สวัสดีค่ะชาว Dek-D วันนี้คอลัมน์ประสบการณ์เด็กนอกอยากมารีรันเรื่องราวมันส์ๆ ของ “พี่ภู - ธฤต ตั้งกิจวนิชกุล” นักเรียนไทยที่คว้าทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) ที่ร่วมกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ไปเรียนต่อ ป.ตรี คณะธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียม (Petroleum Geophysics) ในรั้ว The University of Texas at Austin ของสหรัฐอเมริกา
ขอบอกว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐที่เป็นแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก โดยที่เขาได้เจอประสบการณ์ออกทะเลสำรวจแหล่งน้ำมันจริงๆ ซึ่งถึงแม้ว่าพี่ภูจะได้ทุนนี้เมื่อปี 2559 แต่เราเชื่อว่าประสบการณ์นี้จะปลุกแพสชันของน้องๆ เหมือนได้เข้าปั๊มไปเติมน้ำมันเต็มถังแน่นอนค่ะ!
1. ได้ทุนรัฐบาล-ปตท.สผ.ไปเรียนอเมริกา 4 ปี
สวัสดีครับ ภูนะครับ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลที่ร่วมกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ทุนรัฐบาล-ปตท.สผ.) เมื่อปี 2559
ย้อนไปตอน ม.6 ประมาณเดือนตุลาคม สำนักงาน ก.พ. เปิดรับสมัคร แล้วมีให้เลือกหลายทุนมากกก เช่น ทุนคิง ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย หรือทุนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเราจะเลือกสมัครได้ 2 ทุน ผมตัดสินใจเลือกทุน ปตท. แล้วเค้าจะมีให้เลือกสาขาอีกเป็นธรณีวิทยา (Geology) ธรณีฟิสิกส์ (Geophysics) วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering) *สำหรับ Geology + Geophisics จะสอบรวมกัน พอได้ทุนแล้วนักเรียนจะได้ไปเลือกต่อเองนะครับ
ผมเลือก Geophysics เพราะชอบคณิตกับฟิสิกส์ แล้วอยากทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล และทำงานพวก Offshore (ไกลจากฝั่ง) กลางทะเลอะไรแบบนี้ด้วย
2. รีวิวด่านคัดเลือก จากข้อเขียนสู่รอบสัมภาษณ์
ข้อเขียน
ปีผมรับสาขาละ 1 คน รอบแรกจะเป็นการสอบข้อเขียน 4 วิชาคือ คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ไทย+สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ ส่วนนี้ผมว่าความยากไม่ได้ต่างจากข้อสอบมหาลัยเท่าไหร่ ช่วงเตรียมตัวผมพยายามไปหาดาวน์โหลดข้อสอบที่ ก.พ.แจกในแต่ละปีมาฝึกทำ เป็นเหมือนขุมทรัพย์จริงๆ นะ การฝึกทำจะให้เราคุ้นชินกับรูปแบบและแนวทางข้อสอบมากขึ้น
แน่นอนว่าต้องมีบางโจทย์บางข้อที่เราทำไม่ได้ เวลาทำไม่ได้ ติดข้อไหน ของวิชาไหน ผมก็จะไปถามเพื่อนๆ ที่เก่งด้านนั้น (คงเป็นความโชคดีด้วยที่ในโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ซัพพอร์ตเรื่องพวกนี้)
สัมภาษณ์
แล้วเค้าก็จะคัดคนที่ผ่านข้อเขียน 10 คนมาสัมภาษณ์ ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีคณะกรรมการเป็นผู้อาวุโสในบริษัท ปตท.สผ.ทั้งหมด 3 ท่าน กรรมการจะคัดจากการพูด การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 พาร์ตคือ:
- สัมภาษณ์กลุ่ม เขาจะให้ทุกคนที่สอบผ่านข้อเขียนนั่งเรียงกัน ตรงข้ามมีกรรมการทั้งหมด 3 คน กรรมการจะกำหนดหัวข้อให้อภิปรายร่วมกัน เช่น รอบผมได้เรื่อง “คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเมืองและการพัฒนาประเทศ”
- สัมภาษณ์เดี่ยว ถามทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา เช่น อยู่โรงเรียนทำอะไร เพื่อนๆ มองเราเป็นคนยังไง มีจุดอ่อนแอของตัวเองมั้ย ทำไมถึงสมัครทุนนี้ ทำไมคุณสมควรได้รับทุน ถ้าไม่ได้ทุนจะเรียนอะไร นอกจากนี้มีคำถามเพื่อดูความตั้งใจด้วย เช่น พร้อมกลับมาใช้ทุนใช่มั้ย รู้เงื่อนไขทุนมั้ย
มีบางคำถามทำให้รู้สึกกดดันเหมือนกันนะ อย่างตอนนั้นผมโดนถามเกี่ยวกับความเชื่อบางอย่าง ทางกรรมการยกเหตุการณ์สมมติขึ้นมาว่า ถ้าเกิดเราไม่ถูกคอกับเพื่อนคนนึงในโรงเรียน มีปัญหากัน แล้วเขาเที่ยวเอาเราไปพูดเสียๆ หายๆ เราจะทำยังไงดี จากนั้นกรรมการก็ challenge คำตอบของเราไปเรื่อยๆ ครับ ส่วนตัวขอแนะนำว่าตอนสัมภาษณ์ให้พูดความจริง พูดสิ่งที่เราเชื่อและคิดจริงๆ เพราะถ้าเราพูดจริง เขาถามกลับมายังไงเราก็ตอบได้อย่างมีความมั่นใจ ไม่ลังเล
3. ได้เรียนปรับพื้นฐานที่ไฮสคูล 1 ปีก่อนขึ้นมหาวิทยาลัย
ก่อนขึ้นมหาวิทยาลัย ทางทุนจะให้เด็กทุนทั้งหมดไปเข้าค่ายด้วยกัน 3 เดือนที่ Brewster Academy แล้วต้องสอบ TOEFL Internet-Based Test (TOEFL iBT) ซึ่งเป็นการวัดระดับภาษาอังกฤษของชาวต่างชาติในระดับอุดมศึกษา จากนั้นทางทุนจะพิจารณาคะแนนเราแล้วส่งไปเรียนปรับพื้นฐานที่ไฮสคูลอีก 1 ปี
ผมได้ไปเรียนที่ The Hill School ที่ Pottstown ทำให้รู้ว่าระบบที่อเมริกาต่างจากไทยมากกก นั่นคือเด็กเลือกเรียน(บางวิชา)ได้อิสระ อย่างตอนนั้นลงไป 5 วิชาคือคณิต ฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ อันนี้จะเรียนเลกเชอร์ไม่ค่อยต่างจากไทย
แต่ก็จะมี 2 วิชาบังคับคือภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์อเมริกา ทำให้ได้เปิดมุมมองแง่สังคม การเมือง กับเศรษฐกิจไปด้วย วิธีเรียนคืออาจารย์จะให้เด็กไปอ่านเนื้อหาล่วงหน้ามาก่อน แล้วถึงเวลาจะได้นั่งล้อมวงอภิปรายกับเพื่อนร่วมห้อง (ขอบอกว่า 80% ของคะแนนคือการบ้านนะ ยังดีที่ข้อสอบไม่ยาก และเนื้อหาใกล้เคียงกับการบ้านที่เคยทำส่งไปครับ)
4. เคยไม่มั่นใจเพราะภาษาไม่แข็งแรง
ช่วงแรกผมมีปัญหากับการเรียนบ้างเพราะภาษาไม่แข็งแรง สำเนียงไม่ดี เลยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในคลาสเท่าไหร่ บางทีพูดแล้วคนทำหน้างง "What? Can you say that again?" ฯลฯ แต่ด้วยความที่อยากทำเกรดให้ดูดีเพื่อยื่นมหาวิทยาลัย (จะได้มาทดแทนเกรดไทยที่ระดับแค่พอใช้ได้) ก็เลยทำเต็มที่เท่าที่ตัวเองไหว
วิธีของผมคือฝึกพูดคนเดียว คิดอะไรก็พูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ และขอปรึกษาอาจารย์จากที่โรงเรียนด้วยครับ ได้คำแนะนำว่า
- เราควรพูดดังขึ้น แล้วเปลี่ยนจากพูดให้เสียงออกจาก “ลำคอ” มาเป็นพูดจาก “ท้อง”
- พูดให้ช้าลง โฟกัสการออกเสียง (pronounce) เพราะคนไทยเรามักติดพูดเร็ว ติดพูดจากลำคอเป็นเพราะด้วยธรรมชาติในตัวภาษาของเราเองครับ
- นอกจากนี้คืออาจารย์ช่วยแก้คำที่ผมออกเสียงผิดด้วย
5. หลังปรับพื้นฐานเสร็จ จะได้เลือกสมัคร ป.ตรี สาขาที่สมัครทุนไว้
ตอนนั้นผมเล็งไว้ในใจ 3 มหาวิทยาลัยคือ
- Stanford University
- The University of Texas at Austin (UT Austin)*
- Colorado School of Mines
แต่คณะคือเลือกไม่ได้นะครับ ต้องเรียนตามที่เลือกตอนสมัครทุนไว้ ซึ่งก็คือธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียม ตอนนั้นมี 2 แห่งตอบรับเข้าเรียน (ไม่มี Stanford)
*เหตุผลที่เลือก The University of Texas at Austin หรือ UT Austin เพราะตั้งอยู่ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส (Texas) ซึ่งเป็นรัฐที่มีแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านนี้เยอะ น่าจะเป็นโอกาสดีและตอบโจทย์พอสมควร อีกทั้งหลักสูตรยังเปิดกว้าง มีวิชาฝั่งมนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ให้เราเลือกเรียนได้หลากหลายมากกว่าครับ
เว็บไซต์มหาวิทยาลัย6. หลักสูตร 4 ปีในรั้ว UT Austin
การเรียนที่ UT Austin ของผมจะเป็นหลักสูตร 4 ปี โดย ปี 1-2 จะได้เรียนวิชาบังคับของมหา’ลัยและคณะ ย้อนไปตอนนั้นผมเรียน ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา โดยสไตล์การเรียนก็เป็นเลกเชอร์ ซึ่งจะเรียนที่หอประชุมเพราะนักศึกษาเยอะ ตอนนั้นก็งงๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็สนุกดีนะครับ ได้เปิดโลกดี แล้วตอนปี 1 ยังมีพลังเยอะเลยผ่านมาได้
แต่เป็นวิชาคณะ คลาสจะเล็กกว่ามาก เพราะมีนักเรียนแค่ประมาณ 10 กว่าคนเองครับ เวลาเรียนก็เจอคนเดิมๆ ทั้งอาจารย์และเพื่อน บรรยากาศจึงค่อนข้างสบาย สามารถยกมือถามตอบ คุยกันได้ เพราะรู้จักกันทุกคน
พอช่วงปี 3 ก็ยิ่งสนุกเพราะจะเลือกเรียนเฉพาะทางตามที่ตัวเองสนใจได้แล้ว เช่น ปิโตรเลียม, ก่อสร้าง, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ผมก็เลยเน้น Geophysics + Computer Science / Coding ครับ แต่ถ้าใครอยากเจอบทเรียนที่แอดวานซ์ขึ้นก็สามารถเขียนอีเมลหาอาจารย์ผู้สอนเพื่อขอเข้าเรียนคลาส ป.โท หรือ ป.เอก ได้นะครับ ที่นี่ไม่มีปิดกั้นเลย
7. ไม่ใช่แค่เรียน แต่ยังมีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย สำรวจแหล่งขุดเจาะน้ำมัน
ถ้าอยากปฏิบัติงานจริงก็สามารถช่วยอาจารย์ทำวิจัยได้เช่นกันครับ ผมไปมา 2 งานคือ
- Seismic Data Progressing ถ่ายภาพใต้ดิน ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับแพทย์ที่มีฟิล์ม X-ray ส่วนนักธรฟิสิกส์จะมีฟิล์ม X-ray ของใต้พื้นดินเหมือนกัน (Seismic data) ข้อมูลนี้จะทำให้รู้ว่าเราควรเจาะน้ำมันตรงไหน ใช้การคาดการณ์คุณสมบัติของแหล่งน้ำมัน แล้วส่งต่อให้วิศวกรทำการขุดเจาะตอ่ไป
- Rock Mechanic การศึกษาคุณสมบัติด้านกลศาสตร์ของหินบริเวณแหล่งน้ำมัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจผลิตหรือขุดเจาะครับ
8. แชร์ประสบการณ์เข้าร่วมโปรเจ็กต์ที่อ่าวเม็กซิโก
เป็นโปรเจ็กต์ที่นักศึกษาเข้าร่วมได้ครับ ทางคณะจะมีศูนย์วิจัย 2 แห่งที่ใหญ่มากกถึงขนาดต้องไปตั้งนอกมหาวิทยาลัยเลย
แชร์ประสบการณ์คือผมมีโอกาสได้ไป “อ่าวเม็กซิโก” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันผลิตที่ไม่กี่ปีก่อนเคยประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ครับ ผมไปที่นั่นประมาณ 2-3 สัปดาห์เพื่อศึกษาสภาพชั้นดินและชั้นหินหลังเกิดภัยพิบัติ ทั้งลองติดตั้งเครื่องมือ เก็บตัวอย่าง และคลื่น Seismic มาตีความข้อมูล แต่ด้วยความที่ประสบการณ์ยังไม่มากพอ ผมยังต้องเดินทางไปกลับ ไม่ได้อยู่ทะเลตลอด
รีวิวให้ฟังว่าเป็นภารกิจที่สนุกมากๆ เลยนะ ได้ทำอะไรลุยๆ และได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนมามีข้อจำกัดในทางปฏิบัติด้วย เพราะของจริงจะซับซ้อนกว่ามาก วิธีการที่เราปรับใช้อาจไม่ได้ตรงตามสูตรหรือทฤษฎีที่เรียนมาแบบเป๊ะๆ
แต่หลายคนคงสงสัยว่าแล้วเมาเรือมั้ย จริงๆ ผมคิดว่าตัวเองแข็งแรง แต่วันแรกคืออ้วกไปทำงาน มีถังขยะสแตนด์บายรอข้างๆ เลยด้วยครับ 555
9. เหนือความคาดหมายอีกแล้ว เมื่อเครื่องมือราคาแพงหูฉี่มาอยู่ในมือผม!
มีเรื่องเล่าระทึกๆ ครั้งนึง อาจารย์เค้าซื้อเครื่อง AutoLab 1500 มาครับ เค้าให้ผมไปศึกษาวิธีใช้แล้วไปสอน เพราะอาจารย์ตารางเวลาแน่นมากกกก ซึ่งรู้มั้ยครับเครื่องนี้ราคาตีเป็นเงินไทยตอนนั้น 15 ล้านบาท หน้าที่ของเครื่องนี้คือการจำลองความดันใต้พื้นดินที่มีแหล่งน้ำมันอยู่นั่นเอง
กว่าผมจะกดใช้ทีคิดหนักมากว่าจะทำพังมั้ย แล้วจะระเบิดมั้ย ถ้าเกิดขึ้นคือไม่มีเงินจ่ายนะ แล้วก็ยังไม่อยากตายด้วย!! 555
10. การขอทุนก็เหมือนการลงแข่งมาราธอน ฝึกเกินไว้จะสบายตัวขึ้น
ไม่อยากให้คิดไปว่าการสอบชิงทุนเป็นภาระ ทำให้ไขว้เขวจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะจริงๆ แล้วแนวข้อสอบใกล้เคียงกัน แค่ข้อสอบทุนอาจจะยากกว่าซึ่งเป็นผลดี เพราะถ้าให้เปรียบก็เหมือนการวิ่ง ก่อนเราจะลงแข่งมาราธอนสักครั้ง เราก็ต้องฝึกเกินระยะทางที่เราจะแข่งจริง เช่น แข่ง 10 กม. ก็อาจซ้อม 15 กม. ทำแบบนี้ตัวเราก็สบายขึ้น พร้อมสอบมากขึ้นไม่ว่าจะสนามไหน เพราะเราได้ฝึกที่ยากกว่ามาแล้ว ขอให้สู้เพราะพอโอกาสที่ได้รับ มันเยี่ยมมากจริงๆ
ใครสนใจอยากอ่านบทสัมภาษณ์พี่ภูแบบเจาะลึก ตามไปเก็บข้อมูลที่ https://www.dek-d.com/studyabroad/53447 ได้เลยนะคะ :D
0 ความคิดเห็น