ่มอาชีพให้ไปสัมผัสทักษะตามอาชีพ เพื่อให้รู้ว่าทักษะที่มี ความถนัดที่มีเหมาะที่จะทำอาชีพอะไร และยังมีแบบการวัดความต้องการว่าไปเจอทักษะนี้ ชอบไหม ถนัดไหม วัดผลทุกเทอม ก็จะได้ข้อมูลรายบุคคลว่านักเรียนมีแนวโน้มถนัดด้านไหน และจบไปอยากทำอะไร นอกจากนี้ยังพาไปสถานที่จริง เช่น อยากเป็นหมอ พาไปรพ. หมอทำงานยังไง เจอคนไข้ยังไง หรือให้ผู้ประกอบการจริงมาพูด เพื่อให้เห็นภาพการทำงาน ม.ปลาย ก็เตรียมความพร้อมสู่อาชีพ รร.นี้ประสบความสำเร็จประมาณนึง ก่อนหน้าจำนวนนักเรียนลดลงทุกปี พอทำแบบนี้นักเรียนเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 100 คน
จะได้เรียนวิชาที่ใช้สอบเข้า หรือวิชาพื้นฐานของคณะนั้น
ที่ รร.โพธิสารพิทยากร เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ธ.ค.62 นี่เอง ก็เสนอแนวคิดแบบ รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ เพราะค่อนข้างประสบความสำเร็จ ซึ่งประกอบกับทาง รร.โพธิสารพิทยากร มีความพร้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งเด็กพร้อม ทรัพยากรบุคลากรพร้อม และผู้ปกครองมีความพร้อม มีพื้นฐานในการให้เด็กเตรียมความพร้อมไปสู่อาชีพแต่ไม่ได้ออกมาเป็นหลักสูตรชัดเจน ก็เลยเล่าให้คุณครูฟังว่า เราจะมาทำการปฎิรูปการศึกษาที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เราไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้าง แต่หัวใจสำคัญของการศึกษาคือ ปรับหลักสูตร และปรับวิธีเรียนวิธีสอน เช่น จากเดิมเด็กที่จะเข้าสถาปัตย์ จะต้องไปลงเรียนเขียนแบบกับนิสิตนักศึกษา ต้องไปหาเรียนข้างนอกเองเพื่อเตรียมตัวไปสอบ แต่ถ้าหลักสูตรใหม่นักเรียนก็จะได้เรียนความถนัดของสถาปัตย์ได้เรียนพื้นฐานปี 1 ของมหาวิทยาลัยด้วยเพื่อได้สัมผัสไปเลย จนเด็กมีความชัดเจน และมีเป้าหมายชีวิตหลังเรียนจบ โดยเราพร้อมตั้งเป้าว่า รร.โพธิสารพิทยากร จะเป็นรร.ต้นแบบที่ให้เด็กค้นหาตัวเองและเตรียมความพร้อมสู้ มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน
ม.ต้น ค้นหาตัวเอง ม.ปลาย เตรียมพร้อมสู่อาชีพ
เป้าหมายในการทำหลักสูตรนี้ คือ ม.ต้น ต้องการให้เด็กพบตัวเอง ค้นหาความต้องการของตัวเอง ส่วน ม.ปลาย เตรียมความพร้อมสู่อาชีพ โดยผ่านกระบวนการของกิจกรรมต่างๆ อาทิ 1."วิชาเพิ่มเติม" ที่จะเป็นวิชาเฉพาะทางที่เด็กสามารถใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในการประกอบอาชีพ 2. "ลดวิชาไม่จำเป็น" วิชาไหนที่เด็กไม่ต้องใช้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ เด็กจะเข้าแพทย์กับนิเทศฯ ก็ใช้ไม่เท่ากัน ดังนั้น ก็ไม่ต้องไปอัดเด็ก อะไรที่เป็นขยะ ไม่ได้นำไปใช้ก็เอาออก ให้คุณครูสอนตามมาตรฐานของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานก็พอแล้ว อะไรที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ต้องสอนเยอะ การชั่งน้ำหนักของวิชาแต่ละแผนเตรียม คือ แต่ละวิชาต้องไม่เท่ากัน วิชาภาษาไทยต้องไม่เท่ากัน วิชาคณิตศาสตร์ต้องไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าน้ำหนักว่าแผนเตรียมอะไร ต้องใช้อะไรมากน้อย แต่ที่ต้องเน้นหนักคือวิชาความถนัดเฉพาะที่ต้องเอาไปใช้สอบ TCAS หรือ PAT และพื้นฐานปี 1 ซึ่งเราก็จะไปศึกษาหลักสูตรมหาวิทยาลัยว่าปี 1 เรียนอะไร
สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เช่น ลองใส่เสื้อกราวน์
3."การทำให้เกิดขึ้น" ต้องให้กำลังใจ ให้แรงจูงใจคุณครู แบบหลักสูตรใหม่ ถ้าเจอวิชาที่สอนไม่ได้ทำยังไง ก็ถ้าเจอวิชาที่สอนไม่ได้ก็ให้ไปอบรม ถ้ายังอบรมไม่ได้ ก็จ้างวิทยากรพิเศษ จ้างอาจารย์มหาวิทยาลัย จ้างผู้ประกอบอาชีพจริงๆ มาสอน เป็นรายชั่วโมงให้กับเด็ก ทั้งได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์จริง และ 4."สภาพแวดล้อมของโรงเรียน" คือจัดให้มีศูนย์การเรียน เตรียมแพทย์ เตรียมวิศวะ ไม่มีเรียนการเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แบบเดิมๆ แล้วก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างของจริง ของดี ปรับห้องเรียน ปรับลุคของเด็ก สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เด็กเตรียมแพทย์ก็จะได้ใส่เสื้อกราวน์เรียน เตรียมวิศวะ เตรียมนิติ ก็จะมีเสื้อช็อปแต่เป็นคนละสี
ทุกแผนการเรียนมีพี่เลี้ยงคือมหาวิทยาลัยต่างๆ
แผนการเรียนใหม่ที่จะเริ่มใช้ที่ รร.โพธิสารพิทยากร ปีการศึกษา 2563 วิชาที่เรียนแผนการเรียนที่ใกล้เคียงกันก็จะเรียนพื้นฐานด้วยกัน เพราะวิชาที่จะไปสอบเหมือนกัน แต่จะแยกตอนไปเรียนวิชาความถนัดเฉพาะ (น่าจะประมาณ ม.5) ส่วนวิชาไหนที่เรียนรวมกันได้ เช่น แผนเตรียมนิเทศฯ แผนเตรียมนิติฯ ก็จะมาเรียนรวมกันคล้ายๆ วิชาเรียนรวมในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนจะมีทั้งของเรา อาจารย์มหาวิทยาลัย และวิทยากรที่เป็นผู้ประกอบการจริง ทั้ง 7 แผนจะมีพี่เลี้ยงเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมด เช่น เตรียมแพทย์ ก็เป็นแพทยศาสตร์ศิริราช มหิดล, เตรียมศิลปกรรม ก็เป็นศิลปากร จุฬา ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะดูแลเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และทำค่ายเพื่อแฟ้มสะสมผลงาน ใน TCAS โดยให้อาจารย์ นิสิตนักศึกษามาจัดทำค่ายให้นักเรียนโดยเฉพาะ
Defining the FUTURE คืออะไร ?
Defining the FUTURE อนาคตกำหนดได้ เป็นคติพจน์ที่เรายึดถือ เพราะว่า ใครมาเรียนที่โพธิสารพิทยากร อยากเรียนอะไร เป็นอะไร ต้องได้เป็น คืออยากเป็นหมอ ต้องได้เป็นหมอ อยากเป็นวิศวะ ต้องได้เป็นวิศวะ โดยกำหนดตัวของตัวเอง พ่อแม่เพียงแต่ให้คำปรึกษาแนะนำ ไม่ได้ไปชี้ให้ลูกว่าต้องเป็นนั่นนี่ กำหนดตัวเองตามความชอบ ความถนัด ความสนใจ ความรัก แล้วเราจะมีชีวิตที่มีความสุข ได้ประกอบอาชีพที่รัก ตื่นมาแล้วอยากไปทำงาน มีความไปก้าวหน้าในชีวิต แล้วก็มี คติรอง คือ เลือกเรียนที่ชอบ อาชีพที่ใช่
เด็กที่เรียนหลักสูตรเก่าจะมีเปลี่ยนด้วย
สำหรับตอนนี้น้องๆ ม.2-5 (หลักสูตรเดิม) ที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการค้นพบตัวเอง ก็จะปรับให้วิชาเพิ่มเติม แทนที่จะเป็นวิชาทั่วๆ ไป ก็ใส่วิชาเฉพาะที่ทำให้เขาค้นพบตัวเอง ใส่กิจกรรมเข้าค่าย แทนที่เราจะไปทัศนศึกษาอยุธยา สุโขทัย เมืองโบราณ ไม่เอา ทัศนศึกษาต่อไปต้องมีเป้าหมายเกี่ยวกับอาชีพ และก็จะมีค่ายค้นหาความต้องการ ความถนัดใน ม.ต้น ทุกชั้น มีแบบวัดความถนัดในทุกเทอม ส่วนชุมนุมของ ม.ปลาย ปรับเป็นชุมนุมอาชีพ อย่างเช่น ชุมนุมแพทย์ ก็ไปช่วยพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง สร้างแรงบันดาลใจ หรืออยากทำข่าว ก็สะพายกล้อง ไปทำข่าว ทำ Report มาส่งคุณครู
เลือกแผนเตรียมแพทย์ ก็จะได้เรียนวิชากายวิภาคศาสตร์
เกณฑ์เข้าม.4 ก็ตามปกติอยู่แล้ว (เกรดขั้นต่ำ 2.5) พอผ่านมาได้ มีที่นั่งแล้ว ถึงจะเลือกแผนได้ ถ้าจะเรียนเตรียมแพทย์ ต้องได้วิทย์ คณิต อังกฤษ เกรดเฉลี่ย 3 อะไรแบบนี้ ก็มีผปค.บางคนถามว่าจะเป็นการปิดกั้นหรือป่าว เกรดตอนนี้ไม่ถึง อนาคตลูกอาจพัฒนาตัวเอง สอบแพทย์ได้ (เขาคงลืมไปว่า คนจะสอบแพทย์ เดี๋ยวนี้เตรียมตัวตั้งแต่ป.6 แล้ว) ที่เราต้องมีสกรีนมีเกณฑ์เหล่านี้ เพราะเราต้องการการันตีว่าจะติดได้ 100% แต่ก็ให้โอกาสเด็กนะ จะให้เลือกอันดับ 1-2-3 เลือกแผนเตรียมอะไร อันแรกเอาที่ชอบก่อน เรียงลำดับลงมา มีกรรมการพิจารณา ถ้าเกรดไม่ถึง ขาดไปบ้าง ถ้าดูแนวโน้มแล้วเรียนได้ ก็ให้เรียน เราไม่ได้ล็อกอยู่แล้วว่าต้องกี่คนในแต่ละเตรียม แล้วก็ให้โอกาสเปลี่ยนได้ตอนจบเทอม 1 ดูแล้วไม่ไหว ศักยภาพไม่ถึงก็เปลี่ยนได้ แต่ก็ต้องไปตามงานในแผนการเรียนใหม่ ส่วนวิชาเรียน ตอนนี้ยังวางหลักสูตรอยู่ แต่ถ้าคร่าวๆ ก็เช่น เตรียมแพทย์-วิชากายวิภาคศาสตร์ เตรียมนิติ-วิชากฎหมายอาญา เตรียมบริหารฯ-วิชาธุรกิจออนไลน์
เพราะเด็กวิทย์ ก็ไม่ได้เก่งวิทย์ทุกวิชา
"เพราะเด็กวิทย์ ก็ไม่ได้เก่งวิทย์ทุกวิชา" ประโยคนี้จริงมาก ผมถึงบอกว่ามันควรจะเรียนวิชาที่จำเป็น ที่นำไปใช้จริงๆ เท่านั้น คือถ้าต้องใช้ชีวะเยอะๆ ก็เรียนชีวะไปเยอะๆ มันถึงจะต้องแยกเป็นเตรียมพวกนี้ไง อย่างที่บอกว่าเรียนวิทย์-คณิตไปเถอะ มันกว้างดี มันไม่ได้ สุดท้ายฟิสิกส์เกรด 1 เคมี 1 ชีวะ 1 ก็ไปสอบอะไรต่อไม่ได้หรอก แล้วเด็กก็ย้ายสายไปสาขาที่มีที่เรียน นี่ล้มเหลว แต่ถ้าเด็กรู้ตัวเองตั้งแต่แรกก็จะไม่เป็นแบบนี้
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับแนวคิด "Defining the FUTURE" ของ รร.โพธิสารพิทยากร ที่เน้นให้นักเรียนได้กำหนดอนาคตตัวเองผ่านวิชาเรียนที่เลือกได้ ยิ่งทราบว่าแนวคิดนี้ผ่านการทดลองใช้มาแล้ว 3 โรงเรียนและล้วนได้ผลในทางที่ดี อ่านแล้ว พี่ลาเต้ อดตื่นเต้นไปกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไปด้วยเลยครับ สุดท้ายนี้ พี่ลาเต้ ต้องขอขอบคุณ ดร.ภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ที่สละเวลามาให้ข้อมูลดีๆ ในครั้งนี้ด้วยครับ
รายชื่อ 7 แผนการเรียน ม.ปลาย ที่ปรับใหม่ของ รร.โพธิสารพิทยากร
- เตรียมแพทย์-เภสัชฯ
- เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์
- เตรียมวิทย์-คอม
- เตรียมนิเทศ-มนุษย์
- เตรียมศิลปกรรม
- เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี
- เตรียมนิติ-รัฐศาสตร์






13 ความคิดเห็น
อยากรู้ครับว่าแผนการเรียน เตรียมครู-ศึกษาศาสตร์ ทำไมไม่เคยมีใครสร้างขึ้นมาได้เลยเหรอครับ? เคยอ่านเจอคำถามนึงเมื่อสมัย16-17ปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าเว็บบอร์ดไหน ค่อนข้างviralพอตัว "เด็กเรียนเก่งให้เรียนจบไปเป็นหมอ เภสัช วิศวะ แล้วใครจบไปเป็นครู? "
แผนการเรียนที่จะเป็นครู จะอยู่ในแผนการเรียนที่ 4 นะคะ คือ นิเทศ-มนุษยศาสตร์ โดยครุศาสตร์จะรวมอยู่ในแผนการเรียนนี้เลยค่า
จริงๆเป็นแนวคิดที่ดีมากเลยค่ะ มองว่ามันค่อนข้างชัดเจนมาก ทีนีิ้ปัญหาคือปัจจุบันยังมีคณะที่กึ่งๆระหว่างวิทย์กับศิลป์ เวลาเลือกก็ต้องเลือกอะไรดีล่ะ เลือกมนุษย์ก็ศิลป์ไปหน่อย เลือกหมอก็เกินจุดประสงค์ไป เวลาสอบก็ต้องใช้คะแนนอีกหลายคะแนน มหาลัยดังๆก็มีคนที่คะแนนสูงไปหมดทุกวิชาอีก
ถ้าระบบการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดก็จะดีมากค่ะ
จะได้ทัดเทียมกับระบบการศึกษาของต่างประเทศบ้าง
ตอนเราเรียนมัธยมปลายเมื่อ 11-14 ปีที่แล้ว
(ไม่ใช่โรงเรียนโพธิสารพิทยากรนะ แต่เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่อื่นและไม่ดัง)
เจอแต่วิชาประเภทจับฉ่ายอยู่ในแผนการเรียนภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน
เป็นกลุ่มวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
โรงเรียนจัดวิชาในแผนการเรียนมาแบบนี้ตั้งแต่นักเรียนรุ่นแรกๆแล้ว
ปัจจุบันนี้ เราไม่รู้ว่าโครงสร้างหลักสูตรเป็นยังไงแล้ว
ในวันปฐมนิเทศม.1 กับม.4 เราเปิดอ่านหนังสือคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง
เราทำหน้าอิหยังวะ
เราเรียนสายศิลป์-ภาษาจีนค่ะ ไม่ใช่สายศิลป์-ธุรกิจ
(สมัยที่เราไปเรียนมีแต่ห้อง 1 สายวิทย์-คณิต และห้อง 2-4 สายศิลป์รวม
พวกวิชาพื้นฐาน เด็กสายศิลป์จะเรียนรวมกันในห้องตัวเองตามปกติ
แต่พอถึงคาบวิชาที่จะต้องเรียนในแแผนการเรียน
ก็จะแยกย้ายกันไปเรียนตามแผนกาเรียนที่ได้เลือกไว้ตอนสมัครม.4
คือ สายศิลป์-คำนวณ สายศิลป์-ภาษาจีน และสายศิลป์-สังคม)
การขาย การตลาด การโฆษณา ผู้บริโภค และการบัญชีมาจากไหน
วิชาพวกนี้ควรจะอยู่ในกลุ่มสาขาวิชาชีพของเด็กสายอาชีพที่เรียนการบัญชี การตลาด การขาย
หรือไม่ก็เด็กสายสามัญที่เรียนสายศิลป์-ธุรกิจมากกว่า
ไม่ใช่วิชาของเด็กสายสามัญที่เรียนสายศิลป์-ภาษาจีน
สายศิลป์-ภาษาจีนควรจะเรียนวิชาเพิ่มเติมพวกนี้ค่ะ
คือ ภาษาไทยเพิ่มเติม สังคมศึกษาเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม และภาษาจีนนะคะ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงอยากจะหลุดพ้นจากชีวิตมัธยมปลายจากโรงเรียนนี้เร็วๆ
เราไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจและไม่เคยมีความสุขกับชีวิตมัธยมปลายเลยสักครั้งเดียว
ตอนม.5 เคยอยากจะลาออกจากโรงเรียนนี้และซิ่วสอบเข้าม.4 ใหม่ที่โรงเรียนดังๆมีชื่อเสียง
แต่ต้องจำใจเรียนจนจบม.6 และพ่อแม่บังคับให้เรามาสอบเข้าม.4 ที่นี่
ตลอดระยะเวลาสามปีที่เราเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้
เรียนไม่รู้เรื่องเลย มีความรู้ฝังหัวอยู่แค่ 30% ส่วนนอกนั้น อะไรก็ไม่รู้
ส่วนตัวมองว่ามันแคบกว่าเดิม ดูจากแผนการเรียน จำกัดด้านอาชีพ (ถ้าอยากเรียนครูต้องลงแผนไหน ถามเหมือนคห.ข้างบน) และเราต้องรู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรตั้งแต่ม.ต้น ซึ่งคิดว่าเด็กส่วนใหญ่ น่าจะยังตอบไม่ได้ แล้วที่เลือกๆเรียนกัน เพราะตามผู้ปกครองแนะนำมากกว่า ขนาดเรียนมหาลัย ไม่ตรงไม่ชอบ ต้องซฺิ่วมาภายหลังก็มีถมไป แล้วถ้าให้เลือกตั้งแต่ม.ปลาย เรียนๆไปใกล้จบรู้สึกว่าไม่ชอบ ควรทำยังไง ในเมื่อเราปูทางมาซะขนาดนั้น
สำหรับแผนการเรียนที่จะเป็นครู จะอยู่ในแฟนการเรียนที่ 4 นิเทศ-มนุษยศาสตร์นะคะ โดยจะมีครุศาสตร์รวมอยู่ในแผนนี้ด้วยค่ะ
โดยหลักสูตรการเรียนจะยังไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งหมดนะคะ ว่าเลือกแล้วต้องเรียนสายนี้เท่านั้น ยังคงหลักสูตรของวิทย์-คณิตพื้นฐานของสถาปัตย์ วิศวะ แพทย์ไว้ รวมไปถึงศิลป์-ภาษาพื้นฐานของคณะอื่นๆด้วยค่ะ อันนี้เป็นเพียงเหมือนการแนะแนวเพิ่มเติม ให้เด็กได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้นจากผู้ที่มีประสบการณ์ ถ้านักเรียนไม่ชอบสายที่เรียน เรียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง สามารถเปลี่ยนแผนการเรียนได้เช่นกันค่ะ
เราอยากให้ใช้ระบบ "เลือกวิชาเรียน" มากกว่าจะใช้ระบบแผนการเรียนเฉพาะทางอะ อย่างในประเทศอเมริกาก็ใช้ระบบนี้แต่ก็มีวิชาบังคับเหมือนกันแล้วที่เหลือจะไปลงอะไรก็เลือกตามความสนใจ ปัจจุบันวิทย์ศิลป์แค่ไม่กี่สายก็ทำให้เด็กเลือกยากกันอยู่แล้วยังมีย้ายสายการเรียนกันอยู่เลย
ที่ได้แน่ ๆ คือ โรงเรียนเป็นข่าวดัง น่าจะทำให้มีผู้สนใจ สมัครเรียนเพิ่มขึ้น
ผลดี ยังไม่ชัด ประเมินไม่ได้
ผลเสีย ต้องรอเวลา ประเมินไม่ได้
แต่ก็เป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ซึ่งแตกต่างออกไป
ผู้ที่เลือกทางใหม่ ย่อมต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการวางหลักสูตร และการปฎิบัติตามแนวทางที่วางไว้
ซึ่งกว่าจะรู้ผล ต้องใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 3 ปีขึ้นไป
ร.ร.อยู่แถวไหนค่ะสนใจ
เปิด ปวช เถอะ
คิดว่านี่แหละคือสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะน.ร.ในปัจจุบัน 70-90%ตอบไม่ได้ คิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะเป็นอะไร บางคนอยากเป็น...เพราะรายได้เยอะบ้าง เพราะทำงานที่ไหนก็ได้บ้าง สรุปถาม ตกลงเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรในเมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจน? อนาคตจบจากร.ร.ไปก็ต้องทำงาน ไม่มีใครหลีกพ้น สู้เปิดแบบนี้ทำให้มีประสบการณ์จริง ทดลองได้เรียนรู้ได้สัมผัสจริงเขาก็จะรู้ตัวเร็วว่าชอบหรือไม่ชอบ อยากเป็นหรือไม่อยากเป็น
การปรับนี้ใช้กับภาคปกติอย่างเดียว หรือ EP.ด้วยคะ (โพธิสารก็มี EP.ด้วยใช่มั๊ยคะ?)
ทั้งหมดเลยค่ะ แต่ถ้าจะเข้าอีพี เกรดตอนม.ต้นจะต้องใช้เกรดสูงกว่าโปรแกรมอื่น แต่อย่างแผนการเรียนแพทย์
อีพีจะใช้คะแนนเท่ากับไออีพี