สถิติ TGAT/TPAT มีผลยังไงกับรอบ Admission? หาคำตอบพร้อมอัปเดตสถิติคะแนน หลังปรับคะแนนปี 67 ใหม่

สวัสดีค่ะ น้องๆ ที่ติดตามข่าว คงได้รู้แล้วว่า ทปอ. มีการประกาศคะแนนใหม่ในรายวิชา TGAT3 หลังจากที่มีการตรวจสอบในช่วงขอทบทวนคะแนน แล้วพบว่าการให้คะแนนวิชา TGAT3 จำนวน 2 ข้อ มีการให้คะแนนส่วนย่อยผิดพลาด ทำให้ผู้เข้าสอบบางส่วนได้คะแนนเกินไปประมาณ 0.8-2.1% ทปอ. จึงปรับคะแนนให้ถูกต้องทั้งผู้ที่ขอทบทวนและไม่ได้ขอทบทวนคะแนน

เมื่อมีการปรับคะแนนใหม่ ค่าสถิติต่างๆ จึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยวิชาที่เปลี่ยนแปลงคือ TGAT รวม จาก 50.51 เป็น 50.46 และวิชา TGAT3 จาก 65.55 เป็น 65.42 คะแนน ขณะที่ TGAT1 และ 2 ค่าสถิติไม่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับสถิติคะแนนทุกวิชาเป็นยังไง ไปดูกันเลยค่ะ

ค่าสถิติพื้นฐานหลังสอบ มีทำไม? เกี่ยวข้องยังไงกับคะแนน Admission
ค่าสถิติพื้นฐานหลังสอบ มีทำไม? เกี่ยวข้องยังไงกับคะแนน Admission

Update ค่าสถิติคะแนนและ T-score TGAT/TPAT หลังปรับคะแนนใหม่ สถิติมีผลยังไงกับรอบ Admission

Update ค่าสถิติพื้นฐานและคะแนน T-Score

คะแนน T-Score คืออะไร  

คะแนน T-Score หรือ คะแนนมาตรฐาน (Adj. Ti) คือ ะแนนที่ผ่านการแปลงทางสถิติมาจากคะแนนที่ได้ ตามสูตรการคำนวณ* (แต่ละปีสูตรก็จะไม่เหมือนกัน) เป็นคะแนนที่ถูกปรับคะแนนค่าเฉลี่ยให้มาอยู่ตรงกลาง หรือ 50 แล้วใครที่ได้คะแนนมากกว่า 50 ก็จะได้คะแนน T-Score มากขึ้น ยิ่งห่างออกไป ก็จะยิ่งได้คะแนนมากขึ้น ถึงระดับนึงก็อาจจะได้เต็ม 100 ไปเลย เรียกได้ว่า เป็นคะแนนที่วัดระดับความสามารถของเรา เมื่อเปรียบเทียบกับคนทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าคะแนนในส่วนนี้ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามคะแนนที่ได้เช่นกัน

ใน TGAT/TPAT67 นี้ ทปอ.ได้กำหนดสูตรคำนวณ* ค่า T-Score ไว้ คือ Ti = 50 + 8.69031(คะแนนที่ได้ - ค่าเฉลี่ย)/ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค่าสถิติมีผลต่อคะแนนแอดมิชชั่นยังไง

ในการคำนวณคะแนนรอบ Admission ก็เกิดจากการนำเอาคะแนนต่างๆ มาคำนวณตามเกณฑ์ที่คณะกำหนด ซึ่งหลังจากที่ประกาศคะแนน น้องๆ มักจะถามว่า ได้คะแนน TGAT, TPAT เท่านี้ จะมีโอกาสติดที่ไหนบ้าง บอกตามตรงว่า จะยังไม่สามารถบอกได้ว่า จนกว่าจะรู้ค่าสถิติ, หาแนวโน้มคะแนนในแต่ละปี และคำนวณคะแนนตัวเองเทียบกับคะแนนแอดมิชชั่นปีก่อนๆ

ดังนั้นค่าสถิติพื้นฐานและช่วงคะแนน จะเป็นตัวช่วยบอกว่าแนวโน้มคะแนนปีนี้ น่าจะไปในทิศทางไหน  

กรณีที่ 1 : วิชา A มีค่าเฉลี่ย (Mean) เพิ่มขึ้น + มีจำนวนคนที่อยู่ช่วงคะแนนที่มากกว่า/เท่ากับค่าเฉลี่ยขึ้นไปเยอะขึ้นกว่าปีก่อน มีแนวโน้มที่คะแนนแอดมิชชั่นในกลุ่มคณะที่ใช้คะแนน A จะสูงขึ้น (ปานกลาง-มาก) 

กรณีที่ 2 : วิชา A มีค่าเฉลี่ย (Mean) เพิ่มขึ้น + มีจำนวนคนที่อยู่ช่วงคะแนนที่มากกว่า/เท่ากับค่าเฉลี่ยขึ้นไป เท่าๆ เดิมหรือน้อยลงจากปีก่อน มีแนวโน้มที่คะแนนแอดมิชชั่นในกลุ่มคณะที่ใช้คะแนน A จะสูงขึ้น (เล็กน้อย-ปานกลาง) 

กรณีที่ 3 : วิชา A มีค่าเฉลี่ย (Mean) ลดลง + มีจำนวนคนที่อยู่ช่วงคะแนนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยลงไป เยอะขึ้นกว่าปีก่อน มีแนวโน้มที่คะแนนแอดมิชชั่นในกลุ่มคณะที่ใช้คะแนน A จะต่ำลง (ปานกลาง-มาก) 

กรณีที่ 4 : วิชา A มีค่าเฉลี่ย (Mean) ลงลง + มีจำนวนคนที่อยู่ช่วงคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยลงไป มีเท่าๆ เดิมหรือลดลงจากปีก่อน มีแนวโน้มที่คะแนนแอดมิชชั่นในกลุ่มคณะที่ใช้คะแนน A จะต่ำลงเล็กน้อย 

เมื่อน้องๆ ดูค่าเฉลี่ย (Mean) และช่วงคะแนน ครบทุกวิชาตามเกณฑ์ของคณะแล้ว ก็สามารถนำไปใช้คำนวณร่วมกับค่าน้ำหนักของคณะ เพื่อหาแนวโน้มที่คะแนนมีโอกาสขึ้น-ลง ของคณะนั้นๆ ได้ค่ะ หากใครยังไม่เข้าใจวิธีคิด ไม่ต้องกังวล เพราะช่วงใกล้การเลือกคณะ พี่ๆ Dek-D จะมาช่วยกันดูแนวโน้มคะแนนให้อีกครั้ง

4 กรณีนี้เป็นแค่แนวทางเบื้องต้นในการคาดการณ์แนวโน้มคะแนนแอดมิชชั่น แต่การคิดคะแนนจริงๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น จำนวนผู้สมัครรอบแอดมิชชั่นในแต่ละปี เทรนด์การเลือกคณะ  และจำนวนรับของแต่ละคณะด้วย 

พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น