เล่าเส้นทางและชีวิตการทำงานฉบับ 'แอร์โฮสเตส' และ 'นักบินพาณิชย์' ในอเมริกา!

สวัสดีค่ะชาว Dek-D วันนี้เรามีสาระและแรงบันดาลใจแบบจัดเต็มมาฝากอีกแล้ว วันก่อนเรามีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘พี่เกศ’ เจ้าของเพจ Thai girl can fly และช่องยูทูบ Thai girl can fly  ซึ่งเป็นอดีตครูพละในไทยที่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา ได้สัมผัสความสนุกและท้าทายมาแล้วทั้งงาน แอร์โฮสเตส, นักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot) และครูสอนบิน (Flight Instructor) ทั้งหมดนี้ตั้งต้นจากการค้นพบว่าตัวเองชอบเที่ยวตลอดเวลา และอยากหาทางที่ทำให้ได้เที่ยวแบบฟรีๆ! แต่การจะพิชิตเป้าหมายนี้ได้ ภาษาคือใบเบิกทางชั้นเยี่ยมเลยค่ะ  บทสัมภาษณ์นี้จะมีรีวิวทั้งด่านอบรม การทดสอบ หน้าที่ในห้องนักบิน โอกาสในอเมริกา  และหัวข้อน่าสนใจอื่นๆ ที่คนอยากเป็นนักบินไม่ควรพลาด ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มออกเดินทางกันเลย!
 

Takeoff
and...
Landing!

กว่าจะเป็นแอร์โฮสเตสในอเมริกา

ตอนอยู่ไทยเราเป็นครูพละที่สอนในโรงเรียนนานาชาติ มีส่วนช่วยให้ภาษาอังกฤษเราพัฒนาขึ้นเยอะมาก อยู่มาวันนึงเราคิดอยากออกไปเปิดโลก เพียงแต่ยังติดขัดเรื่องเงิน เพราะเงินที่เก็บสะสมไว้ก้พอแค่ตั๋วเครื่องบินกับที่พัก แต่ไม่พอค่าเรียนเลย ตอนนั้นเราตัดสินใจยืมเงินที่บ้านจำนวนหนึ่ง (คุณตาคุณยาย) ซึ่งที่บ้านก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กเรียนดีมากและมีความตั้งใจ ต้องขอบคุณทางบ้านมากๆ ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้นคงไม่มีโอกาสได้มาที่อเมริกาค่ะ

สุดท้ายเราได้ไปเรียนต่อ ป.โท คณะบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกาพร้อมกับทำงานเป็นพนักงานในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยไปด้วย แล้วเรียนจบใน 2 ปีครึ่ง โชคดีได้ครอบครัวที่นี่และมาเป็นพลเมืองของอเมริกาเลย (ใช้เวลานานพอสมควร) พอเรียนจบมีช่วงลังเลว่าจะเอายังไงต่อดี จุดนั้นเรารู้ตัวว่าเราชอบเที่ยว อยากเที่ยวตลอดเวลา จะทำยังไงให้ได้เที่ยวฟรีๆ? ก็เลยลองสมัครเป็นแอร์โฮสเตสในสายการบินอเมริกาค่ะ

สมัครงานแอร์โฮสเตสที่อเมริกา

เราเคยโดนสบประมาทจากคนรอบข้างว่าอย่างเราเนี่ยนะจะไปเป็นแอร์ฯ เพราะเค้ามองว่าต้องพูดได้หลายภาษาถึงจะได้เปรียบ ในขณะที่เรามีแค่สกิลภาษาอังกฤษที่ยังไม่ fluent แต่เราคิดว่าถ้าเกิดไม่ลอง โอกาสจาก 50:50 จะเหลือเป็น 0 ทันที ก็เลยลองส่ง Resume ไปสมัคร แล้วค้นพบว่ามีความยากง่ายต่างจากที่ไทยพอสมควร

  • ที่อเมริกาไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหน้าตา หุ่น ผิวพรรณ ฯลฯ ขอแค่ดูสะอาดและความสูงพอเหมาะในแบบที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการ)
  • สิ่งที่เค้าพิจารณาคือไหวพริบ การตัดสินใจ และมีแพสชันในงานบริการ
  • มีแค่วุฒิ ม.6 ก็สมัครได้แล้ว

ตอนรู้ว่าคนสมัครหลายหมื่นคนก็แอบถอดใจไปแล้ว แต่อยู่ๆ ได้รับ E-mail แจ้งว่าเราผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ 130 คน! คำถามที่เจอจะเกี่ยวกับตัวเราทั้งนั้น เราแค่ตอบให้เป็นตัวเอง พอผ่านไป 2-3 เค้าก็แจ้งว่าเราได้รับเลือก ขั้นตอนต่อไปคือการเทรนและเข้าสู่ชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตสเต็มตัว

ความท้าทายของงานแอร์ฯ

ความยากเริ่มตั้งแต่การเทรน ไปจนถึงการทำงานจริงที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เจอผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่บางครั้งยากจะเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศ อย่างเช่น Alaska ในหน้าหนาวจะประมาณ -40 ถึง -50 องศา หรือหน้าร้อนที่ Arizona จะทะลุไป 50 องศา บางครั้งเจอพายุหิมะ พายุฤดูร้อน ติดค้างอยุ่สนามบินนั่นๆ เป็นสัปดาห์เลยก็มี นอกจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพจากการบินถี่เกินไปและนอนไม่เป็นเวลาด้วย

จริงๆ แล้วการเป็นแอร์ฯ ถือเป็นงานที่ดีและน่าสนุกเลยค่ะ แต่พอทำไป 3 ปีกลับค้นพบว่านี่ไม่ใช่งานที่เราอยากทำไปตลอดชีวิต เราอยากไปเจอความท้าทายใหม่ๆ กับรายได้ที่มากขึ้นกว่าเดิม

เริ่มเบนเข็มสู่อาชีพนักบิน

ระหว่างทำงานเรารับ job เป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนสอนแอร์ฯ ด้วย เค้าจะกำหนดว่าต้องเคยเป็นแอร์ฯ มาอย่างน้อย 2 ปีถึงจะสอนได้ค่ะ จุดเปลี่ยนคือมีวันนึงเราได้นั่งคุยนั่งแชร์เรื่องราวกับนักบินผู้หญิงคนนึง  เราชมเค้าประมาณว่า “คุณเท่จัง เป็นนักบินด้วย” เค้าตอบกลับมาว่า “คุณก็เป็นได้เหมือนกันนะ ถ้าฉันทำได้คุณก็ทำได้” ซึ่งจุดนั้นเรายังไม่เชื่อเลยว่าตัวเองจะทำได้ แต่นักบินคนนั้นยัง cheer up เราอีกว่ามันไม่ถึงกับยากสุดๆ ขนาดนั้นหรอก ถ้าตั้งใจจริงๆ ยังไงก็ทำได้ 

จากนั้นเค้าชวนเราไปลอง Introductory Training Flight สัก 1 ไฟลต์ (=เที่ยวบิน) บอกเราว่าก็เหมือนไปนั่งเครื่องบินเล่นๆ เนี่ยแหละ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร คิดซะว่าไปถ่ายรูปสวยๆ ก็ได้ 5555

จากนั้นเรายังทำงานแอร์ฯ ต่อไปอีก 3-4 เดือน แต่กิจวัตรเล็กๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือการสังเกตการทำงานของนักบิน สงสัยอะไรก็ลองถามนักบินเป็นความรู้ เค้าก็พยายามอธิบายและสาธิตให้ดู จนเรายิ่งรู้สึกว่านี่คืองานที่น่าสนใจมาก ยิ่งนาทีที่เรามีโอกาสได้ทดลองเร่งเครื่องทดสอบ (ในคลาส Introductory Training Flight) เฮ้ยยยย มัน Free ฉันบินได้! เจอแล้วสิ่งที่อยากทำมานาน ได้เห็นวิวสวยๆ เห็นแบบเต็มตา

พอกลับมาเราหาข้อมูลจริงจังเลยว่าจะเป็นนักบินได้ยากแค่ไหน มีอุปสรรคอะไรบ้าง ลงเรียนที่ไหน ใช้เงินเท่าไหร่ ฯลฯ แล้วตัดสินใจเรียนคอร์สนักบิน เหนื่อยเป็นสองเท่าเพราะต้องแบ่งเวลาและวันหยุดหลังจากบินตอนเป็นแอร์ฯ เพื่อไปเรียนที่สนามบินใกล้บ้าน จากนั้นต้องหาเวลาเรียนเองในหนังสือเพิ่มอีก เป็นช่วงเวลาตอนพักที่โรงแรมหลังจากบินเสร็จ หรือบางครั้งไฟลต์ยาวๆ ผู้โดยสารหลับก็เอาหนังสือมาอ่าน 

ตอนนั้นเหนื่อยสุดๆ นอนน้อย หัวสมองเบลอไปหมด ก็เลยตัดสินใจลาออกจากแอร์ฯ มาโฟกัสเรียนบิน เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้อยากเป็นแอร์ไปตลอดชีวิตแน่นอน และอาชีพนักบินคือสิ่งที่ใช่ เลยไม่เสียหายหรือลังเลเลยที่ต้องลาออก 

รวมๆ ใช้เวลาเรียนบิน 2 ปีรวมทดสอบ 7 ขั้น ถ้าเกิดไม่ติดโควิดจะกระชับเวลาได้กว่านี้อีก แต่ละคนใช้เวลาเรียนไม่เท่ากันนะคะ บางคนไม่ถึงปี บางคนที่ทำงานไปด้วยก็อาจจะถึง 5 ปีเลย **สำหรับบริบทที่อเมริกา ไม่ว่าใครจะเรียนจบหรือทำงานอะไรมาก่อนก็มาเริ่มเรียนเพื่อเป็นนักบินได้ อย่างนักบินที่เรารู้จักก็มักเริ่มจากงานในแวดวงนี้มาก่อน เช่น วิศวกร คนขายตั๋ว คนยกกระเป๋า หรือแอร์โฮสเตสแบบเรานี่แหละ

Become a Pilot in USA

Brief: เล่าขั้นตอนคร่าวๆ กรณีเราที่เป็นนักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot) ที่สหรัฐอเมริกา เริ่มจากลงเรียนหลักสูตรนักบินที่ Pilot’s School (ทฤษฎี+ปฏิบัติ) โดยที่อเมริกามีกำหนดขั้นต่ำว่าต้องอยู่ในเครื่องบิน 250 ชั่วโมง, เรียนถึงระดับ 4 ขึ้นไป, ผ่านการทดสอบ Medical Certificate และทยอยทดสอบให้ครบ 7 steps เพื่อให้ได้ Pilot’s Certificate


 

**พอมาเป็นนักบินแล้วต้องเก็บชั่วโมงบินในสายการบินเล็กๆ ให้ครบ 1,500 ชั่วโมง ถึงจะไปประจำสายการบินใหญ่ๆ ได้ค่ะ

ว่าด้วยเรื่องโรงเรียนนักบิน

สำหรับชาวต่างชาติที่อยากมาเรียนในอเมริกา ต้องค้นหาโรงเรียนสำหรับ International Student โดยเฉพาะ เค้าจะส่งข้อมูลให้ เราก็จ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับทำวีซ่าไปเรียน แต่ถ้าอยู่อเมริกาเราสามารถ walk-in ไปขอรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลย

เราจ่ายค่าเรียนเป็นรายครั้ง เรียนจนหลักสูตรก็ราวๆ 2-3 ล้านบาทไทย ด้วยความที่ฐานะทางการเงินเราไม่ได้ดีมาตั้งแต่แรก แต่เรามุ่งจะมาทางนี้จริงๆ และมองว่าคุ้มกับการลงทุน เพราะถ้าสอบผ่านมาเป็นนักบินได้สำเร็จ ยังไงก็ได้ทุนคืนภายในไม่กี่ปี เราเลยตัดสินใจยืมเงินส่วนหนึ่งจากทางบ้าน + กู้ธนาคาร (กับดอกเบี้ย) 

หลักๆ นักบินต้องรู้อะไรบ้าง?

  • ภาษาการบิน  งานแอร์โฮสเตสช่วยพัฒนาสกิลสื่อสารเยอะมาก แต่เราต้องเสริมภาษาการบินอีก ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะทางที่ทั้งยากและเยอะ
  • ส่วนประกอบเครื่องยนต์ เราไม่เคยศึกษามาก่อน เลยเน้นดู YouTube กับหาหนังสือมาอ่านประกอบไปด้วย
  • กฎ สภาพอากาศ การตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ฯลฯ

ตลอดเวลาที่เรียนเราได้ฝึก Takeoff and landing เป็นร้อยรอบ และช่วงเวลาที่นักบินทุกคนจะไม่มีวันลืมเด็ดขาดคือวัน ‘Solo Flight’ (=ชั่วโมงโซโล่) ทดสอบบินเดี่ยวไป-กลับสนามบินที่อยู่ไกลออกไป  ตอนขึ้นเครื่องไปครูก็บอก ‘Good Luck’ เตือนให้ตรวจทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วปิดประตู! 

จุดนั้นมองไปข้างๆ ไม่มีใครเลยทั้งที่ปกติจะมีครูนั่งข้างคนขับตลอด ในใจทั้งโหวงเหวง แปลก กลัว ประหม่า เพราะถ้าพลาดขึ้นมานั่นคือชีวิตเราเลยนะ แต่พยายามบอกตัวเองว่า I got it, I can do it  ... ในที่สุดก็แลนดิ้งได้อย่างปลอดภัย ทุกคนปรบมือให้ (หลังจากโซโล่ก็ยังเรียนต่อเป็นปี เพราะมีสอบอีกหลายขั้นเลยค่ะ)

[ ลิงก์แนะนำ ]
 

  1. ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนักบินในอเมริกา จากเว็บไซต์ของ U.S. DEPARTMENT OF TRANSPORTATION โดยตรง https://www.faa.gov/pilots/become
  2. ในช่องยูทูบ Thai girl can fly .  พี่เกศตั้งใจจะทำคลิปสอนความรู้และแจกศัพท์เฉพาะทางสำหรับนักบินในอเมริกาแบบฟรีๆ ด้วยค่ะ
     

เล่าชีวิตใน 1 วันแบบทำงานเต็มๆ 
นักบินพาณิชย์ต้องทำอะไรบ้าง?

นักบินในอเมริกาไม่ได้บังคับว่าต้องบินวันไหน บินกี่ไฟลต์ เราสามารถบริหารเวลาเองได้เลย แต่กฎหมายจะห้ามทำงาน 7 วัน และใน 1 วันอนุญาตให้บินได้ 8 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนเราไม่ชอบบินเยอะเพราะอยากให้สมองพร้อมที่สุด อย่างมากไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน

เราจะต้องตรวจสอบเครื่องก่อนบินละเอียดตลอด (อาจเป็นข้อดีของนักบินหญิง) ตอนอยู่ในห้องนักบินต้องคุยวิทยุตลอดเวลา ฟังเจ้าหน้าที่ที่คอยรายงาน traffic และบอกว่าต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวายังไงบ้าง ยิ่งถ้าวันไหนสภาพอากาศแย่ก็คือจะไม่มองออกนอกหน้าต่างเลย มองหน้าจอแล้วฟังวิทยุสื่อสารอย่างเดียว และต้องจินตนาการตลอดว่าถ้าไฟดับเครื่องขัดข้องจะต้องทำอะไรก่อนหลัง ซึ่งตรงนี้นักบินผ่านการฝึกและทดสอบมาอย่างดีแล้ว

แล้วอย่างที่บอกคือที่อเมริกาเราต้องเก็บชั่วโมงสายการบินเล็กๆ ให้ครบ 1,500 ชั่วโมง ถึงจะไปประจำสายการบินใหญ่ๆ ได้ค่ะ ซึ่งเราอยู่ขั้นนี้ บินสายการบินเล็กๆ ผ่านหลายรัฐในอเมริกา เราเองชอบวิวที่ California สวยมากกกก! บินกี่รอบก็อดที่จะมองไม่ได้ แล้วยังเป็นรัฐที่เป็นย่านธุรกิจใหญ่และที่ตั้งของ Slilicon Valley พวกนักธุรกิจคือมีเครื่องบินส่วนตัวไว้เดินทางกันเป็นว่าเล่น เค้าก็จะชอบไปจ้างนักบินมาช่วยขับให้ บางทีเราจะไปเป็น Co-pilot คล้ายๆ ไปดูงานเก็บประสบการณ์ ได้สะสมชั่วโมงบินได้ด้วย

ส่วนตัวเราเจอเพื่อนร่วมงานที่ดีมากค่ะ คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำกันตลอด เลิกบินแล้วไปเฮฮาปาร์ตี้กันปกติ ที่สำคัญคือเป็นสังคมที่เท่าเทียมไม่มีแบ่งแยกเลย ยิ่งเวลาเราบอกว่าเป็นคนไทย เค้าจะแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยให้ฟัง I love ผัดไทย, I love ไทยแลนด์ เคยไปเที่ยวมา ฯลฯ บางคนบอกว่าเพิ่งเห็นเราเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่มาเป็นนักบิน 

อัปเดตชีวิตคือตอนนี้ที่กำลังให้สัมภาษณ์กับ Dek-D อยู่ ชีวิตเรายังเหนื่อยเพราะทำงานเป็นผู้ช่วยสอนนักบินไปด้วย เราได้สอนตั้งแต่เบื้องต้นไปจนถึงฝึกปฏิบัติหลายขั้นตอน ถือว่ายากและต้องละเอียดอ่อนมากๆ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทุกจุด เพราะเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของทุกชีวิตบนเครื่อง

คำแนะนำถึงคนอยากเป็นนักบินในอเมริกา

Good news! ปกตินักบินจะเกษียณตอนอายุ 65 ปี ซึ่งในช่วงสิบปีนี้จะมีนักบิน 10,000 คนเกษียณ ตำแหน่งนี้ก็จะว่างเป็นหมื่นตำแหน่งเลยค่ะ 

ถ้ามีโอกาสและความตั้งใจจะมาทำงานที่อเมริกาจริงๆ อาจลองหาวิธีมาอยู่กับอเมริกาก่อนได้ว่าที่ไหนเป็นยังไง เพราะต้องมาเริ่มชีวิตใหม่ที่นี่ ส่วนเรื่องงานก็เหมือนการวัดดวง คนที่กำลังอ่านบทความอยู่ตอนนี้อาจเป็นคนไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นคนต่อไปก็ได้ ปัจจุบันอเมริกาก็เปิดกว้างขึ้นทั้งเรื่องสีผิว เพศ เชื้อชาติ ฯลฯ เปิดรับคนอย่างเท่าเทียมขึ้นในทุกอาชีพเลยค่ะ

แต่ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบอะไรมีแพสชันด้านไหน อย่างน้อยเรียนภาษาอังกฤษก่อน เชื่อเถอะว่าภาษาจะพาเราไปเจอโอกาสมากมายที่เราคาดไม่ถึง เราเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านทำสวน ฐานะทางการเงินไม่ได้ดี ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยแพงๆ แต่ตอนเรียนเราเป็นคนเดียวในห้องที่พูดภาษาอังกฤษได้ เลยได้ไปสอนโรงเรียนนานาชาติแล้วต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ 

ชวนติดตามอีกช่องทางดีๆ
จัดเต็มทั้งสาระและแรงบันดาลใจ

ถ้าใครสนใจเรื่องการบิน ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thai girl can fly รวมถึงช่องยูทูบ Thai girl can fly . ของเกศจะมีความรู้พื้นฐานมาสอนให้แบบสนุกๆ เข้าใจง่าย มีภาพวิวสวยๆ มาฝาก มีความรู้ภาษาอังกฤษมาแชร์ และเล่าชีวิตฉบับนักบินหญิงไทยที่อเมริกา

สุดท้ายนี้เกศอยากขอบคุณทุกคนที่ส่งข้อความและคอมเมนต์ในเพจนะคะ เกศเคยได้รับข้อความนึงจากผู้ปกครองที่เขียนว่า “คุณเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ ฉันอยากให้ลูกฉันเป็นเหมือนคุณ” อ่านจบแล้วน้ำตาไหลเลย เพราะความฝันของเกศคือการได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้น้องๆ ทำสิ่งที่รัก เพราะความมุ่งมั่นก็พาเรามาถึงจุดนี้เหมือนกัน

ช่องทางติดตาม

Facebook: Thai girl can fly 

IG: @pilotkkate

YouTube: Thai girl can fly .
 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด