สวัสดีครับชาว Dek-D เชื่อว่าหลายคนที่เรียนใกล้จบหรือกำลังจะจบแล้ว มีความใฝ่ฝันอยากทำงานในบริษัทต่างชาติ (หรือที่เรียกกันว่าบริษัท Global) เพราะอย่างที่เรารู้กันมาบ้างว่า ค่าตอบแทนนั้นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ การทำงานในบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่จะเปิดโอกาสให้สามารถแสดงความคิดเห็นและรับฟังไอเดียต่างๆ จากทุกคน ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เรามีความมั่นใจ กล้าคิดและกล้าแสดงออกมากขึ้น
แต่ก่อนจะคิดว่าทำยังไงถึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับต่างชาติ ด่านแรกที่น้องๆ ต้องเจอคือการทำ CV เพื่อยื่นสมัครงานนั่นเอง ซึ่งพี่บอกเลยว่า CV นั้นสำคัญมากๆ และโดยปกติแล้ว HR ส่วนใหญ่จะใช้เวลาตัดสิน CV ของเราแค่ไม่เกิน 1 นาทีเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรทำให้ดีและเพอร์เฟกต์เข้าไว้เพื่อให้ถูกใจกรรมการและนายจ้าง วันนี้พี่ได้รวบรวม Tips การทำ CV มาฝาก รับรองว่าช่วยเพิ่มโอกาสได้งานอย่างแน่นอนครับ!
Note: CV (Curriculum Vitae) กับ Resume (เรซูเม่) ถึงแม้ว่าจะเป็นประวัติส่วนตัวย่อเหมือนกัน แต่ต่างกันในเรื่องของรูปแบบและโครงสร้าง รวมถึงการใช้งานด้วย ซึ่งถ้าหากใครต้องการทำงานบริษัทต่างชาติ จะนิยมใช้ CV เพื่อสมัครมากกว่าเรซูเม่ โดย CV นั้นจะมีความละเอียดมากกว่า และมีจำนวนหน้ามากกว่าเรซูเม่ (อย่างต่ำ 2 หน้าและไม่ควรเกิน 3 หน้า)
1. Personal Info (ชื่อและวิธีติดต่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และอีเมล) ส่วนนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด วางอยู่ส่วนแรกด้านบนสุดของ CV
2. Personal profile (ข้อมูลส่วนตัว) ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นพารากราฟสั้นๆ ทำให้นายจ้างอ่านแล้วรู้จักเรา โดยเน้นใจความสำคัญ 3 ส่วนดังนี้
- Who are you? บรรยายถึงตัวเราว่าเป็นใครมาจากไหน (ไม่ต้องละเอียดถึงขั้นใส่ชื่อญาติพี่น้องทั้งบ้าน)
- What can you offer the company? เล่าถึงประวัติการทำงานของเรา และเรามีคุณสมบัติอะไรที่ตรงกับตำแหน่งงานที่จะสมัครบ้าง
- What are your career goals? มีจุดมุ่งหมายในการทำงานหรือ career objective อย่างไรบ้าง
3. Experience and Employment History (ประวัติการทำงาน) ส่วนนี้คือส่วนสำคัญที่สุดที่นายจ้างพิจารณาเราครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานพิเศษ ฝึกงาน หรือเข้าโครงการ Work&Travel ก็ใส่ข้อมูลไว้ในส่วนนี้ได้เลย โดยเรียงจากงานที่ทำล่าสุดแล้วค่อยๆ ไล่ลงมา ที่สำคัญอย่าลืมใส่หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละตำแหน่งงานแบบกระชับๆ ด้วยนะครับ
4. Education and qualifications (ประวัติการศึกษา) ใส่สาขาที่เรียน ชื่อสถาบัน ปีการศึกษาที่เข้าและจบ โดยเรียงจากระดับสูงสุด (มหาวิทยาลัย) ไปจนถึงโรงเรียนมัธยม หรือใครเคยผ่านการเรียนคอร์สภาษาหรือคอร์สอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราจะสมัคร ก็สามารถใส่ไปด้วยก็ได้เช่นกัน
5. Awards (เกียรติประวัติ/รางวัล) บอกเลยว่ายิ่งเราสมัครงานนี้เป็นงานแรกโดยไม่มีประสบการณ์ทำงานที่ไหนมาก่อน การหยิบประสบการณ์นอกห้องเรียนมาใส่ลง CV ถือว่าสำคัญมากๆ ถ้าเกิดน้องๆ คนไหนมีเกียรติประวัติ หรือเคยประกวดแข่งขันได้รางวัลอะไรมาก็ใส่ไปในส่วนนี้ได้เลย โดยเรียงจากเหตุการณ์ล่าสุดก่อน และควรใส่รายละเอียดของสิ่งที่เราทำไปด้วย เพื่อที่จะให้นายจ้างได้รู้ว่ากิจกรรมหรือรางวัลที่เราได้รับนั้น มีส่วนเสริมทักษะในการทำงานของเราอย่างไรบ้าง
6. Key skills (ทักษะ) โดยทั่วไปจะเป็นทักษะด้านคอมพิวเตอร์และภาษาต่างประเทศ แต่หลักๆ เลยถ้าหากเราจะสมัครงานบริษัทอินเตอร์ น้องๆ ควรโชว์ให้นายจ้างเห็นว่าเราภาษาอังกฤษเป๊ะจริงๆ โดยอาจจะบอกว่าเคยมีประสบการณ์ไปเรียนหรือใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ หรือผ่านการเรียนคอร์สภาษามาก่อนก็ย่อมได้ แต่ถ้าใครมีทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานอยากโชว์ให้นายจ้างเห็น หรือเคยได้ไปฝึกอบรมทักษะอะไรเพิ่มเติมก็สามารถใส่เพิ่มได้เลยครับ
7. Hobbies and interests (งานอดิเรกและสิ่งที่สนใจ) ส่วนนี้ไม่ต้องยาวมากก็ได้ และควรเกี่ยวข้องกับงานที่เราสมัคร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าน้องๆ จะสมัครงานด้านสิ่งแวดล้อม แล้วบอกไปว่าเรามีความสนใจพิเศษเรื่องกิจกรรมรณรงค์ที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change ก็อาจจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและทำให้ประว้ติเราดูน่าสนใจมากขึ้น
8. References (บุคคลอ้างอิง) เป็นพาร์ตที่ไม่มีก็ได้ แต่ถ้าเราระบุลงไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ ซึ่งบุคคลอ้างอิงนั้นจะต้องเป็นคนที่รู้จักเราดี แต่ก็ไม่ควรเป็นญาติของเรา *ปกติน้องๆ จบใหม่หลายคนมักใส่อาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ที่สนิทลงไป
Format Tips! รูปแบบการทำ CV
สำหรับรูปแบบการทำ CV นั้น หลักๆ เลยคือ ควรทำให้เรียบร้อย อ่านง่าย และดูโปรเข้าไว้ จะมีเคล็ดลับอะไรที่เราควรรู้บ้าง มาดูกันเลย!
- ถ้าไม่แน่ใจว่าควรจัดวางข้อมูลใน CV ยังไงดี ควรเลือกดูตัวอย่าง CV เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อน เพราะทั้งการจัดวางและการเว้นวรรคนั้นสำคัญพอๆ กับเนื้อหาเลยทีเดียว
- ความยาว: โดยปกติแล้ว CV จะมีความยาวไม่เกิน 2 หน้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาชีพด้วย อาจจะปรับเป็น 1-3 หน้าตามความเหมาะสม
- หัวข้อ: แต่ละหัวข้อควรทำตัวใหญ่และหนาเพื่อที่จะอ่านได้ง่าย
- การเลือกใช้ฟอนต์: ควรเลือกใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายและสบายตา อย่าง Calibri หรือ Arial ทั้งนี้อาจจะเลือกใช้ฟอนต์ชนิดอื่นในส่วนของหัวข้อก็ได้ แต่ควรอ่านง่ายและยังคงมีความเป็นทางการอยู่
- ขนาดฟอนต์และระยะห่างระหว่างบรรทัด: ในส่วนของเนื้อหาควรใช้ฟอนต์ขนาด 10 - 12 และหัวข้อควรอยู่ระหว่างขนาด 14 - 18 ส่วนระยะห่างระหว่างบรรทัดที่เหมาะสมคือ 2.5 เซนติเมตร ไม่ควรตั้งน้อยกว่า 1.27 เซนติเมตร ไม่อย่างนั้น CV จะดูรกและอ่านยาก
- ตรวจดูให้มั่นใจว่าไม่มีคำผิดหรือจุดผิดพลาด รวมไปถึงเช็กความสม่ำเสมอในส่วนของรูปแบบการจัดวาง CV ให้เรียบร้อย
- การเก็บ CV เก่าไว้เพื่อเก็บข้อมูลประสบการณ์ทำงานถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อจะสมัครงาน ควรปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะสมัครด้วย เพื่อให้ผู้จ้างงานเห็นว่าทำไมเราจึงเหมาะสมที่จะได้งานนี้
- หากส่ง CV ทางอีเมลหรือผ่านเว็บไซต์หางาน ควรส่งเป็นไฟล์ PDF เพราะรูปแบบการจัดวางใน CV จะยังคงอยู่แบบที่เราได้ทำไว้ รวมถึงป้องกันฟอนต์เพี้ยนด้วย
Don’t! ห้ามใส่สิ่งเหล่านี้ใน CV
อย่างที่ได้เกริ่นในตอนแรกว่า CV กับเรซูเม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นจะมีบางอย่างที่เหมาะกับใส่ในเรซูเม่ แต่ตามหลักสากลแล้วไม่ควรใส่ลงไปใน CV มาดูกันต่อเลยว่ามีอะไรบ้าง
1. รูปถ่าย ในบริษัทต่างชาติหลายแห่งจะไม่ค่อยให้ใส่รูปถ่ายที่เราใช้สมัครงานแปะลงไปใน CV ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อตัดปัญหาเรื่องการตัดสินคนจากภายนอก แต่ให้เน้นโฟกัสที่ความสามารถในการทำงานมากกว่า (แต่บางอาชีพที่เน้นบุคลิกภาพและรูปลักษณ์ ก็ควรจะต้องแปะรูปถ่ายลงไปด้วย เช่น งานสายบริการ พนักงานโรงแรม พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นต้น)
2. อายุและวันเกิด วันที่ที่อนุญาตให้ระบุลงไปใน CV ได้คือวันที่เราเริ่มทำงานและวันที่เรียนจบการศึกษาเท่านั้น ส่วนวันเกิดและอายุนั้นไม่ควรใส่ลงไปเลย เพราะว่าบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่จะมองว่า อายุน้อยหรือมากไม่ใช่ประเด็นในการทำงาน แต่สำคัญที่ความรู้ความสามารถ
3. สถานภาพ ไม่ว่าเราจะโสด แต่งงานแล้ว หรือเคยหย่าร้าง นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่นายจ้างบริษัทต่างชาติอยากรู้ เพราะสิ่งที่เค้าโฟกัสเป็นหลักก็คือ เราทำอะไรได้บ้าง และจะช่วยบริษัทอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นไม่ควรใส่ข้อมูลนี้ลงไปใน CV นะครับ
อย่าลืมแนบ Cover Letter
ในการสมัครงานบริษัทต่างชาติ น้องๆ ควรส่ง Cover Letter หรือจดหมายสมัครงานแนบไปกับ CV ด้วย เพราะมันจะแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจมาสมัครงานและอยากร่วมงานกับบริษัทนั้นจริงๆ
รูปแบบการเขียน Cover Letter แบ่งส่วนประกอบเป็น 3 ส่วนหลักๆ
ส่วนที่ 1 เขียนถึงความตั้งใจของเรา รวมถึงความสนใจที่จะร่วมงานกับบริษัทนั้นๆ และควรบอกไปด้วยว่าเรารับรู้ข่าวสารเรื่องการสมัครงานมาจากที่ไหน
ส่วนที่ 2 เขียนถึงความสามารถของเรา รวมถึงคุณสมบัติและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราที่สอดคล้องกับงานที่สมัคร ถ้าใครไม่มีประสบการณ์มาก่อน อาจจะยกตัวอย่างของการฝึกงาน ประสบการณ์การทำกิจกรรม ที่มีความเกี่ยวข้องกับสายงานนี้
ส่วนที่ 3 เขียนถึงช่องทางการติดต่อกลับมาหาเรา (เบอร์และอีเมล) จากนั้นอย่าลืมเขียนคำขอบคุณเอาไว้ด้วย เป็นการเพิ่มความน่าสนใจและทำให้นายจ้างรับเราไว้พิจารณานั่นเอง
เป็นอย่างไรบ้างครับ การทำ CV นั้นไม่ได้ยุ่งยากเลย แต่มันค่อนข้างจะมีข้อมูลที่ละเอียดนิดนึงเนอะ พี่เองก็หวังว่าเคล็ดลับที่พี่นำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้น้องๆ เห็นภาพรวมของการทำ CV และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ของตัวเองได้นะครับ
และหากใครกำลังมองหางานที่เหมาะกับตัวเองอยู่ การทำงานกับบริษัทอเมริกันดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมของเขาเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นและความสามารถเต็มที่ ลองดูคลิปสั้นๆ จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทยได้เลยครับ
What's it really like to work for an American Company in Thailand? Let's work together! www.amchamthailand.com/worktogether #amchamthailand #worktogether #amchamnewgen
Posted by AMCHAM Thailand on Thursday, March 19, 2020
ชมคลิปวิดีโอและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทอเมริกันเพิ่มเติมที่
(คลิปการทำงานบริษัทอเมริกา) https://www.facebook.com/124582127576017/posts/3059997987367735/
และ Facebook: AMCHAM Thailand








0 ความคิดเห็น