เล่าเส้นทางเด็กทุน Ewha GSIS (ม.อีฮวา) เรียนโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แถมได้เป็นผู้ช่วยวิจัย!

อันยองค่ะชาว Dek-D ~~ เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ยินกิตติศัพท์ของมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University; 이화여자대학교) กันมาพอสมควร ทั้งแง่ชื่อเสียงด้านวิชาการที่ติดอันดับต้นๆ ในประเทศ บนชาร์ต QS World University Rankings 2022 และยังขึ้นชื่อว่าเป็น ม.เอกชนหญิงล้วนขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเกาหลี ก่อตั้งเมื่อปี 1886 มีสาขาให้เลือกเยอะ และยังมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติเยอะเกิน 20% ของมหาวิทยาลัยด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือมีหลายทุนที่คนไทยสมัครเพื่อเรียนที่นี่ได้ เช่น   ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ (GKS), ทุน  Ewha Global Partnership Program (EGPP), ทุน International Students Scholarships (ISS), Outstanding Ewhaian Scholarship ฯลฯ 

และวันก่อนเราได้ติดต่อและฝากคำถามถึง "พี่กิ่ง — ณัฐกานต์ อมาตยกุล"  เจ้าของบล็อก https://khunning.blog ซึ่งเป็นคนไทยที่ได้ทุน SUN ของบัณฑิตวิทยาลัย ม.อีฮวาโดยตรง ปัจจุบันเรียนจบปริญญาโทหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations: IR)  เรียบร้อยแล้ว ทางเราขอขอบคุณพี่กิ่งที่ตอบกลับได้เห็นภาพและเข้าใจง่ายมากๆ  เลื่อนลงมาเก็บข้อมูลกันเลยค่ะ!

"การเรียนหลักสูตรนี้ช่วยเปิดขอบฟ้าความเป็นไปได้ให้เรามองเรื่องราวระหว่างประเทศได้หลากหลายมุมมองขึ้น  และนอกจากความรู้ ทักษะเชิงวิชาการ ทักษะการเขียนเปเปอร์วิจัย เรายังได้รู้จักเพื่อนจากหลายวัฒนธรรมและปะทะกับความคิดเห็นที่ต่างกันแบบไม่โกรธเคืองกัน"

—  พี่กิ่ง ณัฐกานต์ อมาตยกุล
นักเรียนทุน Ewha GSIS เรียนต่อปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
 

Photo by Pond Juprasong on Unsplash
Photo by Pond Juprasong on Unsplash

สนใจประเทศเกาหลีตั้งแต่ ม.1
หลังจากเริ่มรู้จักศิลปิน K-POP

ช่วงนั้นประมาณปี 2004 เราเริ่มรู้จักศิลปินเกาหลีและเข้าไปอยู่ในกลุ่มแฟนคลับที่ร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งในโลกออนไลน์และนัดเจอกัน เราเลยได้รู้จักเกาหลีผ่านมุมมองของ K-POP เป็นหลัก ซึ่งเราไม่ได้มองว่าคนกลุ่มนี้เป็นแฟนคลับที่ชอบศิลปินคนหนึ่งแต่เหมือนชมรมทางวัฒนธรรมร่วมสมัยบางอย่างที่เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน  แม้ K-POP จะไม่ได้สะท้อนสังคมเกาหลีทั้งสังคม แต่ก็พอจะทำให้เราได้มองเห็นภาพผ่านสื่อบันเทิงว่าเกาหลีใต้พัฒนาไปมากแล้วเทียบกับความเข้าใจที่คนรุ่นก่อนหน้ายังติดภาพว่าเป็นประเทศหลังสงคราม (คือตอนนั้นเก่ามากจนยังมีคนคิดแบบนั้นอยู่) 

จากจุดนั้นเราก็เห็นเลยว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรจากเกาหลีได้อีกเยอะในอนาคต แม้ว่าผ่านไปหลายปีความสนใจเราเริ่มห่างจากเกาหลีไปแล้วไปทำงานด้านสื่อ ได้เห็นทั้งมุมมองด้านดีและด้านลบของเกาหลีผ่านข่าวสารต่างๆ แต่ลึกๆ แล้วภาพลักษณ์ของประเทศนี้ยังคงดีอยู่ในสายตาเรา ตอนที่ตัดสินใจจะเรียนต่อก็เลยไม่ลังเลที่จะเลือกเกาหลี

เมื่อวิชาโทและงานสายสื่อ
จุดแพสชันการเรียนต่อ IR

เรามองว่าคนส่วนใหญ่ที่เรียนอักษรฯ (และถ้าจะไม่ได้ไปสายอาจารย์หรือนักวิชาการ) จะต้องไปต่อยอดด้านอื่นสักด้านเพื่อเสริมทักษะหรือองค์ความรู้เฉพาะด้านให้กับตัวเอง อย่างกรณีของเรา คือในสมัยป.ตรี เราเลือกจะเสริมความรู้ด้านรัฐศาสตร์โดยเลือกเป็นวิชาโท แล้วก็พบว่าชอบหลายๆ วิชาในคณะรัฐศาสตร์ ตอนนั้นคิดว่าถ้าจะต้องเลือกเรียน ป.โท ก็คงไปต่อด้านนี้มากกว่า บวกกับพอมาทำงานเขียนสารคดีหรือบทความ ในฐานะคนเขียนข่าวที่ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าว เราอยากจะเจาะลึกองค์ความรู้ด้านใดด้านหนึ่งติดตัวเอาไว้ เพื่อจะได้เขียนถึงมันด้วยความมั่นใจเสริมจากการเขียนบทความอื่นๆ ทั่วไปด้วย

สุดท้ายเราเลือกมาทางสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเราชอบมองโลกในฐานะเวทีของการมีปฏิสัมพันธ์ของรัฐ ผู้คนต่างวัฒนธรรม และภาคธุรกิจที่เชื่อมโยงข้ามดินแดนกัน แต่ก็อยู่บนกลไกและกฎอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนกว่ากฎหมายบนหน้ากระดาษเยอะ

สำหรับการเตรียมพร้อมเรื่องภาษา ถึงแม้ Ewha GSIS ภาค International Studies จะสอนเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ แต่ภาษาเกาหลียังจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต ตอนนั้นเลยเตรียมตัวด้วยการไปเรียนคอร์สภาษาเกาหลีระยะสั้นที่ศูนย์บริการวิชาการ  คณะอักษรจุฬาฯ พอเรียนแล้วกลายเป็นว่าชอบและยังเรียนต่อมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้

รีวิวขอทุน SUN ค่าเรียน 50%
(การสมัคร, เงื่อนไข, คำแนะนำ)

**ต้องบอกก่อนว่า แม้ Ewha GSIS จะเป็นส่วนหนึ่งของ ม.สตรีอีฮวา ก็จริง แต่เรื่องการให้ทุนนั้นแยกออกมาจากตัวมหาวิทยาลัย ทางคณะก็เลยมีทุนของตัวเอง เพียงแต่ในปีที่เราสมัคร ทุนจำนวนที่สูงที่สุดที่มีให้เลือกคือทุน SUN ซึ่งครอบคลุมค่าเล่าเรียน 50% และเราคาดเดาไม่ได้เลยว่ามีโอกาสเยอะไหม เพราะไม่รู้เลยว่าทางคณะให้ทุนจำนวนกี่คนต่อเทอมและอัตราผู้สมัครมีเท่าไร

ทุน On-Campus Scholarships (Merit-Base)
ทุน On-Campus Scholarships (Merit-Base)
Ewha GSIS Blog

วิธีสมัครไม่ซับซ้อน

สมัครโดยการยื่นพร้อมใบสมัครเรียน เพราะฉะนั้นก็เลยใช้เอกสารการสมัครมาตรฐาน เช่น 

  • ใบทรานสคริปต์แสดงเกรดตอน ป.ตรี ที่จุฬาฯ (3.71 เอกอังกฤษ/โทรัฐศาสตร์)
  • คะแนนภาษาอังกฤษ เรายื่น TOEFL iBT ที่รีบไปสอบมา และเนื่องจากทักษะพูดตอนนั้นเราไม่เก่งเลย ฉุดคะแนนรวมออกมาเหลือ 99 คะแนน แต่ก็ลองส่งไป
  • แนบผลงานเป็นรายการบทความที่เคยเขียนให้สื่อต่างๆ สมัยทำงาน แต่เลือกเฉพาะบทความหรือบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่จริงๆ แล้วทาง Ewha GSIS ไม่ได้ขอในระดับ ป.โท อย่าง Letter of Recommendation ที่สุดท้ายเราเลือกจะส่งไปด้วย ซึ่งตรงนี้เราได้รับความกรุณาจาก รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ที่เราเคยเรียนด้วยที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นอาจารย์ที่เราเคารพมาก รวมทั้งคุณอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา หัวหน้าเก่าของเราที่ทำงาน ช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้ ซึ่งเราเชื่อว่าแม้จดหมายนี้อาจไม่ได้เป็นเอกสารที่จำเป็นต้องยื่นเพื่อรับพิจารณาให้เข้าเรียน แต่ในด้านของการขอทุน ตรงส่วนนี้น่าจะช่วยโน้มน้าวใจคณะกรรมการได้ไม่มากก็น้อย"

เงื่อนไขการรักษาทุนให้ครบ 4 เทอม
(+แชร์ประสบการณ์หลุดทุนที่คุ้มค่า)

ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเรียนสาขาไหน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเกรดของเราตอน ป.ตรี ซึ่งพอทุนไม่ได้บอกชัดเจนว่ามีขั้นต่ำเท่าไร หรือเข้ามาเรียนแล้วต้องรักษาเกรดอยู่ที่เท่าไรถึงจะไม่หลุดทุน (บอกแค่ว่าต้องมีผลการเรียนโดดเด่น) เราเลยไม่รู้อะไรเลย จนกระทั่งพอเรียนมาเรื่อยๆ เลยได้มารู้จากการคุยกับเพื่อนๆ ว่าคนที่จะได้ทุนครบ 4 เทอมนั้นมักจะต้องเป็นคนที่ได้ A+ ทุกตัว แต่ต้องขอเน้นว่า ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอนเพราะทุกอย่างเกิดอยู่ขึ้นกับการเปรียบเทียบเกรดของเรากับคนอื่นๆ ในปีนั้นด้วย เพราะฉะนั้นทำได้แค่ตั้งใจเรียนและทำคะแนนให้ดีที่สุด 

แต่การเรียน ป.โท ควรเรียนวิชาที่อยากรู้และอยากต่อยอดมากกว่าวิชาที่เราแน่ใจว่าอาจารย์ให้เกรดดีๆ เพื่อให้ได้ทุนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงเป็น 2 ปีที่เสียเปล่า ความจริงก็คือเทอมต่อมาเราไม่ได้ทุน SUN ต่อ เพราะเทอมนั้นได้ A- มาตัวนึง แต่เพราะ Ewha GSIS มีทุนหลากหลายรองรับ จึงทำให้ได้ทุนอื่นๆ แทน อย่างทุนการเป็นผู้ช่วยวิจัยซึ่งอุดหนุนค่าเทอม 50% เช่นกัน แถมได้ประสบการณ์ทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ด้วย ซึ่งเรามองว่าไม่ต่างกับการได้เรียนฟรีเพิ่มอีกคอร์สหนึ่งเลย พูดแล้วก็เหมือนปลอบใจตัวเอง แต่กลายเป็นว่าวันนี้มองย้อนกลับไป การหลุดทุน SUN ผลักให้เราต้องลองสมัครเป็นผู้ช่วยวิจัยเพื่อโปะทุน ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราไม่เสียใจเลย แถมรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำว่าทำให้มีประสบการณ์บนเส้นทางใหม่ที่ไม่กล้าเดินมาก่อน แต่จริงๆ แล้วทำได้

Photo by Farrel Nobel on Unsplash
Photo by Farrel Nobel on Unsplash

คำแนะนำถึงน้องๆ ที่เตรียมขอทุน

เตรียมตอบคำถามมาตรฐานให้ได้ เช่น ทำไมถึงอยากเรียนสาขานี้ หัวข้อที่อยากทำวิจัยคืออะไร สนใจวิชาไหนของ GSIS เป็นพิเศษ หรือเตรียมรับมือกับคำถามยากๆ อย่างอีก 10 ปีข้างหน้ามองเห็นตัวเองเป็นแบบไหน คำถามพวกนี้เป็นแค่คำถามนำร่องให้เขาเห็นตัวตนผู้สมัครมากขึ้น มากกว่าจะเอาคำตอบถูกผิด เราพบว่าครั้งที่ 2 ที่เราสัมภาษณ์กับคณะโดยไม่ได้กังวลเรื่องทุนมากเท่ากับตอนสมัครทุน GKS เราเกร็งน้อยลงและตอบแบบเป็นตัวเองได้มากขึ้น เลยพูดได้คล่องกว่า เล่าประสบการณ์จากการทำงานจริงให้เขาฟังแล้วเขาก็ถามความคิดเห็นที่เราได้จากประสบการณ์นั้นๆ เหมือนกับการคุยเล่น (แต่แน่นอนว่าต้องมีการเตรียมตัวมาเพื่อป้องกันเดดแอร์) 

เมสเสจสำคัญคือต้องทำให้เขาเห็นว่า เราคือคนที่ตั้งใจจะไปเรียนจริงๆ และเตรียมตัวมาระดับหนึ่งแล้วจนรู้ว่าที่คณะนั้นมีอะไรให้เราไปเรียนรู้ต่อยอดได้บ้าง

ในรั้ว ม.อีฮวา คือเซฟโซน
ที่ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเอง
 

อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นหญิงล้วนหรือเพราะว่าเป็นคาแรกเตอร์ของอีฮวา เราว่านักศึกษาที่นี่แต่งตัวสบายๆ หลากรูปแบบ เราอาจจะเคยได้ยินจากข่าวกันใช่ไหมว่าที่เกาหลียังมีคนที่แอนตี้ผู้หญิงตัดผมสั้นๆ อย่างนักกีฬายิงธนูชื่ออันซาน ถ้าพวกนั้นเดินเข้ามาใน ม.อีฮวา คงอกแตกตาย เพราะหลายๆ คนแต่งตัวทำผมตามสบาย ตามบุคลิกที่ตัวเองอยากเป็น 

หรือแม้แต่เพศสภาพที่ตัวเองอยากเป็น อย่างเพื่อนสนิทเราที่เป็นคนฮ่องกงและเรียน ป.ตรี จบจากที่อีฮวา บอกว่าความสัมพันธ์แบบ LGBTQ+ อาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมเกาหลีโดยรวม แต่ที่นี่ถือว่าธรรมดามากกก (แต่ทั้งนี้ประสบการณ์แต่ละคนอาจไม่เหมือนกันนะ ลองแลกเปลี่ยนกันได้)"

เจาะลึกการเรียนในคลาส
เด็กป.โท IR ที่อีฮวาได้้เรียนอะไรบ้าง?

รูปแบบการเรียน

การเรียนในปริญญาโทที่นี่มีทั้งวิชาที่เน้นเลกเชอร์เป็นส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะวิชาปูพื้นฐาน) และวิชาที่เน้นการอ่านเองและมาพรีเซนต์และพูดคุยในห้อง แต่นั่นเป็นเพียงรูปแบบการเรียนการสอน สุดท้ายแล้วคะแนนของเกือบทุกวิชาจะเน้นหนักไปที่การค้นคว้าเพื่อเตรียมพรีเซนต์และงานวิจัยปลายภาค หรือที่เรียกว่า Final paper เพราะการเรียนระดับบัณฑิตวิทยาลัยคือการมุ่งเน้นผลิตงานวิจัยต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ และสิ่งที่เราทำกันใน ป.โท ก็คือการฝึกลงสนาม หากจะมีสอบก็เป็นเพียงเพราะอยากกระตุ้นเราเป็นหลัก และแน่นอนว่าเป็นข้อเขียนทั้งหมด บางทีก็ตั้งคำถามให้เราลองต่อยอดมุมมองของตัวเองออกมาเผื่อจะกลายเป็นงานวิจัยใหม่ได้โดยเราไม่รู้ตัว

ตึกสูงด้านขวา คือ International Education Building ที่ตั้งของ Ewha GSIS
ตึกสูงด้านขวา คือ International Education Building ที่ตั้งของ Ewha GSIS

อาจารย์และเพื่อนร่วมคลาส
โพรไฟล์ไม่ธรรมดา!

พอเข้ามาเรียนแล้วเราพบว่าเพื่อนหลายคนในคณะเป็นเด็กทุน GKS หรือทุนรัฐบาลเกาหลี ก็เรียกว่าเป็นบุคคลที่คัดคุณภาพมาแล้วจากทั่วโลก พวกนี้เลยหัวไวแถมขยันอีก แต่ก็ช่วยให้เรามีแรงผลักดันที่ดี นักศึกษาเกาหลีที่นี่ก็มักมี Global Mindset บางคนเคยไปเรียนต่างประเทศมาแล้ว หรือบางคนทำงานในสถานทูตของต่างประเทศอยู่ก็มี 

ส่วนคณาจารย์ก็มีทั้งชาวต่างชาติและชาวเกาหลีคละกัน อาจารย์ต่างชาติมักมีโปรไฟล์การทำงานวิจัยเข้มข้น บางคนเป็นบรรณาธิการวารสารวิชาการในภูมิภาคเอเชียควบด้วย หรืออย่างอาจารย์เกาหลีหลายๆ คนเคยมีประสบการณ์ตรงในการทำงานให้กับรัฐบาลเกาหลีมาก่อนในด้านที่มาสอน เช่น อาจารย์โช คีซุก ที่เคยทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้ อดีต ปธน. โนมูฮยอน ปัจจุบันสอนเกี่ยวกับ Public Diplomacy อาจารย์ซน จีเอ ที่เคยเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ Arirang สอนวิชา International Journalism หรืออย่างล่าสุด อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ คัง คยองฮวา ก็เพิ่งเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ Ewha GSIS ด้วย

ยกตัวอย่างวิชาเรียน

ยกตัวอย่างวิชาปูพื้นฐาน เช่นวิชา International Relations: Theory and Practice เป็นวิชาที่นักศึกษาเอก IR ต้องเรียนทุกคน เนื่องจากเป็นวิชาปูพื้นฐาน เกือบทุกคาบจะเป็นการฟังเลกเชอร์จากอาจารย์เรื่องทฤษฎี IR ต่างๆ เทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง (ซึ่งก็คือมุมของ Practice) พอถึงกลางภาคก็มีการสอบข้อเขียนเพื่อวัดความเข้าใจ และจะมีอยู่แค่ 3 คาบที่เป็นการพรีเซนต์จากนักศึกษา โดยอาจารย์จะให้ตั้งคำถามวิจัยด้วยตัวเองโดยนำทฤษฎีที่ตัวเองสนใจ 1-2 ทฤษฎี มาใช้พูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อพรีเซนต์แล้วก็จะได้ feedback จากอาจารย์ว่าควรนำเรื่องนี้ไปเขียนต่อเป็นงานวิจัยปลายภาคไหม หรือควรรื้อใหม่หมดเลย (น่ากลัว!!) ซึ่ง 2 อย่างนี้แหละที่เป็นหัวใจสำคัญของเกรดนักศึกษา ป.โท 

อีกวิชาที่สำคัญไม่แพ้กันในชีวิต ป.โท คือ Research Method and Fieldwork ซึ่งควรเรียนตั้งแต่เทอมแรก เพราะอาจารย์จะสอนเราว่าการทำวิจัยสำหรับบัณฑิตวิทยาลัยคืออะไร (ที่ไม่ใช่แค่ที่เจอใน Google หรือไปห้องสมุดแล้วเอาข้อมูลมารวมๆ กัน) ต้องมีโครงสร้างแบบไหน ต้องตั้งคำถามลักษณะไหนถึงจะเรียกว่าเป็นงานวิจัย ซึ่งพื้นฐานตรงนี้นอกจากจะนำไปใช้ทำ final paper ได้ทุกวิชาแล้ว ยังช่วยฝึกวิธีคิดและการวางแผนแบบนักวิจัยด้วย

ส่วนวิชาอื่นๆ รูปแบบการสอนจะคล้ายๆ กันคืออาจารย์จะกำหนดหัวข้อแต่ละสัปดาห์มา และแต่ละสัปดาห์ก็จะมีทั้งส่วนที่เป็นเลกเชอร์จากอาจารย์และส่วนที่เป็นพรีเซนต์ที่นักศึกษาไปอ่านและค้นคว้ามาเองแล้วเล่าให้เพื่อนฟัง และส่วนสุดท้ายคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ห้อง เนื่องจาก Ewha GSIS เป็นคณะที่มีนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ นอกจากเรียนจากหนังสือและอาจารย์แล้ว เรายังได้เรียนรู้ผ่านมุมมองของเพื่อนจากต่างสังคมและวัฒนธรรรมด้วย

อันที่จริงการเรียน ป.โท ทำให้เราสงสัยกับความรู้ต่างๆ ที่เราเคยคิดว่าได้รู้มาแล้วก่อนหน้านี้ เราอาจจะไม่กล้าพูดว่าตัวเองรู้อะไรลึกซึ้งขึ้น แต่ทำให้เปิดขอบฟ้าความเป็นไปได้ให้เรามองเรื่องราวระหว่างประเทศได้หลากหลายมุมมองขึ้น ถ้าอยากลึกซึ้งฟันธงจริงๆ อาจจะต้องเรียนต่อ ป.เอก ซึ่งทำให้เราต้องเลือกว่าเราอยากใช้แว่นแบบไหนในการมองให้ลึกลงไปแล้วเขียนออกมาเป็นธีสิสจบ

แต่สิ่งที่ได้มานอกจากความรู้และทักษะเชิงวิชาการอย่างความรู้ทฤษฎี IR และทักษะการเขียนเปเปอร์วิจัย คือการได้รู้จักเพื่อนจากหลายวัฒนธรรมและปะทะกับความคิดเห็นที่ต่างกันแบบไม่โกรธเคืองกัน หนึ่งในวิชาที่เราเลือกเรียนก็คือ Cross Cultural Communications ซึ่งกลายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมที่แตกต่างของแต่ละวัฒนธรรมโดยที่นักศึกษานี่แหละที่มาพูดคุยกันเอง ฟังจากชื่ออาจดูเหมือนว่าเราไปเรียนรู้วัฒนธรรมคนอื่น แต่กลายเป็นว่าเรานี่แหละได้มองกลับมาที่ตัวเอง มองสิ่งที่เคยคิดว่าใครๆ ก็ต้องคิดแบบนี้ให้กลายเป็นอีกแบบ เราพูดแบบนี้มันอาจจะฟังดูเชยๆ นะ แต่นี่คือสนามจริงของการปะทะกันทางวัฒนธรรมที่บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราเองได้มากเหมือนกัน เราเรียนรู้ตัวเองจากการที่เขียนบันทึกความคิดส่งอาจารย์ เป็นงานส่งประจำเทอม

Q: เคยได้ยินว่าที่ม.อีฮวา มีกฎระเบียบเคร่งพอสมควร จริงมั้ยคะ?

"ปกติการเข้าเรียนจะมีคะแนนอยู่แล้ว แต่ไม่มากนัก (เพราะคะแนนส่วนใหญ่มาจากผลงานที่ทำออกมา) อาจจะมีผลแค่ว่าถ้าเข้าไม่ถึงกี่ % จะไม่ผ่าน ส่วนเพื่อนที่เคยลา ถ้าไม่แขนหักก็ไปไปพรีเซนต์เปเปอร์สักงาน น้อยมากที่จะเห็นคนโดดเรียนเพราะอยากโดดหรืออยากพักผ่อนทั่วไป เท่าที่เห็น ในระดับ ป.โท เขาคาดหวังให้เราโตพอที่จะไม่ต้องมาเข้มงวดกวดขันเรื่องนี้แล้ว แต่อาจารย์บางวิชาอาจจะเขียนกฎใน syllabus เข้มงวดหน่อย เพื่อที่จะมีหลักฐานว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องการจากนักศึกษาคืออะไร"

 

ภาษาคืออุปสรรคช่วงแรกที่ยังไม่คุ้น

พอเรียนไปสักพักจะเริ่มปรับตัวได้และกล้าพูดมากขึ้น โดยเฉพาะพอมาอยู่ในสังคมหลากวัฒนธรรม เราจะอุ่นใจว่าทุกคนต่างพยายามเข้าใจภาษาอังกฤษของคนอื่นๆ และเน้นที่สารเป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้ว่าหากภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงอาจจะต้องลงแรงหนักกว่าเพื่อนหน่อย เช่นต้องใช้เวลาอ่านหนังสือหรือเขียนเปเปอร์นานกว่า ก็มีท้อบ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนจะผ่านมันมาได้นะ

เนื่องจากภาคที่เราเรียนนั้นสอนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหมด จึงไม่ต้องใช้ภาษาเกาหลีเลย เว้นแต่ว่าจะลงวิชาที่เกี่ยวกับสังคมหรือวัฒนธรรมเกาหลีเป็นตัวเลือก (หรือเดี๋ยวนี้สามารถเลือกเป็นวิชาโทได้ด้วย) ก็ต้องรู้ภาษาเกาหลีประมาณหนึ่ง อย่างน้อยต้องอ่านฮันกึลได้ ส่วนวิชาของภาค Korean Studies ที่สอนเป็นภาษาเกาหลีล้วนเลยก็มี ถ้าอยากเก็บมาใส่ในทรานสคริปต์ อย่างน้อยก็ต้องได้ภาษาเกาหลีสักกึบ 4-5

Q: อยากชวนแชร์วิธีเรียนภาษาเกาหลีของพี่กิ่งสักนิด

 

(จริงๆ เรายังไม่เก่งขนาดแนะนำใครได้นะ แหะๆ) ที่ทำอยู่คือฟังรายการวิทยุที่ชอบ แม้จะฟังดูเชยๆ แต่การมีรายการวิทยุที่ฟังประจำจะสร้างวินัยให้เราได้ฝึกฟังเป็นกิจวัตร ในเวลาเดิมทุกวัน ส่วนการพูด ตอนนี้ก็กำลังฝึกอยู่ด้วยการเจอเพื่อนเกาหลี และนัดกับเพื่อนชาวต่างชาติด้วยกันมาคุยกันด้วยภาษาเกาหลีครั้งละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อทำลายความกลัวพูดผิดที่คอยปิดกั้นให้เราไม่กล้าพูดออกมา

 

นอกจากนี้เรามีลงเรียนคอร์สภาษาเกาหลีของ ม.ซอกัง หลังจบ ป.โทที่อีฮวาแล้ว โดยที่เริ่มต้นจาก กึบ 3 เพราะช่วง ป.โท มีแรงลงวิชาภาษาเกาหลีแค่กึบ 2 เท่านั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการเรียนที่ซอกังคือเรากล้าพูดภาษาเกาหลีมากขึ้น เพราะการเรียนเกือบครึ่งหนึ่งคือกิจกรรมคุยภาษาเกาหลีกับเพื่อนในห้อง (นอกจากจะพูดเกาหลีเยอะขึ้นแล้ว ยังพูดภาษาไทยและอังกฤษมากขึ้นไปด้วย เหมือนหยุดพูดไม่ได้น่ะ หัวมันต้องคิดตลอด)

อ่านรีวิวเรียนภาษาที่ซอกัง
โครงสร้างของหนังสือเรียนภาษาซอกัง
โครงสร้างของหนังสือเรียนภาษาซอกัง
ทางเดินเข้ามหาวิทยาลัยจากประตูหน้า
ทางเดินเข้ามหาวิทยาลัยจากประตูหน้า
ห้องเรียนที่ต้องนั่งห่างๆ กัน
ห้องเรียนที่ต้องนั่งห่างๆ กัน
ร้านกาแฟในตึกที่ใกล้ตึกเรียน
ร้านกาแฟในตึกที่ใกล้ตึกเรียน

ฝึกงานที่ออฟฟิศบัณฑิตวิทยาลัย
จนได้มาเป็นพนักงาน Part-time

จริงๆ แล้วหากเข้าไปดูที่เว็บหลักของอีฮวาจะเห็นว่า Ewha GSIS เป็น Professional Graduate School และเน้นที่การฝึกงานมากกว่าการทำธีสิสจบ เราจึงสามารถเลือกได้สองแทร็ก คือ แทร็กทำทีสิสจบ หรือแทร็กเรียนเพิ่มอีก 3 หน่วยกิตเพื่อจบ (แต่ทั้งสองแทร็กต่างบังคับให้ฝึกงานอย่างน้อย 160 ชั่วโมง) ซึ่งเราไม่เลือกแทร็กทำธีสิสเพราะอยากเรียนเพิ่มมากกว่าเขียนธีสิส ซึ่งไม่รู้จะมาเสียใจทีหลังไหม 5555

ส่วนการฝึกงานของเรา เราทำตำแหน่ง Promoter ให้กับออฟฟิศของบัณฑิตวิทยาลัยอยู่หกเดือน (แบบไม่เต็มเวลา) โดยใช้ความรู้ในการผลิตสื่อสมัยทำงานของเรามาปรับปรุง Ewha GSIS Blog และโซเชียลมีเดียของคณะ ถ้าจะบอกว่าเป็นโปรเจกต์จบก็คงไม่ผิดนัก พอฝึกงานเสร็จเขาก็จ้างต่อเป็นพนักงานพาร์ตไทม์เลย แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วเพราะรับงานแปลหนังสือเป็นหลัก

เข้าชม Ewha GSIS Blog

เล่าความท้าทายครั้งใหญ่
เมื่อได้มาเป็น "ผู้ช่วยวิจัย" (RA)

เราได้รับการติดต่อจากอาจารย์ Thomas Kalinowski ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา หลังจากที่เราเรียนวิชาของเขามา (ชื่อวิชา Comparative Political Economy) ให้มาเป็นผู้ช่วยวิจัย เนื่องจากทุกๆ ปี อาจารย์จะต้องทำรายงานประจำปี Sustainable Governance Indicators (SGI) รายงานประจำปี Bertelsmann Transformation Index (BTI) ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งพอชื่อว่าเป็นดัชนี ก็ต้องมีการวัดผลหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ธรรมภิบาล ฯลฯ เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างไม่ตกหล่น อาจารย์จึงต้องมีผู้ช่วยวิจัยสองคน ได้แก่ เรากับนักศึกษา ป.เอก อีกหนึ่งคนทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและเขียนสรุปแต่ละด้านในเบื้องต้น ก่อนที่จะไปกำหนดดัชนีแต่ละมิติอีกที

ส่วนอีกด้านที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากข้อมูลบางส่วนที่ได้มาระหว่างหาข้อมูลเพื่อจัดทำ SGI สามารถนำมาวิเคราะห์การจัดการโควิดของรัฐบาลเกาหลีได้ เราเลยได้ทำหน้าที่ช่วยหาข้อมูลเพื่อให้อาจารย์กับนักศึกษา ป.เอก ท่านนั้นนำไปเสนอใน KISA 12th Annual Convention & APISA 14th Congress ด้วย

ความท้าทายสำหรับเราก็คือตอนที่ได้รับโจทย์นี้ ในหัวเรายังว่างเปล่า ไม่รู้ว่าต้องหาข้อมูลออกมาหน้าตาแบบไหน ไม่เคยทำวิจัยมาก่อนมาเรียน ป.โท เลย แต่พออาจารย์ผลักดันว่าลองทำออกมาก่อน ดีไม่ดีเดี๋ยวเขาแนะนำเอง บวกกับผู้ช่วยวิจัยอีกคนลองทำแพตเทิร์นการรวบรวมข้อมูลมาให้ดูเป็นตัวอย่าง เราเลยเริ่มเข้าใจว่าจะจัดการและคัดกรองข้อมูลมากมาย ต้องออกแบบก้าวเดินแต่ละก้าวยังไงให้ไม่งง สุดท้ายก็ได้ประสบการณ์เป็นผู้ช่วยวิจัยติดตัวมาด้วย

ป้ายประจำตำแหน่ง
ป้ายประจำตำแหน่ง

หลังจากที่เราเรียนจบแล้ว ก็ยุติการทำงาน Part-time ไปด้วยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แล้วตั้งใจมาทุ่มเทเรียนภาษาแทน เพราะเท่าที่สำรวจตลาดงานมา การหางานประจำที่นี่ ภาษาเกาหลีระดับ 5-6 เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย (หรือถ้าใครมีตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้ภาษาเกาหลีระดับสูงก็แนะนำมาได้) เราตั้งใจจะทำงานด้านสื่อเหมือนเดิม แต่ทั้งนี้บอกมากไม่ได้ เพราะถ้าโอกาสอะไรผ่านเข้ามาก็จะลองคว้าไว้ก่อน

ระบบอาวุโสยังชัดอยู่จริงๆ การต้องระมัดระวังและคิดในเรื่องละเอียดอ่อนว่าลำดับชั้นและอายุว่าใครต้องมาก่อนมาหลังก็ยังมีอยู่ แต่เราอยู่ในคณะ Ewha GSIS ซึ่งจะเรียกว่าเป็นบับเบิลของคนต่างชาติก็ได้ ทำให้ไม่ค่อยได้ปะทะกับเรื่องนี้แบบจังๆ แม้แต่ตอนทำงานที่ออฟฟิศภาค หัวหน้าที่เป็นคนเกาหลีก็ยังทำตัวเป็นกันเองและเปิดรับความคิดเห็นจากเรามากๆ อาจเพราะเราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษที่มีแต่ I กับ You แต่เมื่อไรก็ตามที่สื่อสารด้วยภาษาเกาหลี ระบบอาวุโสเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาและระวังเสมอ

เล่าความประทับใจในเกาหลี
ความใส่ใจที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกให้คนเดินเท้า 

ถ้าใครเคยมาเที่ยวก็คงคิดเหมือนกัน พอเราอยู่ไปสักพักจะเห็นว่าทุกอย่างคิดมาเป็นระบบแล้ว สถานีรถไฟต้องอยู่ตรงไหน มีทางออกกี่ทางไปเชื่อมกับอะไรบ้าง ป้ายรถเมล์อยู่ใกล้กับทางม้าลายเสมอ และป้ายก็มักจะอยู่ใกล้สถานีรถไฟเพื่อให้การเชื่อมต่อไหลลื่น เวลาเราเห็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นแบบนี้แล้วมันรู้สึกดีใจ (คือคนเกาหลีอาจจะชินนะ กลายเป็นว่าถ้าไม่มีสิจะโวยวายให้ แต่เรากลับรู้สึกซึ้งใจซะงั้น)

การจัดการวัคซีนให้คนต่างชาติ 

บางคนเห็นจากข่าวแล้วคิดไปว่าเกาหลีจัดการวัคซีนไม่ได้เรื่อง ...โอเค มันต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการจัดหาวัคซีนอาจบกพร่อง ได้วัคซีนมาช้า แต่เมื่อได้มาแล้วเขาจัดการกับการกระจายวัคซีนได้สมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพมาก เขาสื่อสารทุกช่องทาง ทำให้รู้เหตุผลของการกระจายวัคซีนตามกลุ่มอายุต่างๆ เรารู้ตั้งแต่ต้นปี 2021 แล้วว่าคนอายุเท่าเราจะได้คิวฉีดเข็มแรกประมาณเดือน 8 ซึ่งพอถึงเวลาก็ได้จองคิวจริงๆ แถมพอเป็นนักเรียนต่างชาติ เขาให้โอกาสได้จองคิวก่อนเพราะถือเป็นกลุ่มที่ไร้ที่พึ่งในสังคม (อึ้งไปเลย) 

พอไปถึงที่สถานีฉีดวัคซีน เจ้าหน้าที่พูดทั้งภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษได้ คอยต้อนรับและบริการอยู่อย่างน่าประทับใจ มันคือบรรยากาศและทัศนคติของรัฐที่ดูแลประชาชนน่ะ ที่มันสื่อสารมาถึงเรา

เชื่อมข้อมุูลกับแอปฯ แผนที่ยอดนิยม เช่น Naver Map, Kakao Map
เชื่อมข้อมุูลกับแอปฯ แผนที่ยอดนิยม เช่น Naver Map, Kakao Map

แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับเกาหลี
ผ่าน YouTube และ Blog 

เราเป็นยูทูบเบอร์ที่ไม่ค่อย productive เท่าไร เพราะพูดไม่ค่อยเก่ง ทำแล้วจะดูเป็นคลิปเงียบมากกว่า แต่ถ้าใครอยากดูบรรยากาศการใช้ชีวิตที่เกาหลีก็ไปติดตามช่องยูทูบ Sa Su Seoul ได้ เป็นแชนเนลที่เราทำร่วมกับ "พี่ข้าว — อิสริยา พาที" ซึ่งเป็นครูสอนภาษาเกาหลีที่ลามาเรียนต่อ ป.เอก ด้วยทุน GKS บางทีก็มีคลิปความรู้ภาษาเกาหลีด้วย แต่ที่อัปเดตบ่อยกว่าคือบล็อก khunning.blog บางทีก็เป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่มาเรียนที่เกาหลี หรือสนใจความเป็นไปของเกาหลีในปัจจุบัน

ตัวอย่างเรื่องราวบนบล็อก

  • วัคซีน ปริญญาโท และคอร์สเรียนภาษา
  • ชีวิตหนึ่งปีในบ้านกึ่งใต้ดิน
  • สารพัดแอพที่จะทำให้ชีวิตในเกาหลี สะดวกขึ้น
  • เทอมสี่ที่แสนแน่น
  • พันธมิตรชานมแห่ง GSIS
  • เปิดเทอมที่นิวนอร์มอลยังไม่นอร์มอล
  • เรื่องปวดหัวของการเปลี่ยนวีซ่า D2-D4-D10
  • และอีกเพียบ!
ตามไปอ่านต่อที่นี่

ช่องทางติดตามอื่นๆ

YouTube Channel: Sa Su Seoul 

IG: @khingamat 

LinkedIn: natthakarnamat

 

[ ชวนอ่านต่อ ]

มัดรวม 5 ทุนเรียนฟรีจาก ‘Ewha Womans University’ 
ม.หญิงล้วนอันดับ 1 ของเกาหลีใต้!

 

รวมรีวิวเทคนิคพิชิตทุนฉบับ #ทีมเกาหลี 
เตรียมตัวยังไงให้ได้ทุน?

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด