อ๊ะๆ วันนี้ พี่ตินพานักเขียนกลับมาพูดคุยกับน้องๆ อีกครั้งแล้วจ้า
นักเขียนของเราคนนี้ เป็นผู้ชาย (หายากเนอะ นักเขียนผู้ชายในเว็บนี้เนี่ย อิอิ)
ชื่อก็เท่มาก พี่กล้า นั่นเอง แถมยังเขียนหนังสือแนวไม่เหมือนใคร
นั่นคือ สืบสวนสอบสวน สไตล์โคนันนั่นเลยทีเดียว
เรียกว่าฝีมือไม่ธรรมดาอีกด้วย... เพราะฉะนั้น พี่ตินเลยต้องมาแนะนำให้น้องๆ รู้จักกันยังไงล่ะจ๊ะ
อติน : สวัสดีค่ะ พี่กล้า (ได้เรียกคนว่า พี่ อีกแล้ว ดีใจจังวุ้ย)
pilot pol : สวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวเด็กดีทุกท่านครับ ผมชื่อเล่นชื่อ กล้า
ใช้นามปากกาในงานเขียนเรื่องยาวว่า pilot pol ครับ
ส่วนเรื่องสั้น จะใช้ชื่อ Major In D และ Major In C แทน ตอนนี้อายุ 28 แล้วขอรับ ^^
อติน : เย้ๆ ดีใจที่มีคนเป็นรุ่นพี่ พี่กล้าเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
pilot pol : ปัจจุบันจบแล้วอ่ะครับ เรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะเอ็นฯ ไม่ติดตั้ง 2 ปีซ้อน
คือ มาจาก ปวช. สถาปัตย์ฯ น่ะครับ ตอนแรกที่เรียนรามฯ นี่
ผมเลือกเรียนวิทย์ฯ คอมฯ เพราะชอบคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่สมัยมันยังจอเขียวอยู่
แต่ปรากฎว่าเกลียดเคมีเข้าเส้น ก็เลยโอนมาเรียน มนุษย์ศาสตร์ เอกอังกฤษ
แต่ก็ไปไม่รอดเรื่องการออกเสียง สุดท้ายมาลงเอยได้ที่คณะบริหารธุรกิจ เอกจัดการทั่วไปขอรับ
เหตุก็เพราะอยากเป็นเถ้าแก่นั่นเอง 555+
คือ ผมเป็นพวกอารมณ์แปรปรวนง่ายครับ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
ก็เลยไม่ค่อยสนใจเรื่องการเรียนซะเท่าไรตอนนั้น (มันไม่ดีน่ะพี่น้อง มาตอนนี้นึกอยากจบเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ)
อติน : การเรียนคณะนี้ ส่งผลยังไงต่อชีวิตพี่กล้าไหมคะ
pilot pol : เรื่องที่ว่าที่เรียนนั่นมีผลต่อการดำเนินชีวิตมั้ย ก็มีน่ะครับ คือว่าเมื่อสองปีก่อน (ประมาณปี 48)
ผมไปเช่าพื้นที่ขายอาหารที่เมืองทอง ลงไปเป็นแสนเลย (เงินเก็บที่มีทั้งหมด แถมยังกู้เขามาเพิ่มด้วย)
กะว่าจะเป็นเถ้าแก่เต็มที่ แต่ที่ไหนได้ ไม่ไหวครับ เจ๊งไม่เป็นท่าเลยขอรับ ^^
ทีนี่เราก็เลยมาใช้หลักวิชา วิเคราะห์สิ่งที่ทำไปว่ามันขาดมันเกินตรงไหน ก็พบช่องโหว่หลายจุดมาก
แต่ตอนทำนั่นไม่รู้หรอกครับ เลยได้ข้อสรุปมาว่า สมัยนี้ ถ้าสู้แล้วไม่ใช้สมอง มีสิทธิ์จนได้ขอรับ...
อติน : แล้วเรื่องการทำงาน
pilot pol : ตอนนี้ทำงานอยู่ครับ เป็นกราฟิคดีไซน์ (ชื่อดูดีแฮะ แต่จริงๆ ก็คล้ายๆ กับช่างศิลป์มากกว่า)
ทำอยู่กับร้านทำป้ายใกล้ๆ ฟิวเจอร์ฯ รังสิต ครับ มาทำที่นี่ก็เพราะเจ๊งจากร้านขายอาหารนั่นแหละครับ
ทำให้อีโก้ผมลดลงไปเยอะ เพราะตอนมามีแต่หนี้ เงินสดติดตัวไม่กี่ร้อย เจ้าหนี้ (ธนาคาร) ก็ตามโทรจิก
ดูท่าแล้วจะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียไม่ได้แน่ ก็เลยออกตระเวณหางานทำครับ
จนตอนนี้ได้เป็นหัวหน้าเค้าแล้วล่ะ ^^ เงินเดือนเลื่อนขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่งานก็เยอะมากขึ้นด้วย
ผมพอรู้เรื่องเกี่ยวกับระบบของคอมฯ นิดหน่อยครับ ทำให้พวกวางระบบเน็ตเวิร์ค หรือซ่อมเครื่องนี่
ผมเหมาแทบทั้งหมด (ถ้าจนปัญญาผมแล้ว เจ้าของเขาถึงยอมแบกไปให้ช่างครับ)
อติน : เป็นกราฟิคนี่ส่งผลยังไงกับงานหนังสือเอ่ย
pilot pol : ผลกระทบกับการเขียนหนังสือ ก็มีเยอะครับ อย่างแรกเลยคือ ต้องทำงานเป็นสิบชั่วโมง
เลยมีเวลาเหลืออยู่ไม่เยอะ ส่วนอีกเรื่องสำคัญเหมือนกัน คือ งานกราฟิคฯ
ต้องใช้จินตนาการในการออกแบบครับ บางครั้งมันก็ดูดเอาพลังความคิดของเราไปเยอะมาก
บางเดือนเขียนงานได้แค่สองสามหน้า เพราะหัวตันแบบผิดปกติก็เคยมี
อติน : พอดีเลย งั้นขอถามเรื่องที่มาที่ไปในการมาเขียนเรื่องสไตล์สืบสวนสอบสวน
pilot pol : อันดับแรกคือความชอบเมื่อได้อ่านเรื่องแนวนี้ครับ
ผมว่าคนทุกคนก็น่าจะชื่นชอบเรื่องราวที่มีความลึกลับ ปิดบัง อำพราง แบบนี้อยู่แล้ว
หลายๆ เรื่องดังๆ ที่ไม่ใช่แนวนี้โดยตรงหากสังเกตให้ดีก็จะมีพล็อตปิดบังซ่อนเงื่อนรวมอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่
อย่าง แฮร์รี่ฯ แนวหลักเขาคือ แฟนตาซี แต่กลิ่นสืบสวนนั้นแรงมากครับ (ไม่รู้ใครคิดเหมือนผมหรือเปล่าน่ะ)
ทีนี้เมื่อชอบ ก็เลยหาอ่าน อ่านไปอ่านมา เห็นมีแต่นิยายแปล เลยอยากอ่านของคนไทยดูบ้าง
แต่หาแทบไม่เจอ เชื่อมั้ยครับว่าหนังสือของคนไทยที่ประกาศว่าตัวเองเป็นแนวสืบสวนสอบสวน
เท่าที่ผมรู้จักในแผงหนังสือตอนนั้น (ปลายปี 48) มีแค่สองเล่ม คือ เสี่ยวนักสืบ1 และ เสี่ยวนักสืบ2
ของคุณวินทร์ เลียววาริน ต่อมาอีกราวปีกว่า ผมไปดูที่แผง ก็เห็นหนังสือของคนไทยที่ประกาศตัวว่า
ของตนเองเป็นแนวสืบสวนสอบสวนเพิ่มอีกสองเรื่อง คือ นักสืบบุญมา ของ...
(จำไม่ได้แล้วขอรับ - - แต่รู้ว่าเขาเป็นนักเขียนที่ดังมาก มีผลงานรายปักษ์กับทางนิตยสารบางกอกด้วย)
อีกเล่มก็คือ สาวน้อยเกวลิน ของคุณอลินา (ตอนนั้นออกมาสองตอน แถมแต่เล่มนี้ก็สั้นมาก
จนเรียกว่าเรื่องสั้นก็น่าจะได้ อ่านไม่จุใจเท่าไร) ซึ่งเรื่องทั้งหมดรวมกันนั้น ยังขายได้ไม่ดีเท่า
คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา แค่หนึ่งตอนเลยล่ะมั้ง
เมื่อมันเป็นฉะนั้นก็เลยเกิดเรื่อง แม็กซ์ เดอะ แฮกเกอร์ ขึ้นมาครับ ตอนแรกเริ่มเลย
มันมาจากพล็อตของเรื่องสั้น ซึ่งเป็นแนววิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ครับ แต่ด้วยความชอบเรื่องสืบสวน
ผมก็เลยยัดพล็อตปิดบัง อำพราง ใส่เข้าไปด้วย ผลที่ได้เลยกลายเป็นแนวสืบสวนสอบสวนแบบ Cozy
อย่างที่เห็นเนี่ยล่ะขอรับ และผมก็ตั้งใจว่ามันจะเป็นซีรี่ส์ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วด้วย
(เลียนแบบนิยายแปลบ้าง ว่าอย่างนั้นเถอะ เพราะไม่ค่อยเห็นนิยายสืบสวนไทย ที่มีเป็นซีรี่ส์เลย ...
เห็นแต่ สาวน้อยเกวลิน เรื่องเดียว)
อติน : ตอนนี้พี่กล้ากำลังจะออกหนังสือแล้ว มาพูดถึงผลงานเรื่องนี้กันค่า
pilot pol : ^___^ นิยายเล่มแรกในชีวิตที่ได้ตีพิมพ์ของผม ก็คือเรื่องนี้แหละครับ แม็กซ์ เดอะ แฮกเกอร์
แต่เป็นคนละตอนกัน เล่มแรกนั้นชื่อว่า แม็กซ์ เดอะ แฮกเกอร์ File01- คดีข้อสอบสีเลือด ครับ
ในขณะนี้ก็ยังถือว่าเป็นเล่มที่ผมภูมิใจและมีความหลังกับมันมากที่สุด
มันเริ่มมาจากผมเอาเรื่องนี้มาลงที่เด็กดีครับ ผ่านไปสองสัปดาห์มียอดวิวหลักสิบ
และมีคนคอมเม้นท์อยู่หนึ่งคน ซึ่งเป็นหนึ่งคนที่ผมประทับใจมากๆ ตัวผมเองตอนลงเรื่องแรกๆ
(ผมเขียนลงหลายเรื่องครับ แต่มุ่งมั่นกับเรื่องนี้มากที่สุด) ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่านและติดตามด้วยซ้ำ
ก็ได้คนเนี่ยแหละครับ เธอมีนามแฝงที่ใช้ในเว็บเด็กดีว่า miharu.De7aR
เธอคอมเม้นท์ให้เรื่องผมว่า สนุกมากๆ เลย ทำนองนั้น (จำไม่ค่อยได้แล้วอ่ะครับ - - ) ...
ทั้งๆ ที่ผมคิดว่าเรื่องมันดูจะยืดยาด และมุกค่อนข้างแป้กเสียส่วนใหญ่ ด้วยคอมเม้นท์เพียงอันเดียวนั่น
ทำให้ผมมีแรงฮึด แล้วก็เขียนเพื่อที่หวังเพียงให้แค่เธอเข้ามาอ่านครับ แต่ไปๆ มาๆ พอลงได้เยอะตอน
เรื่องก็กลับมียอดคนเข้ามาดูมากขึ้น แล้วก็มีคนคอมเม้นท์มากขึ้นไปด้วย
ส่วนหนึ่งก็มาจากที่ผมไปอ่านเรื่องของเขาแล้วก็เม้นท์ให้ แต่ยอดวิวก็แค่เพียงร้อยสองร้อยกว่าเท่านั้น
ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกๆ ท่านมากๆ เลยนะครับ ^___^
ต่อมาผมได้ส่งเรื่องนี้ (MAX file01) เข้าไปในชมรมนักอ่านที่ตั้งขึ้นเองภายในเด็กดี
ก็ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเรื่องแนะนำด้วย ทำให้ผมได้รู้จักนามปากกาของท่านอีกหลายท่าน
ที่กลายเป็นนักเขียนตัวจริง ซึ่งแวะเวียนมาคอมเม้นท์และคอยอ่านเรื่องของผม
ต่อมาผมก็ส่งเรื่องนี้ไปสนพ. ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ เพราะช่วงนั้นเห็นมีหนังสือแนวประมาณนี้อยู่ด้วย
(เป็นของคุณวาโดอิจิ ครับ เรื่อง โรงเรียนพิศวง) ประมาณ 2 เดือนต่อมา ก็ได้รับคำตอบมาว่า
เรื่องน่าสนใจ แต่อยากจะให้รีไรท์อีกเล็กน้อย เสร็จสรรพรีไรท์ใหม่ไป 2 รอบได้ครับ
ใช้เวลาไปอีกโข เรื่องจึงผ่านและเข้าสู่กระบวนการทำรูปเล่มในที่สุด
(เฮ้อ...พอดีช่วงที่เรื่องผ่าน ผมเจ๊งจากร้านอาหารพอดีครับ เงินที่ได้จากการพิมพ์จึงนำมาใช้หนี้
ทำให้พอยกภูเขาออกจากอกได้บ้าง แล้วอย่างนี้จะไม่ให้รักการเขียนได้ไง ใช่มั้ยครับ? ^___^)
อติน : แล้วคิดยังไงกับผลงานเล่มแรกนี้คะ ชอบไหม พอใจหรือเปล่า
pilot pol : พอใจมากๆ ขอรับ พอใจมากเสียยิ่งกว่ามาก ไม่ว่าการออกแบบหน้าปก หรือการทำรูปเล่ม
ตอนแรกเสนอไปว่าปกจะเป็นแบบภาพกราฟิคเฉยๆ แต่ทาง บ.ก. ก็แนะนำว่า
เนื้อเรื่องเป็นโทนเด็ก ภาพหน้าปกก็น่าจะเป็นแบบการ์ตูนจะดีกว่า ซึ่งผมคิดไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นยังไง
แต่พอเห็นแบบร่างแล้วก็ เออ สวยดีแฮะ!! ต้องยกเครดิตให้คุณ Eguana คนวาดเขาด้วยครับ
เขาวาดได้สวยตรงใจมาก จำได้ว่ามีอยู่วัน ไปดูหนังสือตัวเองที่ร้านซีเอ็ด
เห็นน้องคนหนึ่งหยิบมาพลิกๆ เล่มตัวอย่างดู แล้วก็ซื้อไปด้วย!! โอ้โห!!...
มันเป็นความรู้สึกที่...บรรยายได้ยากยิ่งครับ มีแรงฮึดที่จะเขียนซีรี่ส์นี้ต่อจนจบ 7 เล่มเลยเชียวล่ะ
อติน : ตอนนี้พี่กล้าอยู่ที่ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ใช่ไหมคะ เล่าเรื่องสนพ.ให้ฟังหน่อย
pilot pol : กองบ.ก. ที่ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ดูแลดีมากๆ ครับ โดยเฉพาะ บ.ก. แก้วสุดสวยของผม ^^
ไม่โหดเหมือนที่ผมจินตนาการไว้เลยว่า ถ้าเป็น กอง บ.ก. จะต้องคล้ายอาจารย์ฝ่ายปกครอง
ทุกคนแนะนำดีและให้เกียรติมากด้วย คือ จะทำอะไร อย่างเรื่องปก หรือแม้แต่เรื่องคำผิดเล็กๆ น้อยๆ
ก็ต้องเมล์มาถามก่อน ว่าจะให้แก้ไขมั้ย ทางผมชอบใจหรือเปล่า ที่สำคัญคือ ไม่จู้จี้ดีครับ
เพราะงานประจำผมก็มีเยอะอยู่แล้ว อย่าง Max the Hacker file02 นี่
ผมส่งไปและถูกตีกลับให้มารีไรท์บางเรื่องนิดหน่อย ผมขอเวลาไปเป็นเดือน
กองบ.ก. ยังไม่ว่าอะไรเลย (หรือว่าไม่ได้ก็ไม่รู้นะครับ ^__^)
อติน : ความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสไตล์สืบสวน พี่กล้ามองว่างานประเภทนี้เป็นยังไงบ้างคะ
pilot pol : ตามความเข้าใจของผม งานเขียนด้านสืบสวนนี่ พล็อตจะเป็นตัวนำเรื่องครับ
ความสนุก เร้าใจ และน่าติดตาม เป็นเหมือนเงาตามตัวเรื่องแนวนี้อยู่แล้ว เป็นของสำเร็จรูป
ซึ่งเรื่องแนวอื่นๆ ทั่วไป จะไม่มี (ขอย้ำ...ตามความเข้าใจของผมน่ะ) ซึ่งแม้แต่แนวรักหวานแหวว
บางครั้งก็ยังนำพล็อตสืบสวนไปซ้อนเพื่อให้การดำเนินเรื่องสนุกและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น
เช่น การปิดบังอะไรบางอย่างไว้ แล้วให้เบาะแสอันน้อยนิดแก่คนอ่าน
งานสืบสวนสอบสวนไม่จำเป็นต้องเป็นแนวฆาตกรรมเสมอไปครับ แต่หากเป็นเรื่องพวกนี้
จะดึงความสนใจของคนเราได้มากกว่า ไปๆ มาๆ คนเลยอาจจะเข้าใจไปเองว่า เรื่องสืบสวน
คือ เรื่องที่มีนักสืบมาตามหาคนร้ายฆ่าคนตายเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่
งานเขียนแนวสืบสวนในไทย ตอนนี้ยังเปิดกว้างให้หลายคนได้มาลงสนามกันอีกมากครับ
ในขณะที่แนวอื่นเราเห็นจนเฝื่อไปเกือบหมดแล้ว (ที่เป็นของคนไทยน่ะ) ทั้งแฟนตาซี แล้วก็แนวรัก
(แนวที่ยากที่สุดสำหรับผม555+) แต่บางคนผมก็ไม่เข้าใจ พอเห็นเป็นแนวสืบสวนของไทย
กลับไม่อ่านซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ดูจะชอบแนวนี้เป็นอันมาก แต่ก็ชอบแบบนิยายแปลเสียมากกว่า...
อติน : เหมือนต่อว่าอตินเลยแฮะ เพราะส่วนตัวชอบอ่านคินดะอิจิค่ะ (แหะๆ) แล้วทีนี้ มาถามต่อว่าสไตล์การเขียนล่ะคะ พี่กล้าเขียนยังไงให้สนุก
pilot pol : สไตล์ของผมหากใครได้อ่านคงจะเห็นอยู่แล้วครับ แต่ละเรื่องหรือแต่ละตอนที่ผมจะเขียน
ผมเพียงวางพล็อตและกำหนดโครงไว้คร่าวๆ เท่านั้น มันยากมากครับ ที่เราจะวางโครงเรื่องอย่างละเอียด
แล้วทำให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างสนุก น่าติดตาม สำหรับผมนั้นทำไม่ได้เลย
เทคนิคที่ใช้จึงเป็นการไหลตามน้ำเสียมากกว่า โดยยึดคติว่า ถ้าคนเขียนสนุกแล้วล่ะก็
คนอ่านก็คงสนุกไปด้วยเป็นแน่ มีบ้างที่ไหลออกทะเล แต่ก็ต้องกู่กลับมาเข้าโครงคร่าวๆ ให้ได้ครับ
อย่าง Max the Hacker file02 นี่ สารภาพตามตรงเลยว่า พล็อตที่กำหนดไว้เดิม
ไม่ได้คิดว่าผู้ตายคนแรกจะต้องตายเลยครับ พอถึงจุดๆ หนึ่ง เรื่องจะมีทางเลือกให้เรา
ซึ่งหากเรายึดติดตามที่วางไว้มากเกินไป มันจะเหมือนถูกบังคับ
และคนอ่านก็อาจจะรู้สึกถูกบังคับเช่นกันครับ
สิ่งที่ยากของการเขียนแบบนี้ แน่นอนที่สุดก็คือ เรื่องอาจจะไม่จบได้ครับ
เพราะมันไม่ได้เป็นไปแบบที่เราตั้งใจ หรือไม่อย่างนั้น เรื่องก็อาจจะออกทะเลไปไกล
จนไม่สอดคล้องกับปริศนาต่างๆ ที่ผูกโยงไว้ ซึ่งในเรื่องที่ผมเขียนหากจะจับผิดกัน
ก็จะเห็นได้ถึงเหตุผลที่ซับซ้อนแต่เบาบาง...แบบว่าไม่รู้จะซับซ้อนไปทำไม อะไรประมาณนั้น
แต่ที่ต้องซับซ้อน เพราะจริงๆ ผู้เขียนนึกซ่อนเงื่อนไว้เพียงขั้นเดียว แต่รู้สึกว่ามันจะง่ายเกินไปหน่อย
ก็เลยต้องซ่อนเข้าไปอีก เพื่อความน่าติดตาม แต่สุดท้ายจุดจบก็ยังคงเหมือนเดิม
ส่วนสิ่งที่ง่าย ก็คือการทำให้คนอ่านสนุกและติดตามต่อครับ มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ
เพราะปริศนาและพล็อตจะดึงผู้อ่านไว้อยู่แล้ว มีอยู่บางทีผู้เขียนอย่างผมยังไม่รู้เลยว่า
กลวิธีบางอย่างในเรื่องนั้น ทำได้อย่างไร คนร้ายฆ่าเหยื่อด้วยวิธีไหน!! ซึ่งผมสนุกที่จะคิดกับมัน
และตื่นเต้นที่ไขปริศนาที่ตัวละครสร้างไว้นั้นได้ เป็นผู้เขียนก็ดีที่ว่าเหมือนเป็นพระเจ้าในโลกนิยายตัวเองครับ
แต่มันก็มีกรอบของมันอยู่ จะแหกออกไปสุดกู่เลยก็คงไม่ได้
อติน : มีนักเขียนแนวสืบสวนในดวงใจไหมคะ ชอบใคร
pilot pol : นักเขียนในดวงใจคงไม่มีล่ะครับ ผมไม่ได้คลุกคลีและอ่านนิยายเยอะเท่าไร
ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือวิชาการและธรรมมะมากกว่า แต่ต้นแบบนี่ก็มีอยู่หลายคนนะครับ
ไม่ว่าจะเป็น อากาทา คริสตี้ หรือ อาคากาว่า จิโร่ ส่วนเรื่องที่ชอบมากที่สุดจนถึงเวลานี้
ก็คือเรื่อง CROOKED HOUSE ของอากาทา ครับ
อติน : แล้วอนาคต อยากลองเขียนแนวอื่นไหมเอ่ย
pilot pol : ผมลองเขียนแนวอื่นดูบ้างแล้วล่ะครับ แต่ท่าจะไม่รุ่งซะเท่าไร
เพราะการถ่ายทอดอารมณ์ทางภาษาของผมนั้นยังถือว่าเด็กน้อยมาก
ผมจึงต้องใช้พล็อตนำเพื่อความน่าติดตามของนิยายแทน แต่หากจะเขียนก็คงเป็นแนววิทยาศาสตร์
หรือไม่ก็แฟนตาซีครับ ซึ่งผมว่าเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายนะ ที่จะชื่นชอบเรื่องทำนองนี้
ส่วนเรื่องที่มีความรักเป็นธีมนี่ คิดว่าคงจะยากเกินไปสำหรับตัวเองครับ ^___^
อติน : เท่าที่คุยกันมา พี่กล้าเป็นคนสุขุมทีเดียวนะคะ ดูมีเหตุมีผล อยากถามว่าพี่กล้าเป็นคนยังไงกันแน่ บอกได้ไหมเนี่ย
pilot pol : ตัวผมเองเป็นคนเงียบๆ ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่น จะขี้อาย แต่ชอบทำเป็นเคร่งขรึมไว้ก่อน
จนอาจดูเหมือนหยิ่ง ทำให้เวลาเจอคนไม่รู้จัก อาจจะไม่พูดคุยกันเลย (แม้จะเป็นงานมีตติ้งก็ตาม)
อีกอย่างคือ ผมไม่ค่อยจะคุยเรื่องส่วนตัวกับใครง่ายๆ นอกจากเรื่องงาน (แต่ก็เป็นมิตรกับทุกคนนะครับ)
แล้วก็ไม่ชอบเล่มเอ็มเอสเอ็นมากๆ เลย เพราะว่าเวลาคุยแล้วล่ะก็ ผมจะตั้งใจคุยอยู่กับคนๆ เดียว
มากกว่าจะสลับหน้าจอคุยหรือทำกิจกรรมอื่นไปด้วย และก็จะรู้สึกหงุดหงิด
เวลาพิมพ์ถามไปแล้ว เขาไม่ตอบกลับมาทันที รู้สึกเหมือนผิวเผินไม่จริงจังยังไงบอกไม่ถูก
อยากจะบอกให้คนอื่นรู้ว่าผมเป็นคนที่จริงจัง แต่ไม่คิดมากครับ พบกันคุยกันได้
มองโลกตามความเป็นจริง และคิดว่าตัวเองมีอารมณ์เป็นผู้ใหญ่มากพอ (ก็เป็นพ่อคนแล้วนี่หน่า)
อย่างเรื่องงานเขียนในอินเตอร์เน็ต ถ้าคนไหนที่อ่านงานผมแล้วอยากคอมเม้นท์ติติง
ก็เชิญได้เลยครับ ผมถือเป็นบุญคุณด้วยซ้ำ เพราะบางคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะไม่กล้า
เห็นว่าเป็นคนแก่เลยไม่อยากทำอะไรประมาณนั้น แต่ที่จริงคำวิจารณ์นั้นนอกจากจะสร้างกำลังใจ
ก็ยังเป็นแนวทางได้อีกด้วยนะครับ
อติน : แล้วมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตไหมคะ
pilot pol : พยายาม เอาใจเขามาใส่ใจเรา ครับ
อติน : อยากบอกอะไรกับเด็กๆ ที่รักในงานเขียน และอยากจะเป็นนักเขียนให้ได้
pilot pol : ขอยกธรรมะมาว่าก็แล้วกัน คนที่อยากจะเป็น นักเขียน ให้จงได้ ก่อนอื่นต้อง รักงาน ก่อน
ข้อนี้สำคัญสุด ลองถามตัวเองว่าชอบจริงๆ หรือเปล่า เวลาว่างถ้าคุณเป็นคนที่ชอบนั่งนึกโน้นนึกนี่
หรือเพ้อฝันแบบที่เขาเรียกว่าฝันกลางวัน หรือว่าเป็นคนหยุดคิดไม่ได้
แล้วก็ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครมล่ะก็ คุณก็น่าจะผ่านสเต็ปแรกของการเป็นนักเขียนได้ครับ
เหตุเพราะคุณจะ 1. มีพล็อตเรื่องที่พร้อมจะเขียน และ 2. มีเวลาเขียนได้อย่างสนุกสนาน
แต่มันก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จนะครับ ผมแค่เอาตัวเองเปรียบเทียบเท่านั้น
จากเรื่องชอบก็มาเรื่องของ ขยันทำ คือ หมั่นเขียนบ่อยๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น เรื่องยาว
แฟนฟิคชั่น เรียงความ บทความ หรือไดอารี่ ...แต่งจบไม่จบช่างมัน ขอให้ข้าได้เขียนไว้ก่อน
ตรงนี้จะทำให้เกิดประสบการณ์ และสิ่งสำคัญของนักเขียน คือ สไตล์การเขียน ครับ
ผมเองแต่งไม่จบก็มีหลายเรื่องไป ^^
แล้วก็มา จำมั่น คือ ใส่ใจในสิ่งที่เราทำครับ เช่น อ่านเรื่องของคนอื่นบ้าง
สำรวจตลาด ความเป็นไปต่างๆ บ้าง เรียนรู้เทคนิคงานเขียนบ้าง ซึ่งถ้าไม่ชอบ ก็คงมาไม่ถึงขั้นนี้ครับ
สุดท้ายก็คือ หมั่นพินิจ ทบทวน วิเคราะห์สิ่งที่เราเขียนไปครับ เพื่อหาข้อดีข้อเสีย
ถ้าเป็นนิยายก็เช่นว่า ช่องโหว่อยู่ตรงไหน ควรปรับปรุงในจุดใด
ซึ่งคำวิจารณ์เป็นส่วนสำคัญมากสำหรับนักเขียน ยิ่งยุคนี้ด้วยแล้ว โชคดีมากๆ ครับ
เพราะบางคราวก็จะมีคนมาคอมเม้นท์ให้ ที่สำคัญอย่าคิดว่างานของตนดีเลิศเป็นหนึ่งในจักรวาล
ไม่มีงานเขียนชิ้นไหนที่ไม่มีข้อบกพร่อง ครับ
อติน : แล้วพี่กล้าอยากบอกอะไรกับคนอ่านเรื่องของเรา
pilot pol : ก็ขอให้มีความสุขและสนุกกับการอ่านครับ จริงๆ แล้วผมอยากให้คนที่ได้เปิดหนังสืออ่าน
ได้อ่านช่วง คุยกับผู้เขียน ด้วย จะได้เข้าใจเรื่องราวและอารมณ์ของหนังสือได้มากขึ้น
หวังว่าหากใครได้อ่านงานของผมแล้ว น่าจะนึกหมั่นไส้อยากเขียนเรื่องราวแนวสืบสวนขึ้นมาบ้าง
ซึ่งผมเองยินดีไม่น้อยครับ นั่นถือเป็นภารกิจเป้าหมายผมเลยทีเดียว
ที่ต้องการหาแนวร่วมในการเขียนนิยายสืบสวนของคนไทย ทั้งที่เป็นเรื่องสั้น เรื่องยาว หรือว่าแบบเป็นซีรี่ส์
(ซึ่งแบบหลังนี่หาได้ยากในแผงหนังสือ) เพื่อเพิ่มพื้นที่นิยายสืบสวนไทยบนแผงหนังสือให้มีมากขึ้น
กว่านี้อีกสักหน่อย (ต้องย้ำอีกครั้งตรงนี้ว่า ไม่ได้แอนตี้เรื่องแปล เพราะผมเองก็อ่านเช่นกัน)
อติน : โอเคค่า ขอลิงค์มายไอดีด้วยค่า อยากให้น้องๆ เข้าไปเยี่ยม
pilot pol : ^^ คือผมไม่ค่อยมีอะไรไว้ในมายไอดีเลยน่ะครับ http://my.dek-d.com/pilot_pol/
ส่วนลิงค์นิยายเรื่องนายแม็กซ์ตอนใหม่ล่าสุด (File03 : คดีฆาตกรรมแฮกเกอร์ในตำนาน) ก็นี่ครับ http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=353255
อติน : ก่อนจากไป ฝากอะไรกันหน่อยนะค้า
pilot pol : คงจะเป็นผลงานเรื่องสั้นแนวสืบสวนฆาตกรรมอีกสองเรื่องในนามปากกาว่า Major In D ครับ
ซึ่งจะออกเป็นมินิพ็อกเก็ตบุ๊ค วางแผงคงราวปลายเดือนมกราคม 51 พิมพ์กับสนพ. สยามอินเตอร์ฯ
ชื่อเรื่อง สายใย...อำมหิต และ พิศวาศ...อำมหิต ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณ กอง บ.ก. ที่แสนใจดีและน่ารักของฟิสิกส์เซ็นเตอร์ อีกทั้งทางทีมงานเว็บเด็กดีด้วยครับ
ที่ให้โอกาสผมจนทำให้เกิดคำสัมภาษณ์นี้ขึ้นมา ขอบคุณมากๆ ครับ ^___^
31 ความคิดเห็น
หนี่
อ่า ฮะ เยี่ยมครับคุณกล้า เก่งสุดๆ งืมๆๆ...
แต่... ง่า เล่มสองออก... ได้เวลาเสียตังอีกแย้วว TT^TT
ไว้อ่านเล่มหนึ่งจบเมื่อไหร่ตะไปซื้ออ่านทันทีเลย ฮ่าๆๆๆ
รอเล่มสามค่ะ (เล่มสองยังไม่ได้อ่าน จะมาขอเล่มสามแล้วเรอะ -*-)
เพราะเราชอบอ่านโคนัน โฮล์ม ปัวโรต์ คินดะอิจิ ฯ อยู่แล้ว
ซื้อมาอีกเรื่องท่าทางจะหนุก หุหุ
ยินดีกับพี่กล้าด้วยนะคะ ^-^ (ไม่ได้เจอกันเลยเลยไม่รู้จะแสดงความยินดีด้วยยังไง) ฝากความคิดถึงให้น้องตัวเล็กด้วยค่ะ อิอิ
เหอะๆ ไว้มีงบจะไปซื้อมาอ่านนะครับ หุหุหุ พี่กล้า(ขอถือวิสาสะเรียก) ก็พยายามเข้านะคร้าบ อิอิอิ