สู้สุดใจนายนักเรียนทุน! จากคะแนนโทอิค 300+ สู่ดอกเตอร์ PhD ในเกาหลีด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สวัสดีค่ะชาว Dek-D นอกจากอุตสาหกรรมบันเทิงของ “เกาหลีใต้” จะผลิดอกออกผลจนสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มหาศาลแล้ว ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของเขายังพัฒนาไปไกลแบบฉุดไม่อยู่ หลักๆ ก็เกิดจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญและทุ่มงบให้กับการศึกษาและการวิจัยเต็มสูบนั่นเองค่ะ

และวันนี้เราจะพาไปอ่านรีวิวคนไทยที่ได้ทุนค่าเรียน 100% ไปศึกษาต่อ ป.เอก Advanced Nuclear System Engineering ภายใต้ความร่วมมือของ University of Science and Technology (UST) กับสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์ไม่กี่แห่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออก อย่าง Korea Atomic Energy Research Institute - 한국원자력연구원 // พูดเลยว่าเจ๋งมากทั้งทรัพยากร คอนเนกชัน และสวัสดิการต่างชาติ เพียงแต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย ถ้าใครวางแผนจะต่อ ป.โท-เอก สาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาเก็บข้อมูลกันเลยค่ะ~

ขอบคุณรูปภาพและรีวิวดีๆ จากพี่เชษฐ์ ศิษย์เก่า ป.เอก UST

. . . . . 

UST คือที่ไหน?
ผมต้องไปทำอะไรที่นั่น?

สวัสดีครับ ชื่อ “อภิเชษฐ์ มณีวงษ์​” (คนไทยเรียกเชษฐ์ แต่คนเกาหลีก็อาจจะเติมให้เป็นอภิเชทึๆๆ) พี่เรียนจบ ป.ตรีภาคฟิสิกส์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา แล้วไปทำงานศูนย์ฉายรังสีอัญมณีที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แต่การเรียนทั้งหมดทั้งมวลหลังจากนั้นเป็นเรื่องไม่คาดฝันครับ พี่ได้ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปเรียนต่อภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พอจบปี 2553 ก็ทำงานต่อจนประมาณต้นปี 2555 แล้วหัวหน้าก็มาบอกว่า เนี่ย ตอนนี้มีทุนจากเกาหลี ชื่อมหาวิทยาลัย UST มีสาขานิวเคลียร์ที่ตรงสายเราพอดี ตอนนั้นก็ ห้ะ อะไรนะครับ ยังไม่รู้จักแต่เริ่มเตรียมตัวเพราะเค้าอยากให้เราสมัคร เตรียมตัวแบบฉุกละหุกจากตอนต้นปีที่ไม่ได้ภาษาเลย สอบ TOEIC ครั้งแรกได้ 300+ เอง (ต้องไปเช็ก requirement แต่ละปี เพราะล่าสุดยื่น TOEIC ไม่ได้แล้วครับ)

พี่สมัครหลักสูตร 5 ปี International Nuclear Academy PhD Course ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง UST กับ Korea Atomic Energy Research Institute ที่มีชื่อย่อว่า KAERI เป็นสถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่กี่แห่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในเมืองแทจ็อน (Daejeon) ศูนย์กลางความเจริญด้านเทคโนโลยีของเกาหลีด้วยครับ ^^

สมัครเรียน : ใช้อะไรบ้าง?

  • ประวัติการศึกษา
  • เกรดเฉลี่ยสะสม (GPA)
  • วิทยานิพนธ์ ป.ตรี กับ ป.โท (ทำอะไรมาบ้าง) อย่างตอน ป.ตรี พี่ทำหัวข้อการวิเคราะห์สารตกค้างในนมผงโดยใช้ Neutron activation ส่วน ป.โท ศึกษาเกี่ยวกับการหาสหสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนของแมงกานีสและเหล็กในทัวร์มาลีนที่ผ่านการฉายรังสีแกมมากับการเปลี่ยนสีซึ่งวิจัย ป.เอกที่อยากทำจะต่อยอดจากตอน ป.โท ครับ
  • จดหมายแนะนำ (Letter of Recommendation) ให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยเขียน
  • คะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

Note: แนะนำให้เริ่มจากรีเสิร์ชข้อมูลสาขาที่เราสนใจว่าอยู่แคมปัสไหน ซึี่งในไกด์ไลน์การสมัครจะมีบอกข้อมูลอาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor) ให้เราพอรู้ background ก่อนว่าตรงกับหัวข้อวิทยาพนธ์ที่เราสนใจทำตอน ป.เอกมั้ย จากนั้นติดต่อหา Advisor ของแล็บนั้นๆ ครับ

 

จากนั้นก็ได้สัมภาษณ์สั้นๆ ทาง Video Call กับกรรมการจาก UST ครับ รอสิบวันเค้าก็ส่งอีเมลมาแจ้งว่าเราไม่ได้เข้าเพราะคะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์  แต่ด้วยความที่พี่มาสายนิวเคลียร์ตรงๆ กับที่เค้ามองหา เลยได้อีเมล say yes จากมหาวิทยาลัยอีกฉบับหลังจากนั้น 10 วัน เงื่อนไขว่าก่อนจบจะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

สรุป timeline การเตรียมตัวและสมัครเรียน

  • เตรียมตัว เมษายน-มิถุนายน
  • ประกาศผล มิถุนายน
  • เดินเรื่องทุกอย่างให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม แล้วออกเดินทาง (ฉุกละหุกมากกกเพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วต้องทำเรื่องขออนุมัติเสร็จให้ทัน)
  • เปิดเทอม สิงหาคม

. . . . . 

มหาวิทยาลัยสายวิจัยในเกาหลี
ให้ทุนต่างชาติแบบเต็มสูบ

ทางฝั่ง UST จะช่วยดำเนินการเรื่องรับสมัคร สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล แต่ผู้ที่สนับสนุนงบวิจัยคือสถาบันวิจัยที่เค้าต้องการนักศึกษา ป.โท/เอกไปทำงาน โดยสวัสดิการที่นักศึกษาต่างชาติ ป.โท ทุกคนจะได้รับแน่นอนคือทุน Stipend สนับสนุนเดือนละ 1.2 ล้าน KRW ส่วน ป.เอกจะประมาณ 1.6 ล้าน KRW และอาจได้เงินสนับสนุนบวกไปอีกจากแล็บที่ co งานกับสถาบันวิจัยนั้นๆ 

*สรุปคร่าวๆ ทุนให้อะไรบ้าง? 
ศึกษารายละเอียดใน guideline รับสมัครแต่ละปี

  • เงินเดือนละ 1.6 ล้านวอน (เทอมนึงมี 6 เดือน คูณไปก็เท่ากับเทอมละ ~ 9.6 ล้าน หักค่าเทอม 2.5 ล้านก็ยังเหลืออีก 7 ล้านกว่าวอน ซึ่งค่าครองชีพในแทจ็อนก็ถูกมาก อาหารมื้อนึงตก 2-3 พันวอน ที่พักตกเดือนละ 6-7 หมื่นวอน)
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ประกันชีวิตตลอดระยะเวลาที่ไปเรียน
  • เงินสนับสนุนตอนเดินทางไปทำวิจัย
  • คอร์สภาษาเกาหลีฟรี

พี่ใช้เงินจากทุนนี้ไปลงเรียนคอร์ส Conversation ในเกาหลี ช่วงนั้นกลับจากแคมปัส 6 โมงก็กลับมาเรียนภาษาจนจบ 4 ทุ่ม เรียนสัปดาห์ละ 2-3 วัน คลาสนึงใช้เวลาเดือนครึ่ง นอกนั้นผมเน้นดาวน์โหลดข้อสอบ TOEIC มาฝึกทำ และกลับไทยช่วงสั้นๆ มาลงเรียนคอร์ส TOEIC  สุดท้ายสอบไปทั้งหมด 7 ครั้งกว่าจนผ่านที่ 770 ครับ

. . . . . 

ตั้งต้นชีวิตใหม่ใน KAERI
ก่อนจะแฮปปี้ต้องปรับตัวกับอะไร?

UST มีทั้งหมด 32 แคมปัส พี่ได้ไปอยู่แคมปัสที่ KAERI ตอนเหนือๆ ของแทจ็อน ที่นี่คือสถาบันวิจัยที่เน้นด้าน materials การใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ มี co กับองค์กรนานาชาติและต่างประเทศเยอะมากกกก ซึ่งก็จะมีคนจากหลายที่มาทำวิจัยที่นี่ อย่างพี่ก็จะอยู่ชมรมนักศึกษาภายใต้ UST มี professor มาดูแลนักศึกษาและพาไปเที่ยวกับดูวัฒนธรรมในประเทศ

ช่วงแรกที่ยังไม่ค่อยได้ภาษาอังกฤษจะเน้น self-study เป็นหลักครับ ส่วนตัวคือพอฟังออก ช่วงแรกๆ เรายังติดสอยห้อยตามกับ postdoc คนจีนที่แชร์ห้องพักและอยู่แล็บเดียวกัน พอเข้าแล็บไปแล้วก็จะเจอกับอาจารย์ที่ปรึกษากับ lab boy คนเกาหลีที่เฟรนด์ลี่มากกก เค้าจัดมาให้ช่วยดูแลชาวต่างชาติโดยเฉพาะ พอเสาร์อาทิตย์บางวีคเค้าก็จะพาเราไปเที่ยวต่างเมือง และจะมีบางช่วงที่พี่เข้าเฟซบุ๊กไปหาเพื่อนคนไทยที่อยู่ในแทจ็อนด้วยครับ

ปีแรกเรียน Coursework 2-3 ตัวปรับพื้นฐาน เช่น Advanced Nuclear Systems Engineering, Applications of Neutron Beam Technology ฯลฯ และจะต้องนั่งรถไปเรียนภาษาเกาหลีกับอาจารย์ที่ UST เทอมละ 1 ตัว  หลักๆ คือเรียนพวกการสื่อสาร Conversation, Writing, Vocab, ระดับชั้นของคำศัพท์ ฯลฯ ทุกสัปดาห์จะมี Test อ้างอิงจากปีพี่จะยังไม่มีกำหนด TOPIK แต่เรียนให้มีสกิลภาษาไว้ใช้ชีวิตในเกาหลีง่ายขึ้น

ทุกวันนี้ยังพอจำศัพท์บางคำได้ ถ้าเป็นคำสแลงพี่จะชอบจำมาจากตอนคุยกับ lab boy ส่วนภาษาทางการหน่อยจะได้เจอตอนคุยกับ advisor/professor แต่หลังจากปีแรกพี่ไม่ต้องเรียนภาษาแล้ว เพราะอาจารย์จะให้เรามาโฟกัสเรื่องการวิจัยแทน

ส่วนมากคนในแล็บจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้เพราะ KAERI ทำงานร่วมกับต่างประเทศ แต่ละวันเค้าจะให้ชีทเรามาอ่านเองก่อน แล้วทำงานในห้องแล็บ เหมือนกับวันๆ ขลุกอยู่กับ lab boy อะครับ ไม่น่าเบื่อเลย ไม่ต้องเตรียมตัวมาพรีเซนต์ด้วย ส่วนใหญ่จะเน้นปฏิบัติกับฝึกใช้เครื่องมือ (แน่นอนว่าทันสมัยมาก!)

. . . . . 

หลักสูตร 5 ปี
แต่ลุยจนจบได้ใน 3 ปีครึ่ง

KAERI International Nuclear Academy PhD Course เป็นหลักสูตร 5 ปี (ป.โท 2 ปี, ป.เอก 5 ปี และป.โทควบเอก 7 ปี) เงื่อนไขการจบ ป.เอกคือต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาติ 2 ฉบับ แต่ตอนนั้นพี่จบได้ใน 3 ปีครึ่ง เพราะตอนปี 1 พอภาษาคล่องแล้วก็ตั้งเป้าไปนำเสนอ Conference เดือนละ 2 ครั้งเพื่อผลักดันงานให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 

  • ปี 1 พี่ได้ทำแล็บ ซอยงานวิจัยไปตีพิมพ์
  • ปี 2 ตีพิมพ์เป็นเปเปอร์ใหญ่
  • ปี 3 นำเสนองาน
  • พอจบปี 3 ได้เปเปอร์มาอีกฉบับ
  • ปี 3 เทอมสุดท้าย สอบ defense กับคณะกรรมการ

ทำไมต้องไป Conference?

เพราะการที่เราตัดแบ่งเนื้อหาจากเปเปอร์ฉบับเต็มแล้วไปนำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญฟัง (บางคนคือกรรมการที่อนุมัติการตีพิมพ์) สิ่งที่จะได้คือคอมเมนต์ว่าเราควรไปทิศทางไหนต่อ จุดไหนที่ยังเป็นช่องโหว่ ฯลฯ เราจะได้ปรับปรุงงานให้สมบูรณ์ขึ้นและเพิ่มโอกาสได้รับตีพิมพ์นั่นเองครับ

ตอนนั้นพี่ได้ไปงาน Conference ในต่างประเทศ 1 ครั้งคือที่ Edinburgh ประเทศสกอตแลนด์ นอกนั้นเป็นงานนานาชาติที่จัดในเกาหลี  ทำให้มีโอกาสได้เที่ยวไปในตัว โดยที่เราสามารถเบิกค่าใช้จ่าย อย่างค่าตั๋วเครื่องบินกับที่พักจาก KAERI ได้ = ฟรีทั้งหมด 

หัวข้อวิจัยที่พี่ทำต่อยอดในตอนนั้นคือ “Characterization of tourmalines enhancement and study on correlations between structural and chemical behavior by neutron diffraction” ใครสนใจลองเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ >> http://www.riss.kr/link?id=T13687338&outLink=K 

. . . . . 

สรุปจุดเด่นของแคมปัส KAERI
จากประสบการณ์ตรง

  1. แทจ็อนเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของเกาหลี และเหมือนทัพวิทยาศาสตร์ของประเทศ มีสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยดังด้านนี้เยอะ (เช่น KAIST) รวมถึงสถาบันการบริหารจัดการของรัฐบาล Government Complex ก็ยังอยู่ในแทจ็อน
  2. เดินทางไป Conference สะดวกเพราะแทจ็อนอยู่กึ่งกลางของประเทศ จะขึ้นไปโซล หรือลงใต้ไปปูซานกับเจจู ไปตะวันออก ตะวันตก คือง่าย
  3. อย่างที่รู้กันว่าการคมนาคมของเกาหลีมีประสิทธิภาพมากอยู่แล้ว ทั้งรถไฟความสูงเกาหลี KTX หรือถ้าอยากประหยัดก็เปลี่ยนมานั่งรถไฟธรรมดาไปโซลก็ได้ ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หรือขึ้นบัสไปโซล 2 ชั่วโมงถึง
  4. พี่เคยนั่งรถเมล์ออกมานอกเมืองครึ่งชั่วโมง ก็ยังเจอถนนแปดเลน สะอาด เรียบ และฟุตบาธกว้างมากครับ

. . . . .

การเรียน ป.เอกเหมือนใบเบิกทาง
ให้เห็นว่าชัดว่าโลกกำลังไปทางไหน

สำหรับพี่มองว่าแวดวงอุตสาหกรรมแรงงานวัสดุ (materials) ของประเทศเกาหลีแข็งแกร่งมาก และยังมองเรื่องเทคโนโลยีไปไกลถึงอนาคต อย่างแล็บ Advisor ของพี่เค้าศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยน fade ของ Silicon Wafer ซึ่งจะถูกนำใช้เป็นแบตเตอร์รี่ของรถยนต์ไฟฟ้า หรืออย่างแล็บใกล้ๆ ก็กำลังศึกษารอยเชื่อม พวกอุตสหากรรมการต่อเรือ ฯลฯ ดังนั้นการเรียน ป.เอกเหมือนใบเบิกทางให้เราไปอยู่จุดที่มองเห็นชัดขึ้นว่าโลกกำลังเคลื่อนที่ไปทางไหน ในขณะเดียวกันทรัพยากรด้านการวิจัยของประเทศเค้าก็ช่วยซัพพอร์ตให้เราก้าวทันโลกได้

Nighttime Traffic in Daejeon
Nighttime Traffic in Daejeon
Photo by Mathew Schwartz on Unsplash

UST ยังผลักดันให้นักศึกษาได้เอาวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ หลังจากเรียนจบจะมีงานรองรับ เช่น อาจได้ offer ให้เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก (postdoc) ถ้าเกิดจบ postdoc ออกไปทำงาน เรตเงินเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3 ล้าน KRW **แต่กฎหมายของเกาหลีคือนักวิจัยจะทำสัญญาได้ 2 ปี แล้วก็ต้องย้ายไปสถาบันวิจัยอื่นๆ นะครับ

ปัจจุบันศิษย์เก่า UST จากบางประเทศมีกรุ๊ปเป็นร้อยคนแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเราเท่าไหร่ (อัปเดต พ.ค.65 มีศิษย์เก่าคนไทย 5 คนเท่านั้น) เค้าเลยน่าจะกำลังตีตลาดบ้านเรา พี่ว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่ตั้งใจมาสายนี้ครับ ^^

ศึกษาระเบียบการทุนเว็บไซต์สถาบัน UTS
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น