
สวัสดีค่ะชาว Dek-D อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก ‘โรคระบาด’ ซึ่งส่งผลกับทุกด้านของชีวิตไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ วิถีชีวิต การเรียน การทำงาน อีกทั้งยังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำเข้าไปอีก ในภาษาอังกฤษถึงกับบัญญัติคำศัพท์ใหม่ที่กล่าวถึงช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดโรคระบาด ซึ่งก็คือ ‘Pre-pandemic’ กับ ‘Post-pandemic’ กันเลยทีเดียวค่ะ
เห็นความร้ายกาจของภัยที่มองไม่เห็นแบบนี้แล้วหลายคนก็อาจจะสงสัยกันว่าในอดีตมนุษชาติเคยเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้หรือเปล่า? คำตอบคือ ‘เคยเจอ’ แน่นอน! โรคระบาดไม่เคยหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะยุคที่การแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายจนเราแทบจินตนาการไม่ออกเลยล่ะค่ะ พี่มายมิ้นท์ก็เลยจะพาทุกคนไปย้อนรอย 5 อุบัติการณ์มรณะที่ทำให้มวลมนุษยชาติเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ จะเป็นยังไงไปติดตามกันเลยค่ะ
1. Antonine Plague โรคระบาดผู้มาก่อนกาล
หลักฐานที่บอกว่ามนุษย์แพ้ให้สิ่งที่มองไม่เห็น!
Photo credit: Josse/Leemage/Corbis (Getty Images)
พี่มายมิ้นท์มีโอกาสได้อ่านบทความของ Washington Post ที่เล่าประวัติศาสตร์การเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตประชากรโลกไปมหาศาล เริ่มจากสมัยจักรพรรดิมาร์กุส เอาเรลิอุส (Marcus Aurelius) แห่งจักรวรรดิโรมัน (160-185 ปีก่อนคริสตกาล) นักประวัติศาสตร์ค้นพบหลักฐานอ้างอิงที่ทำให้รู้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว ผู้คนในกรุงโรมพากันล้มตายอย่างปริศนาหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์ที่ชื่อว่า กาเลน (Galen) ได้บันทึกว่าผู้ที่ป่วยโรคนี้จะมีผิวหน้าเป็นลายน่าสยดสยอง มีไข้สูง ท้องเสียรุนแรงและเจ็บคอ แม้จะไม่ได้นับเป็นอุบัติการณ์ของโรคที่แน่ชัดทางการแพทย์ แต่ต่อมาทางการแพทย์ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นของทั้งโรคหัด (Measles) และโรคฝีดาษ (Smallpox) ซึ่งก็เท่ากับว่าสมัยนั้นผู้คนล้มตายเพราะเจอโรคระบาดอุบัติพร้อมกันถึง 2 ชนิด!
ผู้คนค่อยๆ ล้มตายลงทุกวันๆ วันละประมาณ 2,000 คน จนท้ายที่สุดมีเหยื่อที่เสียชีวิตจากโรคนี้รวมมากกว่า 5 ล้านคน ลองนึกภาพถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปีก่อนที่มนุษย์ชาติเพิ่งเริ่มสร้างสรรค์อารยธรรม จำนวนนี้ถือเป็นประชากรเยอะมากๆ เลยค่ะ สำหรับต้นตอการแพร่ระบาดนั้น ไม่ได้มีบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีหลักฐานบางอย่างบ่งชี้ว่าน่าจะมาจากเชลยและพ่อค้าที่เดินทางมาจากทวีปเอเชีย
“ประวัติศาสตร์โบราณถูกทำลายจากโรคนี้จนไม่อาจฟื้นคืนได้อีก”
– ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก
Note:
- โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส
กลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง น้ำมูกไหล ไอ จาม
ตาแดง มีผื่นคันเป็นตุ่มตามร่างกายและถ้ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก็ทำให้เสียชีวิตได้
แต่ปัจจุบันโรคหัดป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนนะคะ - โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) เป็นโรคติดต่อจากระบบทางเดินหายใจ น้ำมูก
น้ำลาย เกิดจากเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola Virus) โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย
อาเจียน และปวดหลังรุนแรง (หากอิงตามการแพทย์โรคนี้ถือว่าอุบัติขึ้นครั้งแรกในปี 2301)
2. Plague of Justinian กาฬโรคที่ระบาดยาวนานที่สุด!
Photo credit: Josse Lieferinxe/The Walters Art Museum
ต่อกันที่โรคระบาดซึ่งมีต้นตอจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ในหมัดหนูหรือสัตว์ฟันแทะอย่าง ‘กาฬโรค’ และเริ่มเกิดการระบาดครั้งใหญ่ช่วงคริสตศักราช 541-542 ที่จริงแล้วโรคนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศจีนและตอนเหนือของอินเดียแต่ก็แพร่เข้าสู่อาณาจักรไบเซนไทน์รวมถึงแถบเมดิเตอเรเนียนทั้งหมดเพราะพ่อค้าที่เดินทางกลับจากเอเชีย และได้นำทาสพร้อมทั้งเครื่องบรรณาการประเภทธัญพืชเข้ามาในกรุงคอนแสตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักร แน่นอนว่าเกวียนบรรจุอาหารนั้นข้างในเต็มไปด้วยกองทัพหนูพาหะของกาฬโรค
จนในที่สุดหนูก็แพร่เชื้อแบคทีเรียสู่คนแล้วโรคก็แพร่จากคนสู่คนอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดอาการไข้สูง หนาวสั่น ปอดบวมและอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองโต จนนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต Procopius นักประวัติศาสตร์คนสำคัญในยุคอาณาจักรไบเซนไทน์ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ในหนังสือ Secret History เอาไว้ว่า “ผู้ป่วยทุกข์ทรมานจากฝันร้าย ง่ามขาบวม เป็นไข้สูงหนาวสั่น และจะเห็นภาพหลอนก่อนจะเสียชีวิตลง” Procopius ยังบอกอีกว่าการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างนี้เป็นความผิดของกษัตริย์ Justinian และได้สาปแช่งให้พระองค์ต้องโทษทัณฑ์จากพระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย
กาฬโรคครั้งนี้แพร่ระบาดทั่วอาณาจักรไบเซนไทน์ เมดิเตอเรเนียน และแอฟริกาตอนเหนือ ส่งผลให้มีคนล้มตายไป 30-50 ล้านคนเลยทีเดียวค่ะ จะบอกว่าเกือบครึ่งโลกก็ไม่ผิดเลย T^T เพราะการแพทย์สมัยนั้นยังไม่สามารถรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้ อีกทั้งระบบสาธารณูปโภคก็ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย กาฬโรคไม่เพียงคร่าชีวิตแต่ทำให้ความมั่นคงของอาณาจักรไบเซนไทน์อันยิ่งใหญ่ระส่ำระสายอย่างหนักเพราะอาณาจักรอยู่ระหว่างการเปิดศึกกับชนเผ่าบาร์บาเรียนต่างๆ และเมืองขึ้นทั้งหลายก็ได้โอกาสแยกตัวออกจากอาณาจักรโดยสมบูรณ์ กาฬโรคแพร่ระบาดกินเวลายาวนานก่อนจะสิ้นสุดลงเมื่อคริสตศักราช 750 รวมระยะเวลา 225 ปี ซึ่งถือเป็นการระบาดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
3. Black Death กาฬโรคที่เปรียบเสมือนการลงทัณฑ์จากพระเจ้า
Photo credit: Photo 12/Universal Images Group (Getty Images)
กาลเวลาหมุนเวียนไปกระทั่งปีคริสต์ศักราช 1347 ก็เกิดเภทภัยรุนแรงอีกครั้ง เมื่อกาฬโรคที่มีพาหะเป็นหมัดหนูได้กลับมาเยือนยุโรปโดยพ่อค้าที่คาดว่าได้เดินทางมาจากเอเชีย เริ่มต้นที่เกาะซิซิลี ทางตอนใต้ของอิตาลี ไปถึงเกาะบริเตน ฝรั่งเศส สเปน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่โรคระบาดในครั้งนี้เกินกว่าจะควบคุมได้และลุกลามไปไอร์แลนด์ เยอรมนี แถบแสกนดิเนเวีย จนไปทั่วรัสเซีย มีการบันทึกเอาไว้ว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะตายภายใน 3 วัน อีกทั้งยังไม่สามารถหาต้นตอได้ว่าเชื้อเริ่มแพร่ระบาดจากตรงไหน ผู้คนเริ่มล้มตายเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นในอังกฤษว่ากันว่ามีศพถูกฝังอยู่ใต้แผ่นดินเมืองฟาริงดอน (Faringdon) มากถึง 5 หมื่นศพเลยทีเดียวค่ะ นี่แค่เมืองเล็กๆ เมืองเดียวนะคะ แต่มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจริงๆ แล้วอาจสูงถึง 75-200 ล้านคนเลยล่ะค่ะ!
ในสมัยนั้นผู้คนยังไม่มีความรู้ทางการแพทย์และชีววิทยามากนัก สิ่งเดียวที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นสาเหตุของโรคระบาดก็คือ ‘โทษทัณฑ์จากพระเจ้า’ นั่นเองค่ะ ชาวคริสต์เชื่อกันว่าเพราะมนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว หยิ่งผยอง และดูหมิ่นไม่ศรัทธาในพระเจ้าทำให้ถูกลงโทษ สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ตอนนั้นคือการอ้อนวอนขอการอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้า
กาฬโรคกับการรักษาสุดพิสดาร
ส่วนการรักษากาฬโรคของคนยุคนั้นน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ มีการรักษาแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างเช่น การให้ผู้ป่วยอาบน้ำที่มีส่วนของน้ำส้มสายชู โรสวอเตอร์ และปัสสาวะของตนเองเพื่อรักษาโรค (บางเคสเป็นหนักก็ต้องดื่มน้ำปัสสาวะวันละสองครั้ง T T) และที่น่าแปลกใจมากๆ เลยก็คือ การรักษาด้วยการมัดผู้ป่วยเอาไว้กับ ‘ไก่’ โดยที่ไก่จะต้องไม่ตายหากเมื่อไหร่ที่ไก่ตัวนั้นตายก็จะเปลี่ยนไก่ตัวอื่นมาแทน (วิธีนี้แม้แต่แพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่มีใครหาคำตอบได้เลยค่ะว่าทำไมต้องไก่)
Quarantine ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะใช้กันมา 400 กว่าปีแล้ว
ทว่าโรคระบาดก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงและยังมีการระบาดเกิดขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นช่วงปีคริสต์ศักราช 1630 ในอิตาลี ผู้คนจึงต้องหยุดพบปะกัน ตลาดทุกแห่ง โบสถ์ทุกที่จะต้องปิดไม่ให้คนเข้า คนที่อยู่ในบ้านเดียวกันจะต้องไม่อยู่ใกล้ชิดกัน หากจะออกมาซื้อของจะต้องส่งตัวแทนบ้านละ 1 คนเท่านั้น ส่วนเรือขนส่งสินค้าที่มาเทียบท่านั้นจะต้องทำการกักตัวห้ามขึ้นฝั่ง และประชาชนต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการนี้ 30 วัน หรือในภาษาอิตาลีเรียกว่า ‘a trentino’ ภายหลังก็มีการเพิ่มระยะเวลาออกไปเป็น 40 วัน ซึ่งก็คือคำว่า ‘a quarantine’ จากนั้นประเทศอื่นๆ ก็รับมาใช้ต่อๆ กัน จึงเป็นที่มาของคำว่า quarantine ที่เรานำมาเรียกการกักตัวในปัจจุบันนี้นั่นเองค่ะ
หากใครสนใจเหตุการณ์ Black Death ก็สามารถตามไปดูกันได้ในภาพยนตร์ Black Death (2011) ค่ะ โดยเนื้อเรื่องก็จะเล่าเพิ่มเติมในส่วนของการล่าแม่มดในยุคมืด เพราะผู้คนคิดว่าการระบาดนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแม่มดก็เลยพากันไปล่าผู้หญิงที่คิดว่าเป็นแม่มดมาเผาทั้งเป็น (แอบกระซิบก่อนว่าถ้าใครเซนซิทีฟก็ทำใจก่อนนะคะเพราะฉากโหดๆ เยอะทีเดียวค่ะ)
4. The New World Smallpox โลกใบใหม่ที่ไร้ซึ่งชนพื้นเมือง
ในช่วงคริสต์ศักราช 1492 หลังคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาที่ได้รับการขนานนามว่า ‘the New World’ เขาและชาวยุโรปก็ได้เริ่มหลงหลักปักฐานบนพื้นที่ใกล้ๆ กับบริเวณที่ชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ เวลานั้นชาวพื้นเมืองต่างยอมวางอาวุธและผูกมิตรกับผู้มาเยือน มอบของขวัญที่ชาวยุโรปเฝ้าแสวงหาซึ่งก็คือ ฝ้าย ข้าวโพด ทองคำ และอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าช่างน่าสลดใจที่ของขวัญจากผู้มาใหม่กลับกลายเป็นโรคระบาดซึ่งคร่าชีวิต ชนพื้นเมืองเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ (ราว 25 ล้านคน) หรืออาจกล่าวได้ว่าเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เลยทีเดียวค่ะ
โรคระบาดที่มาจากยุโรปได้แก่ โรคฝีดาษ โรคหัด ไข้หวัด ไข้ไทฟัสหรือรากสาดใหญ่ ขณะที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคพวกนี้แล้ว แต่สำหรับชาวพื้นเมืองที่ปราศจากภูมิคุ้มกันโรคนั้น เหตุการณ์นี้ร้ายแรงกว่าการเกิดสงครามเสียอีก โรคระบาดกินระยะเวลายาวนานจนนำมาซึ่งการล่มสลายของอารยธรรมเก่าแก่อย่างอินคา (Inca) และ แอสเทก (Aztec) เป็นการปิดตำนานความรุ่งเรืองของชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกา และเป็นผลจากการล่าอาณานิคมของยุโรปหรือ colonization นั่นเองค่ะ
5. The 1918 flu โรคระบาดที่ร้ายแรงกว่าทุกสงครามในโลก
Photo credit: Library of Congress/Library of Congress Prints and Photographs Division
100 ปีก่อนในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1918-1919 เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่จากเชื้อไวรัส H1N1 ขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสเปน ทำให้โรคนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘ไข้หวัดสเปน’ แต่ที่จริงแล้วโรคนี้ก็คือ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ที่เรารู้จักกันนี่เองค่ะ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ไอ จาม ในรายที่มีอาการรุนแรงก็จะส่งผลให้ปอดบวม เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบและเสียชีวิต ในเวลานั้นไม่มีวิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่และยังไม่มียาแก้อักเสบสำหรับรักษาอาการปวดบวม อีกทั้งผู้คนก็ยังคงดำเนินกิจกรรมทางสังคม เช่น การไปร้านอาหาร ร้านตัดผม โรงละคร ตามปกติทำให้การระบาดแพร่กระจายรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง
การออกมาตรการที่ไม่ชัดเจนและการขาดความรู้เรื่องสาธารณสุขของประชากรในการป้องกันการติดเชื้อส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 50 ล้านคนเลยล่ะค่ะซึ่งมากกว่าจำนวนคนเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสามเท่า! สำหรับประเทศไทยเราก็ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งนี้เช่นกัน ที่น่าตกใจก็คือตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยที่บันทึกไว้ในราชกิจจานุเบกษา ปี 2462 อยู่ที่ราวๆ 2 ล้านคนเลยค่ะ และยอดผู้เสียชีวิตก็มากถึง 8 หมื่นรายเลยทีเดียว
Photo credit: Hulton Archive (Getty Images)
ในตอนนั้นนานาประเทศก็พยายามที่จะหาวิธีการรักษาโรคนี้ และก็มีการเล่าลือกันไปมากมาย บ้างก็ว่าเอาสบู่ล้างจมูกตอนเช้าและตอนเย็นจะทำให้หายจากโรค บ้างก็ออกมาบอกว่าการดื่มโกโก้วันละ 3 แก้วจะทำให้หายดี มีการห้ามไม่ให้คนมารวมตัวกันเยอะๆ แต่ออฟฟิศก็ยังเปิดปกติ และผู้คนโดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาก็ยังต้องนั่งรถไฟไปทำงานพร้อมกันอยู่ดี ถึงขนาดที่หนังสือพิมพ์ เดลีมิร์เรอร์ (Daily Mirror) ของอังกฤษตีพิมพ์การ์ตูนสะท้อนความย้อนแย้งของการดำรงชีวิตของประชาชนกันเลยล่ะค่ะ การระบาดครั้งนี้จึงเป็นการระบาดครั้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ Black Death ในศตวรรษที่ 14
ประเทศไทยกับโรคระบาดในอดีต
ในส่วนของประเทศไทยก็มีการเกิดโรคระบาดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน โดยครั้งแรกมีการระบาดของกาฬโรค (ชาวบ้านเรียกว่าโรคห่า) ซึ่งตรงกับปีคริสต์ศักราช 1350 ช่วงที่มีกาฬโรคระบาดไปทั่วโลก (เหตุการณ์ Black Death) และอยู่ในช่วงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ต้นตอมาจากพ่อค้าสำเภาจีนซึ่งทำการค้าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำพาหะซึ่งก็คือ หนู ที่เกาะอยู่ใต้ท้องเรือสำเภาเข้ามาในสยามประเทศ จนเป็นเหตุให้มีการแพร่ระบาดของกาฬโรคหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าความตายสีดำ มีศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่วัดพนัญเชิงและวัดใหญ่ไชยมงคล บันทึกในพงศาวดารกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า มีคนล้มตายมากมายไม่เลือกชั้นวรรณะ ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยซากศพคนตาย จนทำให้ต้องย้ายวังไปในที่แห่งใหม่บริเวณวัดพุทไธสวรรย์ และเมื่อการระบาดสิ้นสุดลงจึงตั้งชื่อเมืองแก้เคล็ดว่า ‘กรุงศรีอยุธยา’
เรียกได้ว่าแต่ละการเกิดโรคระบาดแต่ละครั้งมีอานุภาพยิ่งกว่าสงครามซะอีกค่ะ และเมื่อมีการอุบัติโรคขึ้นก็ทำให้มนุษย์พยายามรับมือโดยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขให้ได้มาตรฐาน มีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมาย จนตอนนี้เราก็เข้าสู่ยุคที่ต้องเผชิญโรคระบาดอีกครั้ง พี่มายมิ้นท์ขอแนะนำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัด ล้างมือให้สะอาด สวมหน้ากากอนามัยให้ถูกต้อง (สวมแบบคลุมปิดทั้งจมูกและปาก) ก็จะช่วยป้องกันได้ในระดับนึงจนกว่าจะได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพนะคะ สำหรับครั้งหน้าจะเป็นสาระเรื่องไหน รอติดตามทางเว็บไซต์และช่องทางอื่นๆ ของ Dek-D กันได้เลยค่ะ ^^
Sourceshttps://www.pobpad.com/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9D%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A9https://www.ancient.eu/article/782/justinians-plague-541-542-ce/https://www.washingtonpost.com/graphics/2020/local/retropolis/coronavirus-deadliest-pandemics/https://www.youtube.com/watch?v=wsMGICONtb8https://www.bbc.com/thai/international-52601243https://www.bbc.com/future/article/20210107-the-432-year-old-manual-on-social-distancinghttps://www.bbc.com/future/article/20200325-covid-19-the-history-of-pandemicshttps://www.youtube.com/watch?v=Qhk5ZvDN-Hghttps://www.hfocus.org/content/2020/03/18680https://www.gettyimages.com/photos/searching
1 ความคิดเห็น
ขอให้พวกเรา รอดจากโรคระบาดนี้ด้วยครับ