ตีแผ่ชีวิตสุดสตรองของเด็กทุนสิงคโปร์! จาก ม.ปลาย (ASEAN Scholarship) สู่คณะบัญชีในรั้ว SMU (ทุนธนาคารกรุงเทพ)

สวัสดีค่ะชาว Dek-D หลายคนน่าจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของประเทศใกล้บ้านเราอย่าง "สิงคโปร์" มาแล้วว่าที่นี่มาตรฐานการศึกษายืนหนึ่งในอาเซียน และยังก้าวไปอยู่ระดับแนวหน้าของโลกด้วย สำหรับใครที่อยากเห็นภาพว่าวัฒนธรรมการเรียนในสิงคโปร์จะเคร่งเครียดหรือเข้มข้นขนาดไหน วันนี้เรามีรีวิวจาก "พี่พลัม-อรณิชา" หนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่คว้าทุน ASEAN Scholarship ไปเรียนต่อระดับ Secondary School (เทียบเท่า ม.3-6) ตามด้วยทุนธนาคารกรุงเทพเรียนต่อมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU)

มาดูกันว่ากว่าจะฝ่าด่านสอบสุดหินจนได้เป็นเด็กทุนอาเซียน เรียนจนจบมัธยมปลาย ต่อด้วย ป.ตรีคณะบัญชีที่เข้มข้นและครบเครื่องสุดๆ ตามแบบฉบับศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค เธอต้องรับมือกับอะไรบ้าง? อะไรคือสิ่งที่ได้ฝึกฝนนอกเหนือจากวิชาการ? ตามมาอ่านและชมคลิปพร้อมข้อมูลแน่นๆ จากเจ้าของเพจส่งลูกเรียนสิงค์  และช่องยูทูบ Onniecha Channel กันเลยค่ะ!

เริ่มเตรียมตัวสอบทุนตั้งแต่ ป.5

ASEAN Scholarship เป็นทุนให้เปล่าจากรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มอบให้นักเรียนกลุ่มสมาชิกประเทศอาเซียนไปเรียนต่อโรงเรียนระดับมัธยมในสิงคโปร์ (ระบบที่นั่นจะแบ่งเป็น 2 ช่วงชั้นคือเทียบเท่า ม.1-4 และ ม.5-6) แต่ละประเทศจะมีข้อจำกัดแตกต่างกัน บางประเทศสมัครไปเรียนได้ตั้งแต่ ม.1 เลย แต่อย่างไทยจะชิงทุนไปเรียนได้ตั้งแต่ ม.3-6 สมัครได้ 2 แบบคือ

  • ASEAN Secondary 3 Scholarship ระยะเวลาเรียน 4 ปี เทียบเท่าประมาณ ม.3-6 (ได้วุฒิ O-Level และ A-Level)
  • ASEAN Pre-University Scholarship ระยะเวลาเรียน 2 ปี เทียบเท่าระดับ ม.5-6 (ได้วุฒิ A-Level)

หมายเหตุ: A-Level ในที่นี้คือวุฒิ Singapore-Cambridge GCE A-Level certificate

พลัมเริ่มเตรียมตัวขอทุนนี้ตั้งแต่ ป.5 โดยการเอาหนังสือระดับ ม.2-3 ของสิงคโปร์มานั่งฝึกทำโจทย์ทุกวันและเสริมภาษาอังกฤษเยอะๆ เพราะสิ่งที่ยากสุดคือภาษานี่แหละ บางคนเตรียมตั้งแต่ ม.1 หรือจะมีส่วนน้อยมากกกกที่สอบเข้าได้โดยไม่ต้องติว

ทุนนี้ต้องสอบอะไรบ้าง?

  • ภาษาอังกฤษ : ข้อเขียน เรียงความ การอ่านจับใจความ
  • คณิตศาสตร์ : แสดงวิธีทำ
  • ความถนัด : เหมือนวัด IQ
  • สอบสัมภาษณ์ : มีนักจิตวิทยานั่งอยู่ในนั้นถามเราด้วย ส่วนมากจะสังเกตบุคลิกภาพ ทักษะการพูด ทัศนคติ สภาพจิตใจ เพราะเราต้องเตรียมรับมือกับการเรียนที่เข้มข้นและกดดันในแบบฉบับสิงคโปร์

"ตอนแรกคิดว่าสอบติดแล้วจะสบาย
แต่หลายคนช็อกเมื่อพบว่าตอนเรียนจริงยากกว่า"

สังคมเรียนที่สิงคโปร์จะแข่งขันกันสูงมากค่ะ เด็กมัธยมต้นของโรงเรียนรัฐบาลราวๆ 30% ที่สอบติดโรงเรียนมัธยมปลายของรัฐบาล กลุ่มนี้คือระดับหัวกะทิ นอกนั้นจะเข้าโรงเรียนเอกชน ซึ่งจะมีโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยน้อยกว่า

หลังจากได้ทุนแล้ว ช่วงก่อนเปิดเทอมเราจะได้ติวภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่รัฐจัดไว้ให้ก่อนเป็นเวลา 3 เดือน วันละ 8 ชั่วโมง จากนั้นจะได้ปรับพื้นฐานที่โรงเรียนอีก 2 วิชาคือภาษาอังกฤษและคณิต แล้วพอเปิดเทอมเราจะได้เจออีกหลายวิชาที่ต้องเขียน essay เยอะๆ เช่น สังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ 

เรื่องที่น่าตกใจคือระยะเวลาเรียนที่เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า และเรียนถึงช่วงบ่าย 2-3 เท่านั้นค่ะ แต่ภายใต้ชั่วโมงที่น้อย เนื้อหาจะไปเร็วและเข้มข้นมาก (อย่างเช่นสัปดาห์นี้ครูจะสอนจบบทนึง -> สอบ -> ขึ้นบทต่อไปทันที) ส่วนการบ้านจะทั้งยากและเยอะ

หลังจากเลิกเรียนแล้ว ตั้งแต่บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็นจะเป็นช่วงเวลาของ “ชมรม” (Clubs) ซึ่งเขาเรียนกันจริงจังมาก อย่างเช่นพลัมเข้าชมรมดุริยางค์ ต้องซ้อมจริงจังครั้งละ 4 ชั่วโมง อาจจะสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือบางครั้งอาจมีเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวไปแข่งระดับประเทศหรือเตรียมแสดงสเกลใหญ่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ นอกจากนี้พลัมก็มีเข้าชมรม Student Council หรือสภานักเรียน ทำหน้าที่จัดกิจกรรมภายในโรงเรียน

*ข้อดีของชมรมคือเป็นเหมือนโบนัสที่เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนที่แอคทีฟสุดๆ ก็อาจจัดสรรเวลาเข้าได้มากถึง 2-3 ชมรม

. . . . . . .

รีวิวขอทุนธนาคารกรุงเทพ

พลัมได้ทุน “Bangkok Bank Scholarship” หรือทุนธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งคนที่ได้ทุนนี้จะได้ศึกษาต่อ ป.ตรีที่ Singapore Management University เท่านั้น โดยรัฐบาลสิงคโปร์กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเด็กต่างชาติที่จบแล้ว ต้องทำงานให้กับบริษัทใดก็ตามที่จดทะเบียนภายในประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 36 เดือน

ทุนธนาคารกรุงเทพมีโควตาปีละ 1 ทุน สนับสนุนสูงสุดปีละ 25,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 616,604 บาท) ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ซึ่งจะมอบให้ตลอดระยะเวลา 4 ปี และจะมีโอกาสได้ฝึกงาน และ/หรือ ทำงานกับธนาคารกรุงเทพ

ขั้นตอนคร่าวๆ การสมัครเรียนและขอทุน
(กรณีพี่พลัมคือเรียนจบ ม.ปลายในสิงคโปร์)

  1. ไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติที่ต้องการขอทุนหรือไม่ขอทุน อันดับแรกคือต้องสมัครเรียน (ยื่นเอกสาร + ผลสอบ + Essay) และได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยนั้นให้ได้ก่อน
     
  2. เราสามารถติ๊กในใบสมัครว่าต้องการขอทุน Bangkok Bank Scholarship โดยไม่ต้องส่งใบสมัครทุนแยกอีก

    *เนื่องจากผู้สมัครต่างชาติมาจากหลากหลายประเทศ​ สิงคโปร์จะเชื่อถือผลสอบที่เป็นมาตรฐานสากล อย่าง TOEFL, IELTS, SAT มากกว่าผลสอบระดับชาติ (เช่น ONET ของไทย) แต่ถ้าพลัมเรียนจบ ม.ปลายที่สิงคโปร์ สามารถใช้ผลสอบ A-Level สมัครเรียนได้ ตรวจสอบ indicative grade profile ได้ที่ https://admissions.smu.edu.sg/admissions-requirements/indicative-grade-profile
     
  3. มหาวิทยาลัยจะตรวจสอบว่ามีคนไทยติด SMU กี่คน แล้วในจำนวนนั้นมีใคร apply ทุนเข้ามาบ้าง จากนั้นจะพิจารณาให้ทุนจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น เกรด คะแนน ผลงาน กิจกรรม ฯลฯ ถ้าโดดเด่นมากอาจให้ทุนโดยไม่มีสัมภาษณ์เลยก็ได้

. . . . . . .

เปิดทุกแง่มุม! การเรียนคณะบัญชี SMU
ณ มหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของ ‘สิงคโปร์’

สิงคโปร์เป็น Financial Hub ระดับภูมิภาค

เรื่องโลเคชันถือว่าโดดเด่นมาก สิงคโปร์มีสถานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของอาเซียน ที่นี่เลยเหมาะสำหรับการมาเรียนด้านธุรกิจและการเงิน ยิ่งไปกว่านั้นคือ SMU ตั้งอยู่ใน City Hall & Raffles Place ใกล้ย่าน Marina Bay ซึ่งเป็นแหล่งรวมสำนักงานใหญ่ของสถาบันการเงินระดับโลกและบริษัทต่างชาติหลายแห่ง (มหาวิทยาลัยมักจะมีจัด Career Talk ให้เข้าไปฟังและสร้างคอนเนกชันได้)

ดังนั้นหลักสูตรบัญชีของสิงคโปร์เลยขึ้นชื่อว่าเรียนหินที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอาเซียน เพราะเขาต้องการเตรียมพร้อมให้เด็กเข้าไปตรวจสอบบัญชีกับสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคนั่นเองค่ะ

ระบบลงทะเบียนเรียนที่เป็นเอกลักษณ์

SMU จะเริ่มจำลองสถานการณ์จริงในโลกธุรกิจที่ทุกอย่างมีอุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply) นับตั้งแต่การลงทะเบียนเรียนเลยค่ะ เขาจะมีแพลตฟอร์ม  Student Course Bidding Online System: BOSS ให้นักเรียนใช้เงินสกุล e-dollar (e$) และ e-points (e-pts) ที่มีอยู่จำกัด เพื่อประมูลแข่งขันราคากันในห้องนั้นๆ  // ปกติจะมี bidding หรือเสนอราคา 2-3 รอบ สมมติรอบแรกจำกัด 15 ที่นั่ง คนที่เสนอเงินด้วยยอดสูงสุด 15 คนแรกก็จะชนะประมูล พอรอบต่อมาอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ 

สถานการณ์นี้เลยเหมือนกับการซื้อหุ้นที่ต้องวางแผนกลยุทธ์ ดู transaction ราคาตอนเปิดประมูล ราคาปิด ราคาเฉลี่ย วิเคราะห์แนวโน้มราคาของวิชานี้ในเทอมหรือปีก่อนๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ บางทีเราอาจต้องฮั้วกับเพื่อนที่ตั้งใจจะประมูลห้องนี้เหมือนกัน เช่น ตกลงกันห้ามใครบิดเกิน 30e$ แต่เราก็ต้องระวังไม่ให้ข่าวรั่วไหล เพราะถ้าคนนอกรู้เขาอาจมาบิดที่ 31-32 e$ จนเราและเพื่อนอาจหลุดจากโผคนที่จะได้สิทธิ์ลงทะเบียนเรียนรอบนั้น 

ในขณะเดียวกันบางคนอาจยอมทุ่มซื้อสุดตัวด้วยราคาสูงเพื่อให้ได้เรียนวิชานั้นชัวร์ๆ แต่ก็ต้องแลกกับการเหลือเงินไปประมูลแข่งในห้องอื่นน้อยลง หรือไม่ก็อาจเซฟเงินโดยการลงคลาสดึก ซึ่งราคาจะไม่สูงเท่าคลาสเช้าและบ่าย (มีหลายปัจจัยมาก)

และก็เหมือนไฟต์บังคับอีกว่านักเรียนแต่ละคนต้องขวนขวายหาคอนเนกชัน เข้าหาเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อหา Insight Information เขาเลยเลยคำพูดที่บอกว่าเด็ก SMU หูตาว่องไว ความมั่นใจสูง เอาตัวรอดเก่ง รู้ว่าสามารถหาข้อมูลได้จากไหน

Cr. Singapore Management University [FB]
Cr. Singapore Management University [FB]

การปรับตัวเรื่องภาษา

พลัมสังเกตว่าภาพรวมเด็ก SMU จะสื่อสารกับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพื่อนบางส่วนใช้ภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิด ทำให้พวกเขาเลือกใช้ศัพท์ขั้นสูงและเรียบเรียงได้สละสลวยมากทั้งตอนพูดหรือเขียนรายงาน ช่วงแรกเราเจอปัญหาที่ตัวเองยังไม่คุ้นชินสำเนียงของคนสิงคโปร์ และมีคนที่พูดเร็วมากจนเราฟังแทบไม่ทัน แต่ใช้เวลาสักระยะก็ปรับตัวได้

การแข่งขันทั้งแง่วิชาการและสังคม

สำหรับบางคน​ (อย่างเช่นเรา) อาจรู้สึกว่าการเรียนที่นี่ เราจะต้องพัฒนาอย่างรอบด้านแม้กระทั่งภาพลักษณ์ ทัศนคติ และไหวพริบ อย่างเช่นในคลาสเรียน ทุกคนจะมีป้ายชื่อตัวเองตั้งอยู่ข้างหน้า เราต้องพยายามยกมือตอบคำถามให้ได้ เพราะจะมี TA คอยประเมินและให้คะแนนคำตอบเราทั้งในแง่คุณภาพ (Quality) และปริมาณ (Quantity) 

และเมื่อใดก็ตามที่เราเปิดปากพูด ทุกสายตาจะจับจ้องมาที่เรา เขาทั้งต้องการตั้งใจฟังเพื่อให้รู้ว่าตัวเองต้องเสริมอะไร และระวังไม่ให้พูดซ้ำ แต่จะมีเหตุผลเรื่องภาพลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจะนั่งสังเกตกันตั้งแต่ปี 1 แล้วชวนคนที่อยากร่วมงานด้วยมารวมกลุ่มกัน เพราะเพื่อนร่วมกลุ่มคือกุญแจสำคัญในการพาให้เกรดที่น่าพอใจ (SMU งานกลุ่มเยอะและยากมากกก) สำหรับสถานะเด็กทุนอย่างเราไม่ใช่แค่ต้องรอด แต่ต้องโดดเด่น งานต้องดี และต้องได้เพื่อนดีที่ช่วยพาเกรดให้ไปต่อได้โดยไม่หลุดทุน 

จากประสบการณ์ของพลัมเอง ถ้าเทียบกับตอน ม.ปลาย บางวันยังกล้าลาเพราะเขาวัดผลด้วยข้อสอบกลาง ไม่มีคะแนนเก็บ ต่างจากตอนมหาวิทยาลัยที่เราอาจไม่กล้าลาถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะบทเรียนไปเร็วมาก ถ้าหลุดทีคะแนนอาจจะหายได้ ถึงจะเรียนหนักก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีเลยค่ะ

เปิดลิสต์วิชาบังคับที่เด็กบัญชีต้องเจอ

ในปีแรก เด็กทุกคณะของ SMU จะต้องเรียน Foundation Course ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานทางธุรกิจ  เช่น Finance, Marketing, Communication, Technology ฯลฯ

วิชาบังคับคณะบัญชี เช่น

 

  • Accounting Information Systems
  • Accounting Thought and Governance
  • Advanced Financial Accounting
  • Audit and Assurance
  • Financial Accounting
  • Financial Reporting and Analysis
  • Intermediate Financial Accounting
  • Management Accounting
  • Statistical Programming
  • Taxation
  • Valuation

เด็กบัญชีจะไม่ได้มีโปรเจกต์จบเหมือนกับสาย Business (เช่น การจัดการ, การเงิน, การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ) เพราะแต่จะได้เจอวิชา Advanced Financial Accounting ที่ยากที่สุดในสายนี้

และที่คิดว่ายากมากอีกเหมือนกันคือ Taxation ถ้าเป็นภาษีระดับบุคคลยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นภาษีบริษัทจะมียิบย่อยเรื่องบริษัทแม่ บริษัทลูก การกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) และอื่นๆ // ไม่รู้ว่าตอนสอบมีอะไรเข้าสิงถึงผ่านวิชานี้มาได้

“การเรียนบัญชีต้องเก่งเลข”
คือความเข้าใจที่ผิดมหันต์

ถ้าอย่างสาขาเศรษฐศาสตร์จะต้องใช้เลขเยอะ มีสถิติขั้นสูง การคำนวณหาค่าเงินเฟ้อเงินฝืด ฯลฯ แต่ถ้าเป็นสาขาบัญชี เราจะได้เข้ามาเรียนรู้กฎ ในแง่คณิตศาสตร์ขอแค่บวกลบคูณหารเป็น หยิบตัวเลขไปใส่ได้ถูกที่ถูกทาง พลิกแพลงเพื่อหาค่าที่ต้องการให้ได้ 

ข้อสังเกตของพลัมคือคนที่เก่งบัญชีมากๆ จะเป็นพวกที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้  แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา สามารถมองได้แบบทะลุปรุโปร่งจนใช้เป็นเครื่องมือได้ ยิ่งถ้าในอนาคตอยากทำงานเป็นผู้ตรวจสอบ จะต้องมีระเบียบและคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้นถ้าใครจะเรียนบัญชีแต่รู้สึกตัวเองไม่ใช่คนละเอียดรอบคอบ พลัมอยากให้ค่อยๆ คิดทบทวนหลายๆ รอบ เพราะเราจะต้องคิดเก็บรายละเอียดไม่จบไม่สิ้น และต้องคอยอัปเดตกฎตลอดเวลาด้วย 

พลัมเองก็คือคนนึงที่ไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น ตอนเรียนแค่เข้าใจภาพรวมและรู้วิธีการให้ได้มาซึ่งคำตอบ พอค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบ ความรู้สึกเครียดและกดดันก็ตามมา โชคดีที่อย่างน้อยยังเลือกไปลงวิชาแนวธุรกิจเพื่อดึงเกรดได้ และเป็นด้านที่เราสนใจพอดี 

Photo by Racool_studio on Freepik
Photo by Racool_studio on Freepik

ยกตัวอย่างวิชาอื่นที่ได้เรียนนอกจากบัญชี
(ธุรกิจ, พัฒนาบุคลิกภาพ, เตรียมพร้อมสมัครงาน ฯลฯ)

  • Entrepreneurship (ความเป็นผู้ประกอบการ) เรียนเกี่ยวกับการจัดตั้งธุรกิจ ตั้งแต่การวางแผนโครงสร้าง, Business Case, Business Model, การทำ partnership ฯลฯ
  • Technology and World Change เล่าไปถึงประวัติศาสตร์ในยุคสงคราม ฝ่ายที่ชนะจะสร้างเทคโนโลยีเพื่อเตรียมสู้ครั้งต่อไป เริ่มจากใช้เครื่องมือ ใช้อินเทอร์เน็ต และพัฒนามาจนถึงปัจุบัน
  • Leadership and Team Building วิชานี้เหมาะกับการบริหารองค์กรมาก เพราะผู้นำกลุ่มจำเป็นต้องมีจิตวิทยา รู้จักการบริหารจุดแข็งและจุดด้อยของคนในองค์กร (ได้เรียนตั้งแต่ปี 1 เลยค่ะ)

นอกจากตัวอย่างวิชาเหล่านี้ SMU ยังพูดเสมอว่าเขาจะช่วยเตรียมพร้อมให้เราเข้าสู่โลกธุรกิจและองค์กร ดังนั้นเราจะได้เจอวิชาแนวๆ การเข้าสังคม วิธีตอบคำถามอย่างฉะฉาน มารยาทบนโต๊ะอาหาร เทคนิคการแต่งตัวไปทำงาน​ (เราได้เรียนรู้ว่าทุกสีควรจะบวกโทนเข้มเข้าไป เช่น ถ้าจะแดงก็ต้องแดง Maroon น้ำเงิน Corporate ผู้ชายก็มีรูปแบบและสีไทด์ที่ควรเลือก) และสอนแม้กระทั่งเวลาไปกินค็อกเทลในงานเลี้ยงแวดวงธุรกิจ เราควรต้องถืออะไรในมือถึงจะเดินกินแล้วดูดี เช่น ห้ามกินอะไรที่ต้องแกะ ต้องเลือกอาหารที่กินได้ชิ้นพอดีคำ ฯลฯ วิชาพวกนี้อาจต้องผ่าน 3 คลาสจาก 10 คลาส แล้วแต่จะไขว่คว้า

และยังมีคลาสที่ช่วยเตรียมพร้อมการหางาน เช่น คลาสเขียนเรซูเม่หรือสัมภาษณ์งาน อย่างถ้าสัมภาษณ์งานจะมีแบ่งไปอีกเป็น basic/advance หรือสัมภาษณ์กลุ่ม ซึ่งเป็นรูปแบบที่จะได้เจอถ้าไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทชั้นนำ

ส่องหลักสูตร ป.ตรี คณะบัญชี SMU 

ณ สมรภูมิการสอบ

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกครู พลัมเองก็ได้เรียนกับครูที่คุณภาพขั้นสุดจริงๆ แล้วยังมีวิธีการออกข้อสอบที่โหดแต่น่าสนใจด้วย เช่น เขาจะวางสัดส่วนว่าถ้านักเรียนเข้าใจพื้นฐานจะต้องได้คะแนน 50% แรกเป็นอย่างน้อย ถ้าใครพลิกแพลงเป็นก็จะทำได้อีก 20% นอกนั้นคือข้อปราบเซียนที่เด็ก A+ เท่านั้นถึงจะทำได้

เวลาเข้าห้องสอบเลยต้องมีกลยุทธ์ สมมติตั้งเป้าว่าวิชานี้ต้องได้ B ตอนเปิดข้อสอบต้องอ่านโจทย์แล้วมองทะลุได้เลยว่าข้อนี้อาจารย์จัดไว้ใน area ไหน เช่น ข้อนี้ได้คะแนนง่าย ขอแค่คำนวณถูก ส่วนข้อที่ดูยากแบบปราบเซียน เราอาจจะข้ามไปก่อนเพื่อเซฟเวลาไปทำข้ออื่นที่ไม่เกินความสามารถ แต่ถ้าใครเก่งจริงก็ลงมือทำได้เลย

พลัมคิดว่าการบริหารเวลาคือยากที่สุดทั้งกรณีข้อสอบกลางของรัฐบาลและมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างเช่น ข้อสอบที่เรารู้สึกว่าปกติน่าจะต้องใช้เวลาทำ 5 ชั่วโมง ในความเป็นจริงกลับมีเวลาทำจริงน้อยลงครึ่งต่อครึ่ง

ไฟต์บังคับการฝึกงานอย่างน้อย 10 สัปดาห์

เด็กเอกบัญชีต้องฝึกงานด้านการตรวจสอบบัญชี และข้อดีคือทุนธนาคารกรุงเทพจะสนับสนุนให้นักเรียนทุนได้ไปฝึกงานที่สำนักงานสาขาสิงคโปร์ด้วย ไม่ได้บังคับเป็นการกระชับมิตร อย่างพลัมเองก็เข้าไปฝึกงาน และเห็นการทำงานแต่ละแผนกด้วยค่ะ ^^

. . . . . . .

การหางานในสิงคโปร์

สิงคโปร์กำลังขาดแคลนแรงงาน ถ้าเรียนจบมหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชนดังๆ หางานได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าสายงานไหนด้วย ทั้งนี้โควตาและตำแหน่งงานสำหรับต่างชาติจะมีน้อยกว่าพลเมืองประเทศเขาอยู่แล้ว 

แต่ถ้าถามว่างานในที่แข่งขันดุเดือดสุดสำหรับแวดวงนี้โดยเฉพาะธนาคารที่เงินเดือนสูงๆ พลัมคิดว่าเป็นตำแหน่ง “Investment Banking” หรือชื่อไทยๆ คือ “วาณิชธนกิจ” ปีนึงอาจจะมีคนได้เริ่มงานตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10-15 คนเท่านั้น ถ้าจะสมัครงานนี้ นอกจากผลการเรียนและทัศนคติแล้ว พลัมคิดว่าควรมีประสบการณ์ฝึกงานที่เข้มข้นและตรงสายมาก่อนด้วย

Photo by diana.grytsku on Freepik
Photo by diana.grytsku on Freepik

อีกสายงานที่มาแรงและค่าตอบแทนดีคือ Technology เพราะสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีตั้งอยู่หลายแห่งค่ะ บริษัทก็จะดูเกรดส่วนนึง แต่หนักตรง Case Interview บริษัทชั้นนำมักจะทดสอบตรรกะ การคำนวณเบื้องต้น วิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และมีสัมภาษณ์กลุ่มเพื่อสังเกตการแสดงความคิดเห็น การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำผู้ตาม การนำเสนองาน ฯลฯ (เราต้องโดดเด่นแต่ไม่บลัฟคนอื่น) โดยทั่วไปจะคัดกันเข้มมากกก มีตั้งแต่ 3-4 รอบ และบางที่อาจยาวไปถึง 7-8 รอบเลยค่ะ

การเรียนทำให้เราค้นพบตัวเองและเป้าหมายใหม่ หลังเรียนจบพลัมสมัครไปราวๆ 30 บริษัท แต่แทบไม่ใช่ตำแหน่งด้านบัญชีเลย สุดท้ายก็ได้เริ่มงานด้าน Sales & Marketing ในบริษัทสายเทคโนโลยีค่ะ

Photo by lifeforstock on Freepik
Photo by lifeforstock on Freepik

เงินสนับสนุนจากทุน 
vs.  
ค่าครองชีพในสิงคโปร์

ถ้ากรณีของพลัม เงินจากทุนก็เพียงพอกับการกินอยู่ในแต่ละวัน ช่วงมัธยมทุนจะให้ค่าอาหาร 2 มื้อ และกินมื้อกลางวันที่โรงเรียนได้ในราคาประหยัด ถ้าจะเที่ยววันหยุดก็ต้องเติมงบตัวเองลงไป (พลัมใช้เงินตัวเองไม่เกินเดือนละหมื่น)

พอขึ้นมหาวิทยาลัยอาจต้องเติมงบตัวเองมากกว่านั้นเพราะเขาจะให้เงิน 1 ก้อนมาบริหารเอง ซึ่ง SMU อยู่ในเมือง ค่าอาหารขั้นต่ำตกมื้อละร้อยบาท ส่วนหอพักมีน้อย คนส่วนมากเลือกจะเช่าบ้านอยู่เอง ซึ่งค่าเช่าในเมืองก็แพงจนเงินทุนอาจไม่พอก็ได้ค่ะ 

. . . . . . .

#รีวิวสิงคโปร์ ตั้งแต่อายุ 14 
จากมัธยมปลายสู่วัยทำงาน

  1. การแข่งขันสูงมาก และเป็นสังคมที่ผู้คนผูกติดคุณค่าของตัวเองกับผลงานพอสมควร ดังนั้นครอบครัวควรเตรียมเรื่องสภาพจิตใจของเด็ก ให้สามารถรับมือความกดดันและความล้มเหลวได้ดี
  2. คนสิงคโปร์จะมีความคิดส่วนรวมว่าจะต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อนจะช่วยเหลือผู้อื่น
  3. ดูผิวเผินคนสิงคโปร์อาจจะขี้อายในช่วงแรกๆ ดังนั้นเด็กต่างชาติอาจต้องเป็นฝ่ายเข้าหาพวกเขาก่อน
  4. การหารายได้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในครอบครัว เราจะเห็นว่าเด็กสิงคโปร์เริ่มพึ่งพาตัวเองหรือหารายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
Orchard Spring Lane, Merlion, Singapore
Orchard Spring Lane, Merlion, Singapore
Photo by Jisun Han on Unsplash
Marina Bay, Singapore
Marina Bay, Singapore
Photo by Meriç Dağlı on Unsplash
Marina Bay Sands, Singapore
Marina Bay Sands, Singapore
Photo by Jack Brind on Unsplash

. . . . . . .

เจ้าของเพจ “ส่งลูกเรียนสิงค์”
และช่องยูทูบ Onniecha Channel

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศที่น่าสนใจสำหรับการโยกย้ายหรือมาเรียนต่อ เพราะมีความเจริญก้าวหน้าหลายด้านและมีระเบียบวินัยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พลัมเลยตั้งใจเปิดช่องเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ ทัศนคติ ข้อดี/ข้อเสียที่จะได้รู้ต่อเมื่อมาใช้ชีวิตจริงๆ เพื่อให้คนไทยเห็นภาพการใช้ชีวิตมากขึ้น 

ถ้าน้องๆ หรือผู้ปกครองมีข้อสงสัยแล้วสอบถามเข้ามา ถ้าพลัมรู้แล้วพอจะช่วยได้ ก็จะพยายามช่วยเหลือเต็มที่ค่ะ ^^

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด