สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงปัจจัยสำคัญที่คนอยากเรียนต่อ “ธุรกิจ” มักจะมองหา ก็จะมีทั้งคุณภาพ วิธีเรียน และความหลากหลายทางสังคม เพราะเป็นโอกาสสร้างคอนเน็กชันกับเพื่อนที่อาจเป็น Partner ทางธุรกิจกันในอนาคต รวมถึงค้นพบวิธีคิดในมุมที่คาดไม่ถึงจากเพื่อนต่าง background และอาจารย์ที่ลุยผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่าเคสปัญหาในโลกธุรกิจของจริงมาแล้ว
และนี่ก็คือบรรยากาศส่วนหนึ่งที่ “พี่การ์ตูน-วศินี อิฐรัตน์" ได้สัมผัสจากการเรียนที่ออสเตรเลียค่ะ บทสัมภาษณ์นี้จะรีวิวตั้งแต่การเรียน High School ที่ฮ่องกง การเรียน ป.ตรี Bachelor of Business ใน Swinburne มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งในเมือง Melbourne แถมได้ทุนมหาวิทยาลัยที่ลดค่าเรียนมากถึง 70% สำหรับใครที่อยากปรึกษาส่วนตัว สามารถเลื่อนไปที่ท้ายบทความเพื่อดูข้อมูลติดต่อได้นะคะ~
1. จบไฮสคูลที่ฮ่องกง > ปีหนึ่งในรั้ว BBA จุฬาฯ
สวัสดีค่า เราชื่อการ์ตูนนะคะ เรียนจบหลักสูตรอินเตอร์จาก High School ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นระบบแบบอเมริกัน (ใช้เก็บหน่วยกิต) นอกจากคุณภาพดียังมีโบนัสเรื่องภาษาด้วย เพราะในคลาสเรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน และในบรรดาเพื่อนที่มาจากหลายเชื้อชาติ ส่วนใหญ่คือจีนแผ่นดินใหญ่ค่ะ ทำให้เราได้ซึมซับภาษาจีน จนตอนหลังมีลองสอบ HSK ได้ 280 ทั้งที่ไม่ได้วางแผนจะเน้นภาษาตั้งแต่แรก
หลังจบ ม.ปลายเรากลับไทยมาและตรงกับช่วงโควิดพอดี ก่อนไปออสฯ เรามีสมัครเรียน ป.ตรี 1 ปีที่ Chula Business school (International Program) หลังจากนั้นก็ย้ายมาเรียน ป.ตรี Swinburne University of Technology ที่เมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลียค่ะ // รีวิวช่วง 1 ปีที่เรียนจากจุฬาฯ เข้มข้นมากจนเหมือนได้เตรียมความพร้อม และยังโอนหน่วยกิตบางวิชาได้เพราะเป็นคณะเดียวกัน
2. ได้ทุนมหาวิทยาลัย ประหยัดค่าเรียนไป 70%
เราได้ทุน Swinburne International Excellence Scholarship ที่ช่วยเซฟค่าเรียนไป 70% วิธีการคือสมัครเรียนไปตามปกติ แล้วทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาให้ทุนจากผลการเรียนและกิจกรรมที่เคยทำ
ตอนนั้นเรายื่นเกรด GPAX 3.95, คะแนนวัดระดับภาษาอังกฤษ IELTS 8.0 และมีรางวัลต่างๆ ที่ได้ตอนเรียนที่ฮ่องกง เช่น ทุนการศึกษาจากโรงเรียน, Science Project Certificate, คะแนนสอบวัดระดับภาษาจีน, และ กิจกรรมจิตอาสา (Volunteer) แนะนำให้น้องๆ ทำเกรด ม.ปลาย กับคะแนน IELTS ให้สูง และทำกิจกรรมที่สนใจไว้ อาจจะตั้งแต่ ม.4 เลยก็ได้ค่ะ เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสติดที่เรียนและได้ทุน
3. อ่านเยอะแบบจัดหนัก เตรียมมาคุยในคลาส
แต่ละสัปดาห์จะมีเปเปอร์ให้อ่านเยอะมากก เพื่อเตรียมมาทำกิจกรรมในคลาส ซึ่งอาจจะเป็นอภิปราย, ทำงานกลุ่ม, ทำเคสเพื่อวิเคราะห์และฝึกตัดสินใจเพื่อหาวิธีแก้ให้บริษัท หรือบางครั้งจะได้ออกไปนำเสนอหรือ Pitching งานแบบคร่าวๆ ด้วย
สำหรับวิชาที่เจอตอนเรียน BBA ที่ Swinburne จะคล้ายกับที่เรียนปี 1 ของจุฬาฯ มีวิชาพื้นฐาน Accounting, Economics, Statistics, Big Data Management *ชอบวิชานี้สุดเพราะเนื้อหาค่อนข้าง Practical ประยุกต์ใช้ได้จริงกับงานปัจจุบัน และได้เรียนรู้โปรแกรมที่บริษัทต่างๆ ใช้กันค่ะ
เว็บไซต์หลักสูตร https://www.swinburne.edu.au/course/bachelor-of-business/
4. สนุกที่สุด & ยากที่สุด
สนุกสุดคือการได้ทำงานกลุ่มและแชร์ไอเดียกับเพื่อนๆ แต่จุดที่ต้องปรับตัวเยอะมากคือการบริหารเวลา (Time Management)
ถึงจะเป็นสไตล์ช่วยกันเรียนและเพื่อนๆ ดับเบิลเมเจอร์กันไปเป็นครึ่งรุ่น แต่ที่น่าสนใจคือทุกคนไม่ได้มาเรียนอย่างเดียว เขาแบ่งเวลาให้การทำงาน การทำกิจกรรม และการเข้าสังคมด้วย อย่างตอนนั้นเราก็มีทำงานพิเศษด้วย อาจจะเช้าเรียน ตกเย็นทำงาน แล้วมีการบ้านรออยู่ ถ้าวางแผนไม่ดีอาจรวนจนทำทุกอย่างไม่ทัน // เวลาแต่ละวันผ่านไปไวมากๆ ค่ะ
5. เคยเป็นบาริสต้าที่ร้านกาแฟในตัวเมือง
เรามาออสเตรเลียในจังหวะที่เพิ่งเปิดประเทศไม่นาน จึงเป็นช่วงที่ธุรกิจกำลังขาดพนักงานค่ะ เมื่อปี 2022 ตูนเองก็มีโอกาสไปเริ่มงานเป็นบาริสตา (Barista) ที่ร้านกาแฟในตัวเมือง เป็นงานที่สนุก แค่รู้สึกกดดันบ้างโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน (rush hour) และยังได้รู้จักเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนออสซีกับคนเอเชียด้วย
สำหรับแหล่งหางาน นอกจากเว็บหางานทั่วไปอย่าง SEEK หรือ Indeed ก็จะมีคนรู้จักที่ช่วยแนะนำงานให้เรา ดังนั้นคอนเน็กชันสำคัญตั้งแต่การหางานพิเศษเลย
6. ฝึกงานลงสนามจริงในบริษัท Financial Broker
ตอนนี้เรากำลังฝึกงานที่บริษัทสตาร์ตอัปด้านที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Broker) หลักๆ คือช่วยดู Customer Data และทำการตลาด ทำมาได้ประมาณปีนึงแล้วค่ะ
สำหรับมหาวิทยาลัย Swinburne ก็มีกิจกรรมที่ช่วยเหลือเรื่องการหางานให้นักศึกษา เช่น งานที่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้มาพบปะบริษัท ทั้งสองฝ่ายได้ตามหาคนและงานที่คลิกกัน หรือ ถ้าเกิดใคร GPA สูง ก็มีโอกาสที่มหาวิทยาลัยจะแนะนำเราให้กับบริษัท (อาจได้เข้าฝึกงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกอีก)
7. ก้าวต่อไปคือปริญญาโทที่ Monash
เราสนใจด้าน Business และ IT เลยตัดสินใจเรียนต่อ ป.โท Business Information Systems ที่เป็นส่วนผสมของทั้ง 2 สายนี้ และเลือกที่ Monash University เพราะเด่นด้านธุรกิจและเทคโนโลยี สามารถเช็กรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ https://www.monash.edu/study/courses/find-a-course/business-information-systems-c6003
Note:
- เว็บไซต์หลักสูตร Business Information Systems, Monash University https://www.monash.edu/study/courses/find-a-course/business-information-systems-c6003
- มหาวิทยาลัยติดอันดับ Top 50 ของโลก อ้างอิงจาก World University Rankings 2023
- สาขา Business และ Economics ติดอันดับ 2 ของประเทศ อ้างอิงจาก World University Rankings 2023 by subject: business and economics
- สาขา Computer Science ติดอับดับ 2 ของประเทศ อ้างอิงจาก World University Rankings 2023 by subject: computer science
เราสมัคร ป.โท ล่วงหน้าไปนานพอสมควร ซึ่งมหาวิทยาลัยตอบรับก่อนคอร์สเริ่ม 1 ปี สมัครโดยใช้เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 4.00 แต่กำลังลุ้นว่าจะได้ทุนมั้ย เพราะต้องรอเกรด ป.ตรี เทอมสุดท้ายออกก่อนค่ะ
8. #รีวิวออสเตรเลีย #รีวิวเมลเบิร์น อยากบอกอะไรกับคนที่เตรียมโยกย้ายหรือเรียนต่อ
- ถ้ามาออสเตรเลีย ต้องศึกษากฎหมายและทำตามอย่างเคร่งครัด ที่นี่เข้มงวดมากๆ เช่น เราเคยทิ้งขยะผิดที่แล้วเกือบโดนปรับ และอีกครั้งคือลืมพกบัตรโดยสารตอนขึ้นแทรม ถ้าตีเป็นเงินไทยก็เกือบ 7,000 บาท! เข็ดมากกก จำขึ้นใจเลยค่ะ 5555 แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายที่เข้มงวดก็ทำให้เราใช้ชีวิตได้แบบอุ่นใจ แทบไม่เจอคนที่ทำเรื่องเดือดร้อนเลย
- เมลเบิร์น (Melbourne) เป็นเมืองน่าอยู่และปลอดภัยติด Top10 ของโลก จากที่อยู่มาเราประทับใจทั้งเรื่องผู้คน บรรยากาศ อาหาร คาเฟ่ ฯลฯ เพียงแต่ให้เตรียมรับมือกับอากาศที่แปรปรวนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าบ้านค่ะ สมมติถ้าอยู่ห้องคนเดียวแบบไม่แชร์ จะตกประมาณเดือนละ 50,000 บาท ดังนั้นหาข้อมูลและเตรียมเรื่องที่พักไว้ดีๆ
สำหรับใครที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมอยากปรึกษาเจ้าของประสบการณ์นี้ สามารถติดต่อทาง IG: vasinee.i ได้นะคะ
0 ความคิดเห็น