ควันหลงทิ้งท้ายการจัดงาน "วันอาภากรรำลึก" ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กับการจัดการประกวดบุรุษ-ธิดาวังสนเพื่อหาตัวแทนสถาบันขึ้นมาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งการประกวดในปี 2550 นี้จัดขึ้น ณ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกขานว่า "พณิชยการพระนคร" และเป็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยต้นสนขนาดใหญ่รายล้อมริมรั้วของมหาวิทยาลัย ชื่อของบุรุษ-ธิดาวังสน จึงมีที่มาจากต้นไม้อันเป็นสัญลักษณ์นั่นเอง
       
          แม้ว่าในปีนี้ ต้นสนจะถูกกองสุมไปด้วยเศษหินดินทรายจากการก่อสร้างไปบ้าง แต่สีสันของงานประกวดก็ยังคงเต็มเปี่ยมไม่แพ้การประกวดในอดีต ด้วยจำนวนนักศึกษาที่ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมประกวดหลายสิบคน พร้อมผองเพื่อนมาร่วมให้กำลังใจ แต่สุดท้าย เมื่อคณะกรรมการเผยผลการตัดสิน ตำแหน่งธิดาวังสนก็ตกเป็นของสาวน้อยนามว่า
"นิก" หรือ น.ส.ลลิตา ไตรอนุเชษฐ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 สาขาการท่องเที่ยว
       


          "ดีใจที่ได้ตำแหน่งธิดาวังสนค่ะ คิดว่าสิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งนี้คงเป็นเรื่องของไหวพริบในการตอบคำถาม และการแต่งกายที่ถูกต้อง เรียบร้อยค่ะ"
       
          สวยอย่างเดียวไม่พอ สาวนิกยังมาพร้อมรูปร่างสูงยาวเข่าดี จึงเป็นถึงเชียร์ลีดเดอร์ของคณะศิลปศาสตร์ ในการแข่งขันฟุตบอลยูลีกของทางสถาบันด้วย นอกจากนั้น เวลาว่างช่วงวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือหมดไปกับการช้อปปิ้งเหมือนวัยรุ่นอีกหลายคน เพราะเธอเปิดเผยกับเราว่า เธอมักจะรับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้ายี่ห้อต่าง ๆ หรืองานพริตตี้ หาเงินพิเศษเป็นค่าขนมเสียด้วย
       
          "แบ่งเวลาจันทร์ถึงศุกร์ก็จะทุ่มให้กับการเรียนค่ะ เพราะเรียนหนักอยู่เหมือนกัน ส่วนเสาร์อาทิตย์ถึงจะรับงานพริตตี้ หรือเป็นพรีเซนเตอร์ แต่ตอนนี้ขึ้นปี 3 เรียนหนักมากขึ้น ก็เลยรับงานน้อยลงกว่าเดิมมากค่ะ"
       
          ความฝันของนิกคือการทำงานเป็นแอร์โฮสเตส แถมเธอยังมีโอกาสไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการฝึกงานจากการบินไทย สายการบินแห่งสยามประเทศเสียด้วย ซึ่งสาเหตุที่ชอบเป็นเพราะชุดฟอร์มของแอร์โฮสเตสที่เธอบอกว่าดูแล้วสง่างาม บวกจุดเด่นด้านรายได้ที่เหนือกว่าอีกหลาย ๆ อาชีพนั่นเอง
       
          สำหรับบุคคลต้นแบบที่เธอประทับใจและยึดเป็นแบบอย่างคือ แฟนพันธุ์แท้กรุงศรีอยุธยา นิรุต โลหะรังษี หนุ่มหล่อที่เคยสวมบทเป็นอาจารย์สอนวิชามัคคุเทศน์เมื่อครั้งสาวนิกเรียนอยู่ปีที่ 2
       
          "อาจารย์นิรุตเป็นคนดีและเก่งค่ะ แถมอาจารย์เป็นตัวอย่างด้านความกตัญญู เพราะอาจารย์ดูแลคุณพ่อคุณแม่อย่างดี ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนกับอาจารย์ทำให้เราต้องพยายามค้นคว้าหาข้อมูลให้มาก ๆ ค่ะ"
       
          ประทับใจจากสาวนิก ธิดาวังสน'50 ไปแล้ว หันมาทางหนุ่มน้อยหน้าใส เจ้าของตำแหน่งบุรุษวังสนกันบ้าง โดยในปีนี้ตำแหน่งดังกล่าวตกเป็นของน้องใหม่ที่มาพร้อมความสามารถด้านการอ่านทำนองเสนาะ และความฝันในการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี กับสิขเรศ แพรัตนดิลก หรือน้องแมงป่อง นักศึกษา ปวส.ปี
1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการบัญชี
       


          "ตอนแรกไม่ได้สมัครครับ แต่พอดีเจอพี่ ๆ ที่สโมสรนักศึกษาเขาชักชวน ก็เลยลองดู บนเวทีคิดว่าทำเต็มที่แล้ว ถึงไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่พอได้ตำแหน่งก็ดีใจครับ"
       
          แมงป่องคิดว่า ปัจจัยที่ทำให้ได้รับตำแหน่งบุรุษวังสนคงเป็นเรื่องของความร่าเริง และการมองโลกในแง่ดี รวมถึงไหวพริบในการตอบคำถาม สามสิ่งประกอบกัน ส่วนความสามารถในการอ่านทำนองเสนาะนั้น เขาไม่ได้นำขึ้นมาโชว์บนเวทีนี้แต่อย่างใด แต่บนเวทีระดับภาคกลางและภาคตะวันออก ในปี พ.ศ. 2546 ความสามารถของเขาก็เป็นที่ประจักษ์มาแล้ว
       
          แมงป่องเล่าว่า เขาหันมาอ่านทำนองเสนาะได้เพราะพี่ชายอ่านมาก่อน และเวลามีการประกวดอะไรก็มักจะชักชวนน้องชายอย่างเขาเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง ซึ่งการอ่านทำนองเสนาะไม่ใช่เรื่องยาก กลอนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบการออกเสียง การขึ้นเสียงสูงเสียงต่ำอยู่แล้ว เพียงจดจำรูปแบบเหล่านั้น ก็สามารถอ่านได้อย่างไพเราะ นอกจากนั้นเขายังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งช่วงหายใจที่จะทำให้การอ่านสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นด้วย ส่วนกาพย์โคลงกลอนที่อ่านยากที่สุด เขาบอกว่า เป็นกาพย์สุรางคนางค์ 28
       
          "การอ่านทำนองเสนาะอาจดูเป็นสิ่งโบราณ ล้าสมัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจ แต่จริง ๆ แล้ว มันก็มีความไพเราะและมีเสน่ห์ในตัวของมันเองอยู่มากทีเดียวครับ"
       
          สำหรับหนุ่มแมงป่องยอมรับว่า ชีวิตของเขาคลุกคลีอยู่กับบัญชีมาตลอด เนื่องจากพี่ ๆ ทั้งสองของเขาต่างก็เรียนสาขานี้ แต่พอได้สัมผัสกับวิชาบัญชีเข้าจริง ๆ เขาก็ต้องยอมรับว่ามันยากพอสมควรเลยทีเดียว
       
          "ก่อนหน้านี้ผมเรียนบัญชีที่กรุงเทพการบัญชีมาก่อนครับ แต่พอย้ายมาเรียนที่นี่ก็ยอมรับว่าเนื้อหาการเรียนที่นี่ลึกกว่าพอสมควร ทำให้ต้องพยายามมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้นครับ"

 

          มีความสามารถหลายหลายรอบด้าน แถมยังกล้าที่จะตามความฝันของตัวเอง...พี่ลาเต้ ขอปรบมือให้ดังเลยครับ...น้องๆก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในการเลือกเรียนคณะได้นะครับผม...

 
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลผู้จัดการออนไลน์

 
 
 
 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

3 ความคิดเห็น

Motherdevil Member 17 ม.ค. 51 09:55 น. 1
พี่เป็นศิษย์เก่าของพ.พ. (เรียนปวส. 2 ปี) จบปี 2533 ปัจจุบันถ้ามีโอกาสผ่านไปจะแวะไปกราบเสด็จพ่อเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกหดหู่และเสียดายสถานที่ซึ่งเป็นวังเก่า คือสภาพความทรุดโทรมของตัวอาคาร ห้องน้ำ และล่าสุดมีการทุบตึกเก่าด้านหลังทิ้งเพื่อจะสร้างเป็นตึกใหม่ ถึงพี่จะเรียนที่พ.พ. เพียง 2 ปี แต่พี่รู้สึกภูมิใจและประทับใจกับสถานที่มาก เพราะพี่คิดว่าตัวพี่มีบุญที่ได้มีโอกาสเข้ามาใช้สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายชั้นสูงมาก่อน แต่สภาพปัจจุบันนั้น ทรุดโทรมลงไปมาก เห็นแล้วใจหายน่าจะมีการอนุรักษ์ และฝากถึงน้องๆรุ่นใหม่ให้มีความรัก,หวงแหนและให้ช่วยบำรุงรักษา สถาบันให้อยู่คู่กับเยาวชนรุ่นหลังต่อไป และฝากเรื่องการแต่งกายของเด็กผู้หญิงด้วย ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นนักเรียนไว้คอยตรวจสอบนักเรียนด้วยกันเอง เพราะเดี๋ยวนี้แต่งตัวกันแย่มาก ไม่มีระเบียบ เสื้อรัด กระโปรงแคบสั้น ควรจะรณรงค์การแต่งกายให้เหมาะสมและให้เกียรติกับสถานที่และสถาบันให้มากกว่านี้ ควรสร้างจิตสำนึกให้กับนักศึกษาให้มากกว่านี้ค่ะ
0
กำลังโหลด
วังสน 1 ก.พ. 52 22:30 น. 2
อืม คิดถึงเพื่อน กบ.แนว 7ทุกคน รุ่น 49
พอจบปวส. สิ่งที่ทุกคนต้องหนักใจคือต้องหาที่เรียนใหม่....

ใช่มันเหมือนเป็นจุดพลิกของชีวิต พอสอบไม่ติด..
ก็รอลุ้นสมทบ ก็ได้แต่...มันดึกนะสิ


หลังจากนั้นเหมือนเบลอๆๆ ทำอะไรไม่ถูกจะเวอร์ไหม
คุณเคยไหมที่รู้สึกผูกพันกับสถาบันที่รักแล้ว มันเหมือนทั้งชีวิตของเรา

นึกแล้วก็อยากจะร้องไห้... อยากกลับไปหาเพื่อนแต่ไม่ค่อยมีเวลา


แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เรียนที่นี้ ได้เป็นลูกเสด็จเตี่ย ถึงเราจะเป็นแค่ปลายแถว
0
กำลังโหลด
สุภาภรณ์ 17 มี.ค. 53 19:52 น. 3
พี่เป็นศิษย์เก่า พ.พ.เข้าปี 2513 จบปี 2517 และแล้วได้สอบต่อเป็นรุ่นแรกที่มีปริญญาตรีสำหรับพาณิชย์อย่างพวกเราจบปี 2519 ภูมิใจมากที่ได้เป็นศิษย์สถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ การศึกษาความรู้ที่ได้ศึกษาจากครูอาจารย์ที่นี่ทำให้พี่มีอนาคตมีอาชีพเลี้ยงชีพและครอบครัวมากจนถึงวัยเกษียณ ไม่เคยลืมบุญคุณ พ.พ.เลย บางคนจบจาก พ.พ. แล้วไปเรียนต่อที่อื่นเมื่อจบการศึกษาที่ใหม่ล่าสุดมาก็มักพูดถึงแต่สถาบันที่ตนเองเรียนสูงสุดมา แต่สำหรับพี่ แม้สถาบันที่พี่เรียนจะเปลี่ยนชื่อเป็นทางการไปหลายครั้ง (จากพณิชยการพระนคร - วิทยาลัยเทคโนโลยี่และอาชีวศึกษา- ราชมงคล )พี่และพวกเรารุ่นเก่า ๆ ก็ยังรักคำว่าเป็นเด็กนักเรียน พ.พ.เสมอมา รักและภูมิใจสุดชีวิตมีโอกาสก็ได้ไปให้ทุนการศึกษาเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนที่พ.พ. เพราะสมัยที่เราเรียนอยู่ เราไม่ได้มีมากมายอะไรพ่อแม่ของพี่เองต้องหาเช้ากินค่ำเพื่อให้ลูกคนนี้ได้มีการศึกษาในสถาบันอันมากด้วยคุณค่าแห่งนี้จนเราเรียนจบมีงานทำทันทีเพราะเป็นเด็ก พ.พ. เข้าสมัครงานที่ไหนสมัยนั้นเขาก็รับทันทีงานมารอตั้งแต่ใบคะแนนยังไม่ออกตอนเรียนจบจึงตั้งปณิธานว่าเมื่อเราพอหางานทำได้เมื่อไรจะตอบแทนบุญคุณพ่อ แม่ และสถาบันการศึกษาแห่งนี้ที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ได้....รักและภูมิใจที่ได้เป็นลูกเสด็จพ่อ (เสด็จเตี่ย) เป็นลูกสาว พ.พ.
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด