สวัสดีค่ะ~ ชาว Dek-D คนไหนวางแผนเรียนต่อจีนหรือกำลังเริ่มเรียน “ภาษาจีนกลาง” กันบ้างคะ บอกเลยว่าเป็นก้าวที่น่าสนใจมาก ทุกวันนี้มีผู้ที่พูดภาษาจีนกลาง (หรือจีนแมนดาริน) เกิน 1,100 ล้านคน เป็นรองแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ไม่ใช่แค่เพราะปัจจัยเรื่องจำนวนประชากรเจ้าของภาษาที่มีเยอะมากๆ แต่คนต่างชาติก็เรียนติดตัวเพื่อสร้างโอกาสเชิงการค้าและธุรกิจ เตรียมทักษะให้ตอบโจทย์ตลาดงานในหลายประเทศด้วยค่ะ
และที่น่าสนใจคือมีทุนจีนหลายประเภทจากรัฐบาลและมหาวิทยาลัยที่ชาวต่างชาติอย่างเราๆ สมัครได้ วันนี้เราจะพาไปพูดคุยกับ “พี่อิง-ชนิกานต์ เตระโกศลพันธ์” เจ้าของเพจ 学习ing คนไทยที่ได้ทุนรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ (ทุนรัฐบาลเมือง) ไปเรียน ป.ตรี ต่อด้วยทุนรัฐบาลจีน CSC ไปเรียน ป.โท ด้านการสอนภาษาจีนที่ Shanghai International Studies University (SISU) มหาวิทยาลัยนานาชาติที่คณะการสอนดังเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ
พี่อิงได้ 2 ทุนนี้จากการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ก็ได้สัมผัสกับขั้นตอนการสมัครมาเหมือนกัน และมีคำแนะนำดีๆ มาบอกต่อน้องๆ ด้วย // มาเก็บข้อมูล & จดคำถามมาปรึกษากับพี่อิงในงานแฟร์ได้เลยค่ะ :D
ได้เรียนภาษาจีนเพราะเป็นรุ่นทดลอง
“ตอนประถมอิงเรียน รร.เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ บังเอิญได้เป็นรุ่นแรกที่เค้าทดลองเพิ่มวิชาภาษาจีนให้เรียนตั้งแต่ ป.4-6 พอเรียนแล้วชอบเลยสอบเข้า ม.ปลายสายศิลป์-ภาษาจีนที่โรงเรียนเดิมค่ะ เป็นการเรียนแบบแฮปปี้สุดๆ สไตล์คนไม่ถูกกับวิชาเลขแบบเรา 555 สัปดาห์นึงมีเลขแค่ 2 คาบ เรียนจีนไป 9 คาบ แบ่งคร่าวๆ คือช่วงเช้าเรียนตามหนังสือ ส่วนตอนบ่ายมีฝึก pinyin การฟัง การเขียน ฯลฯ”
“ภาษาพัฒนาเร็วที่สุดตอนได้ทุนรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ (ทุนรัฐบาลเมือง) แล้วรู้ตัวว่ากำลังจะได้ไปจีนจริงๆ แล้วนะ ก็เลยใช้เวลาหลังจบ ม.6 ไปลงเรียนพิเศษที่ รร.สีตบุตรบำรุง (OCA) เจอสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษา และมีทั้งเหล่าซือคนไทยคนจีนเลยค่ะ”
ทุนรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ VS. ทุนรัฐบาลจีน CSC
"อธิบายเรื่องทุนคร่าวๆ คือช่วง ป.ตรี อิงได้ทุนรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ (เป็นทุนรัฐบาลเมือง) จำกัดว่าต้องเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่วน ป.โท ได้ทุนรัฐบาลจีน CSC (China Scholarship Council) มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมจากทั่วประเทศ โดย 2 ทุนนี้ให้ค่าเทอม ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายรายเดือน"
"ทั้งนี้ ทุนของแต่ละเมืองให้ไม่เหมือนกัน เช่น ทุนเซี่ยงไฮ้ที่อิงได้จะแบ่งเป็น Type A (เต็มจำนวน) และ Type B (บางส่วน) *แบบหลังจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนทั้งหมด แต่ต้องรับผิดชอบค่ากินอยู่เองค่ะ"
ข้อควรรู้เมื่อต้องสมัครทุนรัฐบาลจีน
ถึงมีทุนหลากหลาย แต่วิธีสมัครจะใกล้เคียงกัน
- อันดับแรก ให้เช็กระเบียบการรับสมัครของ “มหาวิทยาลัย” ก่อน
- กำหนดการเปิด-ปิดแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน
- เช็กว่าหลักสูตร/มหาวิทยาลัยที่เราสนใจ มีเปิดรับสมัครแบบทุนมั้ย (บางสาขาทุนไม่ครอบคลุม นักเรียนต้องสมัครแบบจ่ายค่าเรียนเองเท่านั้น)
- เช็กคะแนนวัดระดับภาษาขั้นต่ำที่ต้องยื่น เช่น หลักสูตรที่สอนเป็นภาษาจีนอาจกำหนด HSK 4 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 180 หรือ HSK 5 ส่วนหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษอาจให้ยื่น IELTS, TOEFL ฯลฯ
- จากนั้นเข้าไปสมัครทุนในเว็บไซต์ทางการของทุนนั้นๆ เช่น ทุนรัฐบาลจีน (CSC) หรือทุนเมือง -> ขั้นตอนนี้เราจะได้โค้ดไว้กรอกตอนสมัครมหาวิทยาลัย
- สมัครทุนเสร็จ ก็เข้าไปสมัครมหาวิทยาลัยต่อ แล้วติ๊กว่าจ่ายเงินเรียนเองหรือสมัครทุน -> กรณีสมัครทุน ต้องกรอกโค้ดจากขั้นตอนในข้อ 2.)
- รออีเมลจากมหาวิทยาลัย อาจมีนัดสัมภาษณ์หรือสอบข้อเขียน ***สมัครแล้วให้เช็กอีเมลเป็นประจำ รวมถึงในกล่อง Junk Mail ด้วย เพราะส่วนใหญ่เมลจะเข้าไปอยู่ในนั้นค่ะ
- รอผลการพิจารณา
- ถ้าติดมหาวิทยาลัยแล้วจะได้รับแบบฟอร์ม JW201/202 (ใบคำร้องขอวีซ่าสำหรับนักเรียนต่างชาติจะมาศึกษาในประเทศจีน) ให้เราไปดำเนินการขอวีซ่าเรียนต่อ
1. ทุนรัฐบาลจีน 中国政府奖学金 (CSC)
2. ทุนรัฐบาลเมือง เช่น 上海市政府奖学金 (SGS)
เริ่มต้นชีวิตนักเรียนไทย
ใน ม.นานาชาติศึกษาเซี่ยงไฮ้ (SISU)
เรียนผ่านไปเทอมเดียว
คะแนน HSK ก้าวกระโดด
"ตอน ป.ตรี อิงเรียนสาขา Teaching Chinese as a Foreign Language (Double Language) เราสามารถเลือกเอกได้ตั้งแต่แรก และแยกย้ายไปเรียนวิชาเอกตอนปี 2"
"คณะการสอนของ SISU ดังอันดับต้นๆ ของประเทศจีน และแคมปัสเด็กจีนกับต่างชาติยังแยกกันชัดเจน เลยทำให้รู้สึกกดดันน้อยกว่า รวมถึงเจอเพื่อนหลากหลายชาติ ส่วนใหญ่เป็นเกาหลีกับญี่ปุ่น และอื่นๆ เช่น บราซิล คาซัคสถาน รัสเซีย ฯลฯ อาจมีบ้างที่เราไม่ชินสำเนียง เพราะธรรมชาติของภาษาแม่ไม่เหมือนกัน แต่ใช้เวลาสักพักก็ปรับตัวได้ "
"ถ้าพูดถึงภาษาจีน อิงคิดว่าส่วนใหญ่ที่คนยอมแพ้เพราะตัวอักษรเขียนยาก + จำเยอะ (คำแนะนำคืออย่ากลัว พยายามใช้เวลาอยู่กับมันเยอะๆ อย่างช่วงปี 1 อิงคัดตัวอักษร 1 หน้ากระดาษทุกวันจนเลิกกลัวเลยค่ะ) ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างไวยากรณ์และโครงสร้างประโยคเรียงเหมือนภาษาไทย ในแง่การออกเสียงก็มีวรรณยุกต์เหมือนกันด้วย"
"เริ่มมาถึงจะได้สอบแบ่งระดับ ทุกคนจะได้เรียนฟัง, พูด, อ่าน, เขียน และมีวิชา Comprehensive ที่รวมทุกทักษะ คล้ายที่เรียนศิลป์-จีนตอนมัธยมเลยย แล้วยังบังเอิญอีกว่าเค้าใช้หนังสือเล่มเดียวกับตอนที่เรียนเซนต์โยฯ เป็นแต้มบุญ! แต่ก็ไม่ใช่ปีที่มานั่งเรียนซ้ำเฉยๆ เพราะเมื่อก่อนเราได้ฟังคำอธิบายเป็นภาษาไทย (เหล่าซือพูดไทยได้) แต่คราวนี้เหล่าซืออธิบายเป็นภาษาจีน ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งและได้คุ้นชินกับสำเนียงเจ้าของภาษามากขึ้นค่ะ"
จุดชมวิวสุดโรแมนติกใจกลางมหานครเซี่ยงไฮ้
"นอกจากนี้เราต้องสอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) เพื่อใช้ยื่นประกอบการเลื่อนชั้นทุกปี เช่น จบปี 1 ขึ้นปี 2 ต้องมีคะแนน HSK 5 แล้วถ้าทำคะแนนได้สูงมากตั้งแต่เข้าเรียนก็จะมี “ห้องข้ามชั้น” เช่น เรียนจบปี 1 เทอม 2 ก็ลัดไปเรียนปี 2 เทอม 2 ได้เลย ประหยัดเวลาไปปีนึง (แต่เหนื่อยมากจนบางคนแนะนำว่าอย่าข้ามดีกว่า)"
"การสอบเลื่อนชั้นทำให้เห็นพัฒนาการภาษาจีนของตัวเอง เช่น ตอนอิงสมัครเรียนมหาวิทยาลัย ยื่นคะแนน HSK 4 ที่ 195 คะแนน แต่ผ่านไปเทอมเดียวแล้วสอบ ได้ HSK 5 ที่ 256 คะแนน ทั้งตกใจทั้งดีใจเลยค่ะ เกือบเต็มแล้วว!!"
"ช่วงชีวิต ป.ตรี ที่หนักสุดคือตอนปี 2 เพราะเรียนอัดแน่น 11 ตัว โดยจะมีวิชาที่เราเลือกลงได้เอง 1-2 วิชาต่อเทอม ซึ่งแต่ละปีจะเปิดวิชาไม่เหมือนกันค่ะ เช่น มีวิชาแนวๆ ภาพยนตร์แนวให้คติสอนใจ วิชาต้นกำเนิดอักษรจีน วิชาชื่นชมผลงานภาพวาด ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในวิชาบังคับที่เด็กคณะนี้ทุกคนต้องเรียนก็คือ “วิชาการแปล” เลือกได้ว่าจะเรียน จีน <-> ญี่ปุ่น, จีน <-> เกาหลี หรือ จีน <-> ภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เพื่อนก็จะเลือกภาษาแม่ไว้ก่อน (ถ้ามี)"
"และวิชาน่าสนใจอื่นๆ เช่น ตอนปี 3 ได้เรียน “วิชาการอ่านหนังสือพิมพ์” ยากจริง แต่เราจะได้อัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศจีน ณ ตอนนั้น หรืออย่างปี 4 จะมี “วิชาโฆษณาของจีน” ได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน ประเภทของโฆษณา ศัพท์ในวงการ ฯลฯ"
เรียน ป.โท คณะการสอนที่ SISU
ชื่อคณะเหมือน แต่เรียนไม่เหมือน
"พอจบ ป.ตรี อิงกลับไทยมาทำงานด้านการศึกษาโดยตรง แล้วรู้สึกชอบการสอน อยากสอนได้แบบมั่นใจขึ้น เลยตัดสินใจต่อ ป.โท Master of Teaching Chinese to Speaker of Other Language (MTCSOL) ที่ SISU มหาวิทยาลัยเดิม เรียนเป็นภาษาจีนล้วนๆ คราวนี้มีทั้งเรียนรวมกับคนจีน กับบางคลาสแยกเรียนเฉพาะต่างชาติ **พอดีเจอช่วงโควิดเลยได้เรียนทั้งออนไลน์กับออนไซต์"
"ถ้าเล่าให้เห็นภาพคือตอน ป.ตรี เราได้เข้าใจมุมคนเรียนภาษาจีน ส่วน ป.โท เราได้เรียนลึกถึงรากของภาษา ทำให้เข้าใจมุมมองครู อย่างเช่นมีวิชาการสอนภาษาจีนข้ามวัฒนธรรม ที่ช่วยให้เราได้เปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น บางทีเพื่อนเคยไปสอนประเทศอื่นก็มาแชร์ Culture Shock ที่เจอ เพื่อนประเทศนั้นๆ ก็จะช่วยอธิบาย พูดคุยและทำความเข้าใจกัน"
"และ ป.โท จะเน้นดิสคัสและปฏิบัติจริง ช่วงเรียนออนไซต์มีโอกาสได้ไปออกฟิลด์ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการสอนเยอะมากๆ เช่น สังเกตการณ์ในคลาสเรียนของเด็กนานาชาติในโรงเรียนสาธิตของ SISU แล้วเขียนรายงานสรุปส่งอาจารย์ ช่วงโควิดที่ต้องเรียนออนไลน์ ทางมหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้สอนภาษาจีนออนไลน์ให้กับโรงเรียนในประเทศไทย ซึ่งถ้าใครสนใจการเรียนแบบได้ปฏิบัติจริง แนะนำให้เรียนที่ SISU เลยค่ะ ประสบการณ์เต็มเปี่ยมมาก"
"และจะมีหนึ่งในวิชาสุดหินคือ “การได้มาของภาษาที่สอง” (Second Language Acquisition; SLA) เรียนแนวๆ ภาษาศาสตร์ ทฤษฎีจ๋าๆ เวลาทำการบ้านจะต้องอ้างอิงครบ ซึ่งความยากคือต้องอ่าน text ภาษาอังกฤษ แล้วมาเรียนในคลาสเป็นภาษาจีน แถมเรียนตอนปีที่เป็นการเรียนออนไลน์อีกด้วย!"
"แต่การเรียนออนไลน์ก็มีอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะเราต้องเปลี่ยนจากการเตรียมสอนในคลาสจริง มาเป็นสอนออนไลน์ ฝึกทำเกมทำสื่อการสอน ที่ถึงไม่เคยใช้หรือใช้ไม่เก่งก็ต้องดิ้นให้ได้ (ไม่ใช่แค่นักเรียน แต่เป็นเรื่องใหม่ของอาจารย์ด้วยเหมือนกัน)"
ข้ามประเทศมาเรียนก็ยังอุ่นใจ
"หนึ่งในเรื่องที่ประทับใจมากกกที่ SISU คือ 'อาจารย์' ทุกคนจบ ป.เอก และเรียนด้านการสอนมาโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือเค้าอบอุ่นเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ ถึงมี homesick หรือเจอปัญหาก็พูดคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง ส่วนเพื่อนๆ คนจีนก็ขอรีวิวเลยว่าพวกเค้าขยันสุดๆ ค่ะ~ เลิกเรียนปุ๊บเข้าห้องสมุดแล้วอ่านแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ช่วงสอบ แต่เป็นแบบนี้ตลอด ส่วนเด็กต่างชาติจะมีทั้งคนที่อ่านจริงจังกับคนที่ผ่อนคลายกว่า อาจเข้าห้องสมุดไปดูหนังหรือนั่งหลับก็ได้ 555"
หนึ่งในพื้นที่แชร์ประสบการณ์
ช่วยให้ก้าวข้ามช่วงจิตตก
"ตลอดชีวิตการเรียน ป.โท โดยเฉพาะโควิดที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ไปไหนไม่ได้ ต้องเรียนออนไลน์เป็นหลักสูตรภาษาจีน พอทุกอย่างรวมกันก็ทำให้มีช่วงเครียด จิตตก จนตัดสินใจเปิดเพจ 学习ing อัปเดตชีวิตการเรียน, บอกต่อข่าวทุนกับการเรียนต่อที่จีน, สอนภาษา, แทรกเกร็ดวัฒนธรรม ฯลฯ พอทำแล้วมีความสุขมากก เพราะอิงก็เป็นคนนึงที่ได้รับโอกาสมากก่อน จึงอย่างส่งมอบโอกาสนั้นให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกันค่ะ // ใครสนใจทุนหรือประเทศจีน มาปรึกษาพี่อิงได้ที่งานแฟร์นะคะ~"
เว็บไซต์หลักสูตร
0 ความคิดเห็น