
สวัสดีค่ะชาว Dek-D ช่วงนี้ใครกำลังมองหาโอกาสไป take gap year ที่ต่างประเทศ ขอแนะนำว่ามีโครงการนึงที่น่าสนใจและมีคนไทยหมายตาไว้เยอะเหมือนกัน นั่นก็คือ Work and Holiday Visa ไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นความร่วมมือของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยอายุ 18-30 ปีเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว และทำงานได้ชั่วคราวที่ประเทศออสเตรเลีย แต่สำหรับช่วงการรับสมัคร คุณสมบัติ จำนวนรับ และรายละเอียดอื่นๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี (ปีก่อนโควตา 1,000 คน) แนะนำให้ติดตามข่าวสารการรับสมัครแล้วเตรียมตัวให้พร้อมกันนะคะ
ส่วนใครที่อยากเก็บข้อมูลแบบอินไซต์ เจาะลึกสุดๆ วันก่อนเรามีโอกาสได้พูดคุยกับคนไทยที่เคยเข้าร่วมโครงการนี้ ทั้งแชร์ทริคการเตรียมพร้อม การหางาน สิ่งที่ควรระวัง รวมถึงเล่าเรื่องผู้คนและเมืองเมลเบิร์น (Melbourne) จากประสบการณ์ส่วนตัวของ 'พี่ปั้นแป้ง' ที่ลุยงานจัดเต็มมากจนส่งเงินกลับที่บ้านและเก็บเงินต่อ ป.โทกฎหมายที่ UK ได้เลยค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเลื่อนลงมาเก็บข้อมูลกันเลย!
……….
สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘ปั้นแป้ง’ สิรินดา ธรรมประทีป นะคะ เราตั้งใจกับโครงการ Work and Holiday Visa Australia อันนี้มากกก เพราะพี่สาวเคยเรียนโทแล้วทำงานที่นั่น จนทุกวันนี้เป็นพลเมืองออสเตรเลียไปแล้ว ส่วนเราไปเที่ยวครั้งแรกแล้วประทับใจความเป็นอยู่ เลยวางแผนจะหาโอกาสไปออสฯ อีกให้ได้
โครงการนี้กำหนดคุณสมบัติว่า
- ต้องมีสัญชาติไทย, อายุ 18-30 ปี
- เรียนจบปริญญาตรีขึ้นไป
- คะแนน IELTS ผ่านเกณฑ์ หรือ ผลการเรียนเป็นโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือ International Program (ล่าสุดคือ 4.5 ทุกทักษะรวมกัน)
- ต้องเดินทางคนเดียวโดยไม่มีผู้ติดตาม
- มีหลักฐานทางการเงินหรือ Bank Statement เป็นบัญชีออมทรัพย์ของผู้สมัครเอง 6 เดือนย้อนหลัง โดยวันที่ออก Bank Statement ต้องมีเงิน 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ Bank Statement ต้องมีอายุไม่เกิน 28 วัน ค่ะ
เล่าขั้นตอนคร่าวๆ *ตอนนี้ไม่ได้อยู่ช่วงการรับสมัคร
1. ลงทะเบียนเว็บ https://www.dcy.go.th/webnew/main/
2. เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนด ให้เข้ามากดจองโควตาให้ทัน(ออนไลน์) โดยใช้ Username / Password ที่ลงทะเบียนไว้ *ถ้าเต็มแล้วจะปิดรับสมัครทันที
3. สแกนเอกสารส่งที่อีเมลและทางไปรษณีย์ภายในเวลาที่กำหนด
4. รับหนังสือรับรอง
5. นำหนังสือรับรองไปประกอบเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่า ยื่นสถานทูตแล้วบินได้เลย
โครงการนี้จะให้วีซ่าท่องเที่ยว, ทำงาน และเรียนคอร์สที่ไม่เกิน 4 เดือน นอกนั้นเราต้องเอาตัวรอดเองหมด ทั้งค่าใช้จ่าย หาที่ีพัก ที่เรียน ที่ทำงาน ตอนอยู่นู่นเราหางานได้ตั้งแต่ 2 วันแรก เคยทำทั้งแม่บ้านโรงแรม เด็กเสิร์ฟ พนักงานต้อนรับ ดูบัญชี ภาษี เครื่องจักร ทาสี ส่งอาหาร ชงกาแฟ คุมร้านอาหาร (Assistant Manager) ฯลฯ เราสามารถทำงานได้แบบ unlimited ชั่วโมงโดยไม่กำหนดสายงาน แต่เงื่อนไขวีซ่านี้คือห้ามทำติดต่อกันนานเกิน 6 เดือนต่อ 1 นายจ้าง (ตอนพี่ไปเรตเงิน 1 ดอลลาร์ = 25-26 บาท)
เริ่มหางานด้วยวิธีไหน
เราอาจตีเป็น % ไม่ได้ว่าโอกาสได้งานมีมากน้อยแค่ไหน เพราะมันอาจขึ้นอยู่กับทักษะภาษา, ขับรถได้/ไม่ได้, ประสบการณ์ หรืออื่นๆ (แล้วแต่ลักษณะงานและการพิจารณาของนายจ้าง) แต่จริงๆ งานบริการหลายงานมันหัดกันได้ สำคัญคือต้องกล้าสมัคร กล้าพรีเซนต์ตัวเอง และมีทักษะภาษาเพียงพอกับงานนั้น แต่ถ้าใครไม่กล้าพูดกับฝรั่งแรกๆ ก็อาจเริ่มจากงานหลังบ้าน เช่น เด็กล้างจานในครัว เราเองมีคนรู้จักที่เริ่มจากเด็กล้างจานในครัว แต่ทุกวันนี้เป็นบาริสต้าไปแล้ว
หลักๆ ช่องทางที่เราหางานคือ
- เว็บหางานของออสเตรเลียและเว็บคนไทยในแต่ละเมือง อาจจะเจองานแนวร้านอาหารไทย ร้านนวด งานทำความสะอาด ฯลฯ
- เตรียม Resume เดินสำรวจเลยว่าละแวกที่เราอยู่มีที่ไหนบ้าง Walk-in เข้าไปร่อนให้หมด จะเป็นร้านขายกาแฟ ร้านขายผลไม้ ร้านขายของก็ได้
- บางทีแค่เราไปซื้อกาแฟตอนเช้าก็เอาละ 'I love your coffee so much' แล้วถามพนักงานว่า Are you looking for waitress? ฉันชอบกาแฟนะ อยากทำงานในร้านคุณ แล้วอาจจะยื่น contact หรือ Resume ให้ พรีเซนต์ตัวเองนิดหน่อยว่าเคยทำอะไรบ้าง เราต้องกล้าเข้าหางานด้วยนะ ถ้าไม่พยายามจะได้ช้าแล้วเสียเวลา เพราะวีซ่าจะมีกำหนดวันด้วย **แต่อย่าลืมดูสถานการณ์ด้วย ถ้าคนทำงานในร้านกำลังวิ่งวุ่นควรถามวันอื่น
เราวางแผนเลยว่าวันแรกที่บินไปปุ๊บ กลางวันจัดของ อีกวันปริ้นท์ Resume เดินสำรวจรอบที่พัก จด + ทำ map ปริ้นท์ออกมา วงจุดที่น่าสนใจ หรือถ้าตรงไหนไปมาแล้วก็ไฮไลต์ไว้ เราเองชอบลงไปเดินเลย แต่ใครถนัดเปิด Google Street View มาเดินดูก่อนก็ได้ หรือถ้าไปแบบไม่รู้จักใครเลย อาจจะลองไปพัก Airbnb คุยกับโฮสต์ หางานเรื่อยๆ
Tips:
- ไม่แนะนำให้ปริ้นท์ Resume จากไทย เหตุผลแรกคือเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มีสิทธิ์ตรวจของของเรา ถ้าเจอใบสมัครงานเป็นปึกๆ ก็ต้องมาอธิบายเหตุผลว่าเราเป็นวีซ่าแบบนี้นะ ซึ่งถ้าไปปริ้นท์ที่ออสเตรเลียก็ไม่แพงมากค่ะ แล้วอีกอย่างคือถ้าได้งานแล้วเราก็ควรอัปเดตประวัติตลอด เพราะเมื่อมีประสบการณ์ทำงานในประเทศ เค้าจะเพิ่มโอกาสการรับเข้าทำงานมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าเราปริ้นท์จากไทยมาเยอะ แต่พอได้เริ่มงานที่นั่นแล้วก็ต้องมาอัปเดตแล้วปริ้นท์ใหม่อยู่ดี
- การเลือกใส่บุคคลอ้างอิงลงใน Resume เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ ร้านไหนที่เรามีประสบการณ์ดีๆ หรือมีคนที่รับรองเราได้ ก็ควรใส่เพื่อเพิ่มความจริงใจและความน่าเชื่อถือ ส่วนร้านที่เราจบการทำงานไม่สวย ไม่ต้องใส่ก็ได้ค่ะ เพราะเค้าอาจมีคอนเนกชันกัน *สังคมร้านอาหารเอเชียโดยเฉพาะร้านอาหารไทยจะค่อนข้างแคบ รู้จักกันเกือบหมด
- น้องๆ ที่เคยรับงานพิเศษที่ไทย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด อย่าคิดว่าไม่มีประโยชน์ ให้ใส่ลงไปใน Resume ด้วย เพราะไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นว่าเคยทำ แต่บางร้านมีทั้งสาขาในไทยและต่างประเทศ ระบบคล้ายๆ กัน แล้วในประกาศรับสมัครเค้าอาจจะกำหนดแค่ว่าเราต้องเคยทำร้านชื่อนั้นมาก่อน (ซึ่งที่พี่เจอมาร้านนึงคือเงินดีมากด้วยค่ะ เสียดายมากกก)
เจอคนแบบไหนบ้าง?
- มีทั้งคนออสซี่, คนไทย, คนต่างชาติ (มีบางที่ที่ไม่ได้แฟร์กับเราเหมือนกัน)
- เล่านิสัยการทำงานของคนออสเตรเลียที่เจอ เราว่าเค้ามีความชิลล์นะ คล้ายๆ อเมริกันแต่ไม่ได้สนุกเฮฮาปาร์ตี้ขนาดนั้น มีความเป็นอังกฤษนิดๆ ไม่เหยียด ไม่ตัดสินเรา เพราะเมื่อก่อนออสเตรเลียเป็นประเทศเปิดใหม่ มีคนหลั่งไหลเข้ามาตั้งหลักปักฐานที่นี่ จนเป็น Multicultural Society มีทั้งเชื้อสายเยอรมัน ไอริช จีน อินเดีย เวียดนาม ฯลฯ
สิ่งที่ควรรู้ & ข้อควรระวัง
1. ระวังโดนหลอกใช้
- ไม่ว่าจะมี/ไม่มีประสบการณ์ ก็จะมีช่วงทดลองงานอยู่แล้ว และเค้ามีสิทธิ์จะให้หรือไม่ให้ค่าตอบแทนก็ได้นะ แต่เราต้องคุยให้ชัดเจนว่าช่วงทดลองนั้นเราจะได้เงินมั้ย หรือถ้าไม่ได้ก็ควรรู้ระยะเวลาทดลองงานว่านานแค่ไหน เช่น ทดลองงานวันแรกเป็นเวลา 2-3 ชม. หรือว่าให้ทำเฉพาะเวลาที่ร้านยุ่ง, ทำเต็มชิปและทดลองหลายวันโดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สองกรณีหลังนี้จะดูไม่แฟร์ เหมือนหลอกใช้มากกว่า
- อีกกรณีนึงคือต้องดูทีท่าด้วยว่าช่วงเวลาทดลองงาน มีคนมายืนเทรนเราจริงๆ มั้ย หรือมาแตะๆ นิดนึง แล้วปล่อยให้เราทำต่อเองเสมือนเราเป็นพนักงานจริง แต่ไม่ให้เงิน แบบนี้ก็เจตนาหลอกใช้เหมือนกัน
- สรุปคือเราต้องชั่งน้ำหนักเพราะมันเป็นค่าเสียเวลากับค่าเดินทางด้วย + ตั้งข้อสังเกต ระมัดระวัง ดูเจตนาให้ดีๆ
2. ต้องอบรมเพื่อขอใบอนุญาต RSA & RCG ก่อน
มันคือข้อกฎหมายที่ควรรู้ อารมณ์เหมือนเราไปอบรมเพื่อขอใบอนุญาตขับขี่แหละ แต่ละสายงานที่นี่ก็จะมี License เช่น พนักงานเสิร์ฟแอลกอฮอล์ คนทำงานนวด ดูแลเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ คาสิโน(ที่นั่นถูกกฎหมาย) ฯลฯ มีเยอะแยะหลายสายงานมาก
สำคัญยังไง? เพราะเรามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูกค้าและมีส่วนช่วยรักษาสังคมให้น่าอยู่ เช่น ถ้าเป็นพนักงานที่ต้องเสิร์ฟแอลกอฮอล์จะต้องมีใบอนุญาตฯ เพราะเราต้องรู้ว่าร่างกายหรือตับของคนเรานั้นสามารถขับ L ได้ชั่วโมงละเท่าไหร่ เราควรเสิร์ฟ L ให้เค้าอีกมั้ย เกินลิมิตที่จะขับรถได้รึยัง ถ้าสมมติเค้าพยายามจะขับรถกลับบ้านทั้งที่เมา เราก็มีิสิทธิ์ห้ามเพราะมี License (แม้จะไม่ใช่ตำรวจก็ตาม) แล้วอาจเสนอทางเลือกอื่น เช่น ให้เค้านั่งร้านจนกว่าจะมีคนมารับ หรือเสนอให้จอดรถไว้ที่ร้านก่อนแล้วค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้าน ฯลฯ ถ้าเค้าโวยวายเราเรียกตำรวจได้ทันที // แม้แต่แม่บ้านโรงแรมก็ต้องผ่านการอบรม ทำ test เพื่อให้ได้ใบอนุญาต เช่น เรียนรู้เรื่องการใช้สารเคมีที่ทำความสะอาด ฯลฯ
จำได้ว่าตอนไป Work & Holiday รอบนั้นเราอบรมและเจอไป 6 แบบทดสอบเพื่อให้ครอบคลุมทุกประเภทงานพิเศษที่เราทำ บางอันไม่ผ่านก็ต้องสอบใหม่จนกว่าจะผ่าน ดังนั้นถ้าใครไปก็อย่าลืมเช็ก requirement ให้ดี แล้วใส่ลงไปใน Resume ด้วย
3. ภาษี
ควรศึกษาให้ดี หรือปรึกษา/จ้างสำนักงานบัญชี ส่วนตัวเราวางแผนจริงจังมากเพื่อให้เสียภาษีตามกฎหมายและเสียให้น้อยที่สุด ลักษณะคือปกติเราจะได้ค่าแรงที่เค้าหักค่าใช้จ่ายส่งให้รัฐเรียบร้อยแล้ว สมมติตัวเลขนะ ถ้าเราทำได้ 100% ถูกหักภาษี 10% ประกันสังคม 9% เค้าจะหักเสร็จแล้วให้เรามา 81% ต่อให้เราทำวีคละ 3 ชม. ก็จะหักๆ โดยจะมีใบ PAYG (Pay-as-you-go) = ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เราต้องมาดูว่าเราทำให้เค้าเท่าไหร่ แล้วโดนหักไปเท่าไหร่ ต้องเช็กให้ดีว่าจำนวนชั่วโมงการทำงานถูกต้อง เราจะได้ไม่โดนโกง และสำคัญที่สุด คือ การหักภาษี เพราะหากไม่มีการส่งภาษีให้ เราอาจโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้
อีกเรื่องที่ต้องวางแผน ก็คือเวลารับงานที่ 2, 3, 4, .... ในเวลาเดียวกัน อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สมมติวันแรกทำบริษัท A อาจจะหัก 5% ตกเย็นทำบริษัท B บริษัทหลังจะหักในอัตราส่วน 20% ดังนั้นต้องเช็กดีๆ ว่างานนั้นเราต้องเสียภาษีเท่าไหร่ (สมมติเรารับงานแรก 100 บาท เสีย 5% แต่รับงานที่สอง 1,000 เสีย 20% มันก็จะเจ็บปวด นี่แหละคือเรื่องที่ต้องวางแผน)
***ปัจจุบัน คนที่ไปวีซ่านี้ เมื่อทำงานตามเงื่อนไขแล้ว จะสามารถต่อวีซ่า ปี 2,3 ได้แล้วค่ะ
4. ระวังเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ
เช่นร้านนวดไทย แต่ละร้านจะมี policy ชัดเจนว่าไม่รับงานเสริมลักษณะแบบไหน ถ้าเราเจอลักษณะนี้ให้เดินออกมาแจ้งร้านได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ร้านจะปกป้องเรานะ เพราะเรื่องนี้มันผิดกฎหมาย แล้วออสเตรเลียเป็นประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดมาก
เล่าเรื่องเมืองและผู้คน
*จากประสบการณ์ส่วนตัว
- พี่ไปอยู่เมือง ‘เมลเบิร์น’ ประทับใจชีวิตความเป็นอยู่มากๆ ระบบขนส่งสาธารณะดี ข้อดีคือมีร้านอาหารเอเชียเยอะ เลยมีโอกาสทำงานเยอะกว่า อาจจะน้อยกว่าซิดนีย์ ที่มีย่าน ไทยทาวน์ แต่พี่ชอบเมลเบิร์นที่สงบและมีอากาศเย็นกว่าซิดนีย์ค่ะ
- อย่าลืมเตรียมรับมือกับสภาพอากาศด้วย เพราะมันแปรปรวนถึงขนาดว่าใน 1 วันสามารถร้อน ฝนตก และหนาวมากตอนกลางคืนได้ เราเลยต้องพกร่ม เสื้อกันหนาว แล้วใส่เสื้อแขนสั้นไว้ข้างใน เราเองเป็นภูมิแพ้คือต้องกินยาตลอด โดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเกสรดอกไม้เยอะมากๆ
- แต่พวกยา วิตามิน อาหารเสริมต่างๆ ที่นั่นไม่แพง หลากหลายและประสิทธิภาพดี พี่ซื้อกลับมาใช้ที่ไทยเยอะมากค่ะ เป็นของฝากด้วย
- พอเมืองความหลากหลายสูง ก็เลยมีอาหารหลายสัญชาติให้เลือกทานได้ แต่ถ้าเป็นของออสเตรเลียเลย จะมีเมนูเนื้อจิงโจ้ให้ลองทาน เนื้อแกะกับเนื้อวัวก็คุณภาพดีและราคาไม่แพง
- แต่ที่จะแพงคืออาหารทะเล แล้วมักจะมาเป็นแบบแช่แข็ง เพราะคนที่นั่นกลัวโรคที่มากับของสด ถ้าอยากหาของสดต้องไปตลาดเอเชีย (แล้วกฎหมายการนำเข้าของเค้าเข้มมาก เพราะเค้ากังวลว่าของจากประเทศอื่นจะกระทบทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ)
- ออสเตรเลียเป็นประเทศที่อยู่แล้วอุ่นใจเพราะความปลอดภัยสูงและกฎหมายเคร่ง อย่างเช่น ทุกคนบนรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหมด มีเลนสำหรับรถบัส มีป้ายบอกจำกัดความเร็วทุกช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง รถต้องขับปกติในเลนซ้าย ส่วนเลนขวาไว้แซงเท่านั้นในถนนเชื่อมระหว่างรัฐจะมีป้ายเตือนชัดเจน หรืออย่างเจ้าหน้าที่ตามท่ารถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็ดูแลดีมากกก ตอนดึกๆ ก็ยังยืนอยู่ตรงชานชาลาทุกสถานี บางครั้งถึงขั้นมาส่งที่บ้านเลยค่ะ
ปล. ตอนนี้พี่อยู่ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น สามารถติดตามหรือสอบถามเรื่องที่สงสัยทาง inbox เพจ DoubleS JP roaming ได้เลยค่ะ :)
Freepikhttps://www.flaticon.com/free-icon/australia_330451https://www.flaticon.com/free-icon/visa_720176?term=visa&page=1&position=12&page=1&position=12&related_id=720176&origin=search
0 ความคิดเห็น