
Spoil
- HIV คือ ไวรัสที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ติดเชื้อได้ง่าย
- ติดต่อกันได้เมื่อสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด
- ในน้ำลายและน้ำนมมีปริมาณเชื้อ HIV น้อย ในปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเชื้อ HIV เลย
- การป้องกันได้ผลมากกว่าการรักษา เพราะเมื่อติดเชื้อ HIV แล้ว ก็จะติดไปตลอดชีวิต
สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D วันนี้มาพบกับพี่หมอเลิฟขาประจำแห่ง คอลัมน์ Sex Education by Dek-D เรื่องเพศคุยกันได้ พร้อมให้ความรู้ที่ถูกต้อง กันอีกแล้ว ช่วงนี้มีน้องมาปรึกษาเรื่อง HIV เยอะมาก ยกตัวอย่างสองกระทู้นี้
เราติด HIV ความรักของเราควรไปทิศทางไหน? คลิกอ่านต่อ
ติดเชื้อ HIV อายุ18 เป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้เลยหรอ คลิกอ่านต่อ
วันนี้พี่หมอเลยจะอธิบายเกี่ยวกับ HIV ให้น้องๆ หายสงสัยกันนะคะ
.png)
HIV คืออะไร ?
HIV (human immunodeficiency virus) คือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายมนุษย์ได้ ทำให้ร่างกายคนเราอ่อนแอลง ติดเชื้อได้ง่าย ติดต่อกันได้เมื่อสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด ส่วนน้ำลายและน้ำนมมีปริมาณเชื้อ HIV น้อย ในปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเชื้อ HIV เลย เมื่อผู้ป่วยคนไหนติดเชื้อ HIV แล้ว ก็จะติดไปตลอดชีวิต เนื่องจากร่างกายมนุษย์ยังไม่สามารถกำจัดเจ้าเชื้อไวรัสนี้ออกไปนอกร่างกายได้หมด เรียกได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสที่แข็งแกร่งมากเลยทีเดียวค่ะ
คนติด HIV มีอาการอย่างไร ?
การติด HIV หลายระยะค่ะ พี่หมอขอแบ่งระยะออกเป็นดังนี้
1. ระยะแรกเริ่มติดเชื้อ
ในช่วงแรกปริมาณเชื้อจะยังไม่มาก การตรวจภูมิต้านทานที่บ่งบอกการติดเชื้ออาจจะยังตรวจไม่พบ ในช่วงนี้จะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ เจ็บคอ มีผื่น บางรายอาจจะมีถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการดังกล่าวนี้สามารถหายไปได้เองค่ะ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ไปพบแพทย์ ทำให้เกิดการวินิจฉัยโรคที่ล่าช้าตามมาได้
2. ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ
ระยะนี้เป็นระยะที่เชื้อกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการและเป็นระยะที่แพร่เชื้อสู่คนรอบข้างได้ ซึ่งในระยะนี้ส่วนใหญ่มีสุขภาพดีได้ยาวนานหลายปี ยกเว้นในบางคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรงอยู่เดิม อาจมีอาการทรุดลงเร็วกว่าคนอื่นได้
3. ระยะติดเชื้อมีอาการ
โดยแบ่งย่อยอาการตามจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ออกเป็นดังนี้
อาการเล็กน้อย คือ มี CD4 < 500 cell/mm3 คือ เริ่มมีต่อมน้ำเหลืองโต เชื้อราที่เล็บ ผิวหนังอักเสบ และแผลในช่องปาก
อาการปานกลาง คือ มี CD4 200-500 cell/mm3 เริ่มมีอาการแบบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ เช่น ท้องเสียบ่อย มีไข้เป็นๆ หายๆ ต่อมน้ำเหลืองโตหลายที่มากขึ้น น้ำหนักลด โรคทางเดินหายใจกำเริบบ่อย เช่น ปอดอักเสบ
ระยะเอดส์ เป็นระยะสุดท้ายของ HIV ซึ่งเดี๋ยวพี่หมอจะขออธิบายละเอียดในคำถามถัดไปนะคะ

HIV VS AIDs ?
HIV และ AIDs ไม่เหมือนกันนะคะ HIV หมายถึง การติดเชื้อไวรัสดังที่พี่กล่าวไว้ข้างบน ซึ่งจะอยู่ในระยะไหนก็ได้ แต่ AIDs ( Acquired Immune Deficiency Syndrome ) คือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายเราเหลือน้อยมาก ไม่สามารถสู้กับไวรัสได้อีก จำนวน CD4 < 200 cell/mm3 มักติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย
เชื้อฉวยโอกาส ในที่นี้หมายถึง เชื้อที่ปกติคนแข็งแรงจะไม่ค่อยติด แต่คนที่มีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกายจะติดเชื้อได้ง่าย เช่น เชื้อรา วัณโรค ซึ่งคนๆ นึงสามารถติดได้มากกว่า 1 เชื้อ ผู้ป่วยในระยะนี้นอกจากจะมีอาการต่างๆ เรื้อรังที่รักษาหายยากแล้ว เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ปอดอักเสบเรื้อรัง สายตาพร่ามัว ต่อมน้ำเหลืองโต คลื่นไส้อาเจียน มีผื่นคันตามผิวหนัง ยังมีพฤติกรรมผิดปกติไปจากเดิมเนื่องจากความผิดปกติของสมอง เช่น ซึม สับสน เพราะฉะนั้นคำว่า เป็นเอดส์ กับ ติด HIV คนละความหมายกัน ใช้ให้ถูกกันนะคะน้องๆ
พลาดติด HIV ทำไงดี ?
อันดับแรกเลยนะคะ ถ้าน้องคิดว่าคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ หรือน้องเพิ่งไปสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยมา ให้น้องรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเพิ่มเติม หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าน้องมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยารับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อเรียกสั้นๆ ว่า PEP (post-exposure prophylaxis) ให้กินภายใน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัสเชื้อ กินเป็นระยะเวลา 28 วัน ยิ่งเริ่มยาได้เร็วยิ่งลดอัตราการติดเชื้อได้มาก
แต่ถ้าหากน้องสัมผัสเชื้อมานานแล้ว พี่หมอขอแนะนำให้พบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาในการตรวจเลือดค่ะ เนื่องจากการตรวจมีหลายรูปแบบ เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัส การตรวจหาภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งแพทย์จะประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจ HIV รวมทั้งให้คำปรึกษาและนัดผู้ป่วยมาติดตามอาการเป็นระยะ พี่ขอบอกตรงนี้เลยว่าหากใครอาย ไม่กล้าไปตรวจ เดี๋ยวนี้ที่โรงพยาบาลมีคลินิกตรวจ HIV แยกออกจากแผนกทั่วไปแล้วนะคะ น้องๆ สามารถเข้ามาขอเข้ารับคำปรึกษาเพื่อตรวจได้เลย

อ่านเรื่องยา PrEP และยา PEP เพิ่มเติมที่นี่
มีวิธีป้องกันไม่ให้ติด HIV ไหม ?
แน่นอนว่าพี่หมอไม่ลืมนำวิธีป้องกันมาฝากน้องๆ อยู่แล้วค่ะ ไปดูกันเลย
- ควรป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ การใส่ถุงยาง ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคู่นอนของเราติดเชื้อไหม
- ไม่ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน สถานการณ์นี้มักจะพบในกรณีผู้ป่วยมีประวัติติดสารเสพติด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและน้ำเหลืองของผู้ป่วย ร่วมทั้งไม่ใช้ของใช้ร่วมกัน
- ในหญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานยาต้านไวรัสตามคำแนะนำแพทย์ ไปฝากครรภ์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ทารก
- หากเป็นผู้ติดเชื้ออยู่แล้ว ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฉีดป้องกันการติดเชื้อ HIV นะคะ ดังนั้นพี่หมอขอแนะนำให้น้องปฏิบัติตัวตามวิธีการป้องกันที่ได้กล่าวมา นอกจากจะป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อแล้ว ยังสามารถป้องกันไม่ให้เชื้ออื่นๆ จากตัวเราแพร่ไปยังผู้อื่นได้อีกด้วย จำคำพี่หมอไว้นะคะ การป้องกันได้ผลมากกว่าการรักษาเสมอค่ะ
แล้วอย่าลืมติดตาม คอลัมน์ Sex Education by Dek-D เรื่องเพศคุยกันได้ พร้อมให้ความรู้ที่ถูกต้อง นะคะ วันนี้พี่หมอขอตัวก่อนนะคะน้องๆ บ๊ายบาย
ที่มาhttp://www.thaiaidssociety.org/images/PDF/hiv_thai_guideline_2560.pdfhttps://www.cdc.gov/hiv/basics/hiv-prevention/other-methods.htmlhttps://www.hiv.gov/hiv-basics/overview/about-hiv-and-aids/what-are-hiv-and-aidshttps://med.mahidol.ac.th/atrama/issue039/health-station
4 ความคิดเห็น
ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยศึกษาเรื่องนี้เลยทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัว
อ่านเกี่ยวกับ HIV และโรคติดต่อทางเพศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์นี้เลยครับ
https://www.lovefoundation.or.th เขาให้ความรู้ดีมาก ๆ เลยต้องลองอ่านดู
ข้อมูลจากเว็บไซต์อื่น
ยาต้านเอชไอวีก่อนเสี่ยง PrEP เชียงใหม่ - https://www.cmmediclinic.com/th/hiv-prep-chiangmai.html และ https://www.hivprepchiangmai.com/th.html
ยาต้านเอชไอวีหลังเสี่ยง PEP เชียงใหม่ https://www.hivpepchiangmai.com/th/ และ https://www.cmmediclinic.com/th/hiv-pep-thailand.html
การรักษา HIV ในเชียงใหม่ - https://www.cmmediclinic.com/hiv-treatment-chiang-mai.html