กว่าจะเป็นหมอฟันที่อเมริกา: เส้นทางเรียนทันตะฯ ของ 'KAYLEE' จบมาเป็นเจ้าของคลินิกที่วอชิงตัน

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครเคยเข้าไปเสิร์ชช่องยูทูบเรียนภาษาอังกฤษเจ๋งๆ ที่สอนโดยคนไทย น่าจะเคยเห็นช่องของครูเคลี่ (KAYLEE) ที่มีคนติดตามถึงหลักแสน บอกเลยว่าชีวิตเธอดูเหนือความคาดหมายมาก จากเด็กโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล พลิกไปเริ่มต้นชีวิตเด็กไฮสคูลที่ Hawaii โดยที่ภาษาแทบจะเป็นศูนย์ จากนั้นเรียนต่อ ป.ตรีนิติวิทยาศาสตร์ ตามด้วยการเป็นผู้ช่วยหมอฟัน และเรียนจบทันตแพทย์ที่ Las Vegas ด้วยคะแนน Top10 ของรุ่น และมีดีกรีเป็นถึงรองประธานนักเรียน พอเป็นหมอฟันคลินิกหนึ่งได้สักระยะ ก็จับพลัดจับผลูเป็นเจ้่าของคลินิกแห่งหนึ่งในรัฐ Washington

กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย มาดูกันว่าเส้นทางกว่าจะเป็นหมอฟันที่อเมริกาต้องผ่านกี่ด่าน?  แล้วชีวิตเรียนและทำงานสายนี้ต้องเจอความท้าทายอะไรบ้าง?

เล่าชีวิตเด็กไฮสคูลที่อเมริกา
เรียนจบด้วยเกรด 4.00
 

“จริงๆ ครูชอบภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถมแล้ว แต่ขี้อายนิดนึงจนสื่อสารไม่ได้สักที ขนาดตอนไปแลกเปลี่ยนโครงการ Universal Cultural Exchange (UCE) ที่นิวซีแลนด์ โฮสต์จัด Birthday Party ยังใช้เขียนโน้ตขอบคุณแทนเลย แต่พี่มาเจอสถานการณ์บังคับตอน ม.3 ที่ต้องย้ายมาอยู่รัฐฮาวายของอเมริกา พ่อแม่ส่งไปเข้าคอร์สภาษาก่อน  1 เดือน พอหลังเลิกเรียนก็เดินเข้าร้านหนังสือไปหามุมนั่งอ่านฟรี ตอนนั้นเริ่มจากหนังสือของระดับอนุบาล (Kindergarten) เลยค่ะ"

New Zealand UCE Program
New Zealand UCE Program
2001 came to America
2001 came to America

"พอเปิดเทอมมาก็ยังอายๆ เพื่อนในคลาสมาจากญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิิปปินส์ ฯลฯ พี่บอกตัวเองว่า เฮ้ย ต้องทำได้สิ! ถ้าไม่กล้าพูดก็เข้ากับใครไม่ได้เลยนะ สุดท้ายก็มีเพื่อนสนิทไปแฮงก์เอาต์ด้วย แรกๆ ก็ติดสำเนียงไทย บางทีเพื่อนก็ฟังไม่ออก แต่ผ่านไปสักพักก็โอเคขึ้น สื่อสารได้ พยายามแปลนั่นแปลนี่ แล้วมีเพื่อนสนิทช่วยปรับสำเนียงให้ด้วย"

ESL Students in High School
ESL Students in High School

“โรงเรียนที่พี่เรียนชื่อ Saint Francis School เป็น Private School ค่ะ (ล่าสุดเจอพิษเศรษฐกิจ ปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว) ระบบเรียนถือว่าแปลกใหม่สำหรับพี่มาก สมมติเป็นที่ไทย นักเรียน ม.1 จะเรียนพร้อมกันหมด แต่ที่นี่จะให้สอบเทียบแล้วจัดระดับที่เหมาะสมให้ อย่างเช่นพี่อยู่ grade 9  แต่ได้ไปเรียนเลขของ grade 11 เพราะที่ไทยสอนเข้มมาก เรื่องที่เราเรียนกันตั้งแต่ ม.1-2 เค้าเพิ่งจะเรียนตอน ม.5-6 ตอนไปช่วยติวเพื่อนอเมริกัน เค้าบอกเลยว่าวิธีลัดที่เราใช้คิดเลขมัน amazing สำหรับเค้ามาก"

“นอกนั้นก็มีวิชาพวกคอมพ์ฯ ภาษาญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ สอนแบบพูดเร็วๆ นั่นแหละ พี่ใช้วิธีกดอัดเสียงแล้วมาฟังซ้ำๆ นอกคลาสก็ทำกิจกรรม แข่งคณิตศาสตร์ เล่นกีฬา ทำให้ได้ภาษากับคอนเน็กชัน สุดท้ายจบมาด้วยเกรด 4.00 ได้รางวัลนักเรียนดีเด่นด้วย"

“ข้อแตกต่างที่เห็นชัดเจนคือ ระบบการศึกษาของไทยสอนให้เงียบ เคร่งเรื่องกฎ  อยู่ที่นั่นพี่เลยเกลายเป็นคนเนิร์ดๆ อ่อนน้อม ไม่เถียง ในขณะที่อเมริกาจะมีเสรีภาพทางการพูดสูงมาก อีกอย่างคือถ้าอยู่ไทยเราจะต้องรีบรู้ตัวว่าต้องต่อสายไหน แต่ที่นี่อาจารย์แนะนำให้จบ ป.ตรีก่อนค่อยไปต่อแพทย์ ดังนั้นคนที่จบแพทย์มักจะอายุ 25+ เกือบ 30 ปีไปแล้วค่ะ"

Best friends in High School
Best friends in High School
10th grade (2002)
10th grade (2002)
10th grade / Winter Formal
10th grade / Winter Formal
2205 High School Graduation
2205 High School Graduation

เรียนนิติวิทยาศาสตร์
จนเจอแรงดึงดูดให้สนใจเรื่องฟัน!

 

“ช่วง ป.ตรีนี่แหละทำให้พี่ค้นพบตัวเองว่าอยากเป็นหมอฟัน พี่มาเรียนนิติวิทยาศาสตร์เพราะชอบดูทีวีโชว์พวก CSI อยากสืบสวนบ้าง แล้วมีวันนึงเค้าพูดถึงความสำคัญของประวัติทันตกรรมว่ามันบ่งบอกเจ้าของได้ ไม่ว่าใครจะถูกเผา ไฟไหม้ สิ่งสุดท้ายที่จะหลงเหลือก็คือฟัน" 

A Bachelor of Science (
A Bachelor of Science (B.S.) degree 

“ตอนนั้นเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรไม่รู้ แปลกมากกกก เราตัดสินใจไป job shadow หมอฟัน (เหมือนไปฝึกอบรมนั่นแหละ) แล้วเค้าให้ลองถอนฟันจริง แบบจับมือถอนเลย พอเราทำสำเร็จปุ๊บ เฮ้ย!! ชอบอันนี้มากเลยอะ!! พอกลับมารีบโทรบอกแฟนว่า ‘ยูๆๆๆ ไอเจอสิ่งที่รักแล้ว’"

จากนั้นไปเก็บประสบการณ์
เพื่อสอบเรียนทันตะฯ (DAT)

 

“พี่ไปลงเรียนผู้ช่วยหมอฟัน 3 เดือน และทำงานเป็นผู้ช่วยหมอฟันจัดฟันอีก 2 ปี เพื่อเก็บประสบการณ์ไปยื่นสมัครโรงเรียนทันตกรรม โดยต้องสอบ  Dental Admission Test (DAT) มีทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ พี่อ่านหนังสือวันละ 8 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 เดือนเต็มๆ  ไปสอบครั้งเดียวผ่าน *คะแนนใช้ได้  3 ปีนะคะ

Scope ของข้อสอบมีดังนี้ (อ้างอิงเว็บ ada.org)

  • Biology
  • General Chemistry
  • Organic Chemistry
  • Perceptual Ability Test (PAT)
  • Reading Comprehension Test
  • Quantitative Reasoning

*เหตุผลที่ต้องสอบ Perceptual Ability Test เพราะหมอฟันเป็นงานที่ต้องใช้ทั้ง Art และ Science ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น มีคนไข้ฟันผุ เราต้องสร้างฟันขึ้นมาใหม่โดยต้องทำรูปแบบให้เหมือนเดิม เราต้องอาศัยประสบการณ์บวกกับฝึกทำข้อสอบเยอะๆ  เพราะเค้ามีเวลาให้น้อยมาก ดูแล้วต้องตอบได้เลย"

Dental Assistant
Dental Assistant

เรียนทันตะฯ ที่ Las Vegas
เรื่องความยากให้ 11/10!!

 

มันยากกว่าตอนเรียนนิติวิทยาศาสตร์เป็นพันๆ เท่า ช่วงปีแรกกับปีที่ 2 เจอไป 13 คลาส รวม 33 หน่วยกิตต่อเทอม เนื้อหาเจาะลึกเรื่องทันตะฯ และเรื่องวิทย์สุขภาพเหมือนกับแพทย์เลย เพราะสุขภาพช่องปากและส่วนอื่นๆ เชื่อมโยงกันหมด อย่างวิชาที่คนตกกันเยอะๆ คือ  Anatomy & Physiology ซึ่งก็คือกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาค่ะ"

"ตั้งแต่เรียนมา โหดสุดสำหรับพี่คือเรื่องเส้นประสาท เพราะมันต้องเข้าใจลึกซึ้งถึงขั้นว่าเส้นนี้จะทำให้มือขยับได้มั้ย ขยับในรูปแบบไหน เส้นประสาทใหญ่จะแตกไปเป็นเส้นอะไรอีกบ้าง จุดอยู่ตรงไหน และต้องวาดรูปได้ด้วย”

“ถ้าโดยทั่วไปสองปีแรกเราจะยังได้ฝึกกับหุ่นจำลองก่อน แล้วปี 3-4 ค่อยไปเข้าคลินิกฝึกกับคนจริงๆ แต่พี่ขอเป็นอาสาสมัครเพื่อพาตัวเองไปเข้าคลินิกตั้งแต่ปีแรกเลยค่ะ พอไปถึงเค้าจะให้เราเข้าไปสังเกตการณ์และเป็นผู้ช่วยรุ่นพี่/หมอเฉยๆ แล้วค่อยๆ ขยับเลเวลขึ้นมาทำอะไรที่ซับซ้อนขึ้นในปีต่อไป จนปีสุดท้ายที่เป็นรองประธานนักเรียน เป็นหัวหน้าจัดตั้งโครงการคลินิกบริการทำฟันฟรีทุกเดือนให้ทหารผ่านศึก และตั้ง Asian American Association ได้ประสบการณ์ทั้งเรื่องทำฟัน การบริหารจัดการ และการทำเว็บไซต์ด้วยค่ะ"

University of Nevada, Las Vegas (UNLV)
University of Nevada, Las Vegas (UNLV)

สอบวันเดียวเป็นพันข้อ

 

“หลังเรียนจบทั้งหมดแล้ว จะเจอการทดสอบ 1 วันทางคอมพิวเตอร์ แต่ยิงยาวตั้งแต่ 7.00-16.00 น. ตาลายหมดเลยยย  ข้อสอบจะถามทุกอย่างที่เรียนมา เช่น ฟันซี่นี้จะออกมาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ฉีดยาตรงนี้จะไปชาตรงไหน ฯลฯ แล้วต้องมาเจอภาคปฏิบัติต่อในเทอมสุดท้ายของปี 4 โดยมีทดสอบการทำความสะอาดฟันแบบ Deep Cean หรือ Scaling & Root Planing กับอุดฟันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 2 ซี่ ต้องทำงานกับคนไข้จริงๆ เพื่อเทสต์ว่าเราขูดหินปูนออกจากฟันของคนไข้ได้หมดมั้ย แล้วอุดฟันได้ดีรึเปล่า"

Note: ในอเมริกาเค้าจะมีให้เราเลือกสอบได้ 2 แบบคือ ADEX และ WREB เราต้องรู้ว่าหลังจากจบแล้วจะไปทำงานที่รัฐไหน เพราะแต่ละรัฐต้องการผลสอบไม่เหมือนกัน อย่าง Washington เราเลือกยื่นได้หมดทั้ง ADEX และ WREB
 

  • ส่วนมากตะวันนิยมใช้ WREB ส่วนทางตะวันออกนิยมใช้ ADEX)
  • ความแตกต่างคือ WREB จะทดสอบอุดรากฟันด้วย และจะสอบหลังจาก ADEX
  • เราสามารถสอบได้ทั้ง 2 แบบ แต่ต้องเสียค่าสอบประมาณ $2,500 ต่อข้อสอบ (ราวๆ 78,300 บาท/เรท 31.32)

“พี่เลือก ADEX เพราะเป็นอันแรกที่เราสอบได้ และเราเคยผ่านการเป็นผู้ช่วยหมอฟันมาแล้วเลยรู้สึกไม่ยากเกินไป พอผ่านทั้งการสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติ และเรียนจบ เราสามารถขอ License ได้จากรัฐเราที่เราต้องการ *หากเป็นรัฐ Washington จะอยู่ราวๆ $400 ต่อปี (ราวๆ 12,528 บาทไทย/เรท 31.32)”

“หลังเรียนจบแล้วก็จะมีกฎว่าแต่ละปีต้องเรียนเพิ่ม 21 ชั่วโมงแล้วไปเอาใบ Continuing Education Certificate ด้วย โดยใน 14 ชั่วโมงจะต้องเกี่ยวกับการทำฟัน อุดฟัน ฟันเทียม ส่วนที่เหลือจะเป็น Business หรือด้านไหนก็ได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตลอด ถ้าไม่เรียนต่อ 21 ชั่วโมงต่อปี เขาจะไม่ให้เราต่ออายุ License”

เทคนิคการเรียนฉบับครูเคลี่
Study smarter, not harder

 

  • เลิกเรียนเสร็จ จดโน้ต ทบทวนทุกวัน ไม่นั่งอ่านแค่ช่วงก่อนสอบ
  • เวลาอ่านหนังสือจะโน้ตประเด็นสำคัญไปด้วย ถ้าครูมีสไลด์ แล้วบอกว่าตรงไหนสำคัญก็มาร์คไว้
  • นอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 เพราะถ้าพี่นอนดึก นอนไม่อิ่ม พี่จะหงุดหงิดแล้วสมองไม่รับอะไรเลย สู้เอาเวลาไปนอนแล้วตื่นเช้ามาอ่านดีกว่า Study smarter, not harder
  • ถ้าสมองปลอดโปร่ง แบ่งเวลาเป็นอ่าน 20 นาที พัก 5 นาที สลับกัน  ไม่ใช่อ่าน 3 ชม.ติดต่อกัน เพราะหลัง 20 นาทีสมองจะไม่ไปแล้วค่ะ พี่เปิดแอปฯ ในมือถือตั้งเวลาไว้ พอแจ้งเตือนดังก็เข้าครัวไปหาอะไรกิน เป็นแบบนี้ไป 2-3 ชม. ทำแบบนี้ตลอดแล้วเกรดดี
  • การนอนสำคัญสำหรับพี่มาก พี่จะไม่เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และไม่มีทีวีให้ห้องด้วย ถ้าไม่หลับจริงๆ ก็พยายามหรือไม่ก็ลุกมาออกกำลังกาย
  • โหลดแอปชื่อ Headway: Books' Key Ideas เป็นแอปฯ ที่สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือแนวธุรกิจหรือสุขภาพให้เหลือ 4 หน้า พี่เลยเหมือนได้อ่านหนังสือเป็นร้อยๆ เล่มต่อปี (เป็นแอปฯ เสียเงินประมาณ 60 เหรียญ)
University of Nevada, Las Vegas
University of Nevada, Las Vegas
(2017)

ทำงานเดือนเดียว
ได้คลินิกมาดูแลต่อ!

 

“ตอบจบใหม่ครูทำงานที่คลินิกได้แค่ประมาณเดือนนึง แล้วเจ้าของก็มาบอกว่าจะเกษียณแล้ว เราจะซื้อคลินิกต่อมั้ย? เราได้ยินแล้วก็ เฮ้ยยย มันจะก้าวกระโดดเกินไปมั้ย? เงินเก็บยังไม่มีเลย 5555 แต่คิดไปคิดมา เราฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจมานานแล้ว เพราะเราไม่อยากไปขายของตามคำสั่งใคร เราอยากทำเพื่อคนไข้ไม่ใช่เพื่อเงิน  ดังนั้นถ้าธนาคารให้กู้ก็จะซื้อแน่นอน พี่เลยลองทำ Business plan ให้เค้าดู สุดท้ายก็ผ่าน"

Current Dental Team
Current Dental Team

เหนื่อยตอนเริ่ม สุดท้ายก็ลงตัว

“ปีแรกพี่ทำงานเยอะมาก วันละ 12 ชั่วโมง ต้อง set up ระบบทั้งหมด ใช้เวลาสักระยะจนได้คนที่ทำงานด้วยกันลงตัว ทุกวันนี้มี 7 คนรวมแฟนด้วย มีเจ้าหน้าที่ข้างหน้า 2 คน ผู้ช่วยหมอ 1 คน คนทำฟันปลอม 1 คน คนทำความสะอาดฟัน 1 คน ส่วนครูจะทำทุกอย่าง ทั้งปลูกรากฟันเทียม ทำศัลยกรรมช่องปาก ถอนฟัน ทำหมดยกเว้นอุดรากฟัน พวกเราทำงานกันทันนะ เป็นออฟฟิศเล็กๆ ที่รับคนไข้ไม่เยอะ แต่รายได้ดี ไม่มีค่าใช้จ่ายบานปลาย โดยจะเปิดคลินิกจันทร์-พฤหัส 09.00-17.00 น. พักเที่ยง 1-2 ชั่วโมง"

เป็นหมอก็เกร็งเหมือนกันนะ

"ทุกคนจะเกลียดยาชาในฟันที่สุด~ เราเกร็งตามเลย คนตัวใหญ่ๆ สักลายเต็มตัว แต่ร้องลั่นคลินิก แต่ครูมีเทคนิคฉีดไม่ให้รู้สึก แล้วครูมือเล็กด้วย บางทีคนไข้จะไม่รู้ตัวว่าทำเสร็จแล้วด้วยซ้ำ พยายามพูดให้ผ่อนคลายที่สุด ถ้าเคสยากสุดคือเคสที่คนอ้าปากกว้างไม่ได้แต่ต้องอุดฟันซี่สุดท้ายในช่องปาก พยายามสุดๆ เลยค่ะ ต้องยืนเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา บางคนมีปัญหาเรื่องข้อต่อ บางคนลิ้นแข็งมาก เราเจองานท้าทายหลายรูปแบบเลย”

ส่วนใหญ่ได้รักษาใครบ้าง?

“แถวพี่มีคลินิกเป็น 10 ที่ แค่ถนนนี้ก็มี 4 คลินิกไปแล้ว แต่คนไข้ทุกวันตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่จะเป็นวัย 40-50 ขึ้นที่มาทำฟันปลอม พวกเค้าน่ารักมากๆ เลยค่ะ เวลาคนมีอายุนัดแล้วเค้าจะไม่เทเลยถ้าไม่จำเป็น แล้วเค้าดูเหมือนอยากมาด้วย เพราะพอเกษียณแล้วเหงาๆ พอมาที่นี่จะได้ฟีลเหมือนเป็นบ้าน  บางคนก็เอาต้นไม้ดอกไม้หรือขนมมาฝากด้วย"

“คนที่นี่จะชอบทำความสะอาดฟันด้วยนะ เพราะปกติคนเราต้องทำทุก 3-6 เดือนอยู่แล้ว ยิ่งที่ทำงานบางที่จะมีประกันส่วนนี้ให้ทั้งตรวจ เอกซเรย์ และทำความสะอาด โดยไม่ต้องเสียเงินเลย คนก็เลยชอบมาคลินิกกัน”

แบ็กกราวน์คนไข้ที่พีคที่สุด

"มีคนไข้อายุ 80 กว่า เค้าเป็นอดีตนักบินของ NASA ที่เคยขึ้นอวกาศ 2 ครั้ง!! มีอยู่วันนึงเค้าเอา patch (ตัวรีดติดเสื้อผ้า) ที่เคยพกติดตัวขึ้นไปในยานอวกาศเมื่อปี 1970 มาให้เราด้วย TT พี่ชอบเรื่องดวงดาวอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานนี้ ได้เจอคนใหม่ๆ ตลอด”

เรตรายได้ของหมอฟันในอมริกา

“ถ้าทำงานให้คนอื่นจะได้อย่างต่ำๆ  1 แสนเหรียญต่อปี (วันละ 600-700 เหรียญ หรือ 80 เหรียญต่อชั่วโมง) แต่ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจอาจได้ 5-6 แสนหรือถึงขั้น 1 ล้านเหรียญต่อปี  หรือประมาณ 31 ล้านบาทไทยเลยค่ะ"

ว่าด้วยค่าครองชีพ / ภาษี
และค่ารักษาพยาบาลที่อเมริกา

 

ของแพง และค่ารักษาพยาบาลก็แพงด้วย ถ้าปวดหัวใจ ปวดหน้าอก แล้วไม่มีประกันสุขภาพจะเจอราคาห้องฉุกเฉินคืนละ 1 หมื่นเหรียญ ผ่าตัดหัวใจ 1 ล้านเหรียญ ทำคีโม 6-7 แสนเหรียญ ขนาดยาโรคเบาหวานยังครั้งละ 400 เหรียญ ถ้าคลอดขั้นต่ำ 3 หมื่นเหรียญ ฯลฯ ทำให้คนมีหนี้โรงพยาบาลเยอะมากค่ะ ขนาดฝรั่งยังพูดเลยว่าค่ารักษาที่ไทยถูก แต่ที่นี่มีสวัสดิการสังคมคือถ้าอายุ 65 ปี+ หาหมอฟรีได้"

“เรทเสียภาษีขั้นต่ำจะอยู่ที่ 15-30% ตามรายได้ พี่เจอไป 25% ค่ะ แต่รู้สึกมันกลับคืนมาหาเราจริงๆ เค้าเอาภาษีไปปรับปรุงระบบจัดการให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถนนหนทาง อินเทอร์เน็ต น้ำ ไฟ ดีหมดไม่เคยขาด ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากลำบากเลย เด็กวัยรุ่นอายุ 15+ ทุกคนมีรถหมด เพราะมีเงินแค่ 3,000 เหรียญก็ซื้อได้แล้ว บางบ้านมีไป 4-5 คันเลยค่ะ แต่ในขณะเดียวกันโซนนี้ก็มีพวกคนไร้บ้าน (Homeless) เยอะเหมือนกัน”

รีวิวสั้นๆ: เทียบ 3 เมืองที่เคยอยู่?

 

"Hawaii อากาศดีตลอดปี มีทะเล ชายหาดสวยๆ 

Las Vegas ร้อน ทะเลทราย

Washington ฝนตกตลอด"

"ถ้าเลือกได้พี่อยากอยู่ Washington เพราะมันคือเมือง Evergreen เขียวตลอดปี ต้นสนเยอะ ไม่ร้อน ไม่มีมลพิษ เพราะรถไม่มีควันค่ะ (ถ้ารถมีอายุมากกว่า 10 ปีจะต้องไปทดสอบ)”

A day in life’s ครูเคลี่

 

“ตอนนี้เรียกว่าชีวิตลงตัวมาก ตื่นตี 5 ทุกวัน สอนภาษาอังกฤษ 6 โมงเช้า เสร็จแล้วอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คนไข้คนสุดท้ายจะอยู่ช่วง 4-5 โมงเย็น เก็บของทำโน้ตให้เรียบร้อยถึงเกือบ 6 โมง ใช้เวลาเดินทางกลับบ้าน 7 นาทีเพราะไม่มีรถติดเลย หลังจากนั้นก็เวลาพักผ่อน อ่านหนังสือ รดน้ำปลูกผัก แล้วเข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่มเพื่อให้สมองแอคทีฟ เพราะทุกวันนี้ทั้งเป็นหมอฟัน, ทำ marketing, website, network security แล้วเปิดช่องยูทูบช่อง KAYLEE และเฟซบุ๊กแฟนเพจ Wonder Academy : เรียนภาษาอังกฤษกับครูเคลี่ ที่มีคนติดตามมากกว่า 1.2 ล้านคน ทั้งสอน ถ่ายและตัดต่อเองทั้งหมด"

"เป้าหมายที่อยากสอนภาษาอังกฤษ เพราะเป็นช่องทางที่พี่ได้สื่อสารกับผู้ติดตามช่องและนักเรียนที่มาลงคอร์สด้วย ทำให้พี่ได้เรียนและไม่ห่างหายจากภาษาไทยค่ะ ถ้าใครกำลังฝึกภาษา อย่าลืมไปติดตามกันนะคะ ^^"

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น