การจะไปเรียนต่อหรือเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในต่างแดน แน่นอนว่า ‘ผลสอบวัดระดับภาษา’ ถือเป็นหนึ่งพาร์ตสำคัญก็ว่าได้ เพราะเป็นเครื่องบอกว่าเราจะเรียนโปรแกรมนั้นๆ ไหวหรือเปล่า เพราะทั้งต้องเจอคำศัพท์วิชาการ Technical term ต้องอ่านกองเปเปอร์มากมาย ไหนจะต้องคอยจดเลกเชอร์จากอาจารย์ที่บางทีพูด rap รัวๆ รวมถึงมีการพรีเซนต์งานและ discuss กับเพื่อนๆ ในคลาสอยู่ตลอด ดังนั้นทักษะภาษาอังกฤษจึงสำคัญมากๆ
และสำหรับน้องๆ ชาว Dek-D ที่ต้องการไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก วันนี้พี่พลอยกี้ขออาสามาแชร์ประสบการณ์สอบ IELTS Academic ที่พี่ได้ไปสอบมาเมื่อเดือนก่อนกันค่ะ ข้อสอบเป็นยังไง มีวิธีการเตรียมตัวยังไงบ้าง ที่สำคัญพี่จะมาเปิดวาร์ป Tips ในการเตรียมตัวให้ได้ Band ที่ตั้งเป้าไว้ด้วย (เพราะพี่สอบผ่านแล้ว เย้~) ใครกำลังจะไปสอบเป็นครั้งแรก ตามมาจดทริกกันเลยค่ะ!
Note: บทความนี้จะขอโฟกัสที่การสอบ IELTS Academic เป็นหลัก ทั้งนี้รายละเอียดการสอบและค่าสมัครสอบ อาจเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้
IELTS คืออะไร?
International English Language Testing System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘IELTS’ เป็นหนึ่งในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับจากสถานศึกษาและองค์กรต่างๆ กว่า 11,000 แห่งในหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันจัดสอบและดูแลโดย British Council, IDP IELTS และ Cambridge University Press & Assessment
สำหรับคนที่อยากโยกย้ายไปเรียนต่อหรือทำงานในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ หรือเรียนหลักสูตรอินเตอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ฯลฯ การสอบ IELTS ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเค้าวัดผลครอบคลุม 4 ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ การฟัง (Listening), การอ่าน (Reading), การเขียน (Writing) และการเขียน (Speaking)
ประเภทการสอบ IELTS
ก่อนจะสมัครสอบ เราควรเช็กข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย องค์กร หรือโครงการที่จะสมัครก่อนว่า เค้ารับผลสอบประเภทไหน และใช้เกณฑ์คะแนนเท่าไหร่ เพราะผลสอบ IELTS แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามวัตถุประสงค์ในการสอบ ดังนี้
- IELTS Academic: เหมาะกับคนที่ต้องการยื่นสมัครเรียนต่อ/สมัครทุนระดับมหาวิทยาลัย (ป.ตรี/โท/เอก) รวมไปถึงสมัครงานในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก
- IELTS General Training: เหมาะกับคนที่ต้องการเรียนต่อในระดับที่ต่ำว่าปริญญา หรือ จะโยกย้ายไปพำนัก/ทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฯลฯ
Note: IELTS for UKVI เป็นผลสอบที่ได้รับการรับรองจาก United Kingdom Visas and Immigration (UKVI) เป็นการสอบที่ออกแบบมาให้กับคนที่ต้องการสมัครวีซ่าเพื่อย้ายถิ่นฐาน ทำงาน เรียนต่อในสหราชอาณาจักร (UK) โดยเฉพาะ แบ่งประเภทการสอบออกเป็นแบบ Academic, General Training และ IELTS for UKVI Life Skills // สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
เลือกสอบแบบไหนดี?
ปัจจุบันในประเทศไทยมีให้เลือกสอบอยู่ 2 แบบ โดยมีรูปแบบข้อสอบเหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงวิธีการตอบคำถามเท่านั้นค่ะ ดังนี้
- แบบกระดาษ (on paper): เขียนคำตอบพาร์ต Listening, Reading และ Writing ลงบนกระดาษ *พาร์ต Speaking สอบพูดแบบตัวต่อตัว (face-to-face) กับผู้คุมสอบ (Examiner)
- แบบคอมพิวเตอร์ (on computer): พิมพ์คำตอบพาร์ต Listening, Reading และ Writing ในคอมพิวเตอร์ *พาร์ต Speaking สอบพูดแบบตัวต่อตัว (face-to-face) กับผู้คุมสอบ
สำหรับการเลือกวิธีสอบก็ขึ้นอยู่กับน้องๆ เลยค่ะ เช่น หลายคนมีอาการตาแห้งหรือตาล้า ถ้าต้องจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ การสอบแบบกระดาษก็อาจจะเหมาะกว่า หรือน้องๆ ที่กังวลเรื่องลายมือ กลัวคนตรวจจะอ่านไม่ออก การสอบแบบคอมพิวเตอร์ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากน้องๆ ยังตัดสินใจไม่ถูก พี่ได้ทำสรุปข้อแตกต่างเพิ่มเติมของการสอบทั้งสองแบบมาให้ในตารางด้านล่างแล้วค่ะ
| ข้อแตกต่าง | สอบแบบกระดาษ | สอบแบบคอมพิวเตอร์ |
| วันที่สอบ | ตามตารางสอบที่กำหนดไว้ | สอบได้ทุกวัน *แล้วแต่ศูนย์สอบ |
| วันประกาศผลสอบ | ประมาณ 13 วัน | ประมาณ 1 - 5 วัน |
| การสอบพาร์ต Listening | ให้เวลาเขียนคำตอบในกระดาษคำตอบหลังฟังจบ 10 นาที | ให้เวลาตรวจคำตอบทั้งหมด 2 นาที |
| การสอบพาร์ต Writing | ต้องนับจำนวนคำด้วยตัวเอง | มีโปรแกรมนับจำนวนคำให้อัตโนมัติ |
| การสอบพาร์ต Reading | ต้องเขียนคำตอบด้วยตัวเอง | สามารถใช้ฟังก์ชัน Copy & Paste คำ/ข้อความจากใน passage มาตอบได้ |
| การจดโน้ตและเน้นข้อความ | สามารถเขียนลงในกระดาษคำถามได้เลย | มีฟังก์ชันสำหรับเน้นข้อความ และพิมพ์โน้ตได้ |
ค่าสมัครสอบ
ปัจจุบันค่าสมัครจะแตกต่างกันตามประเภทการสอบ ดังนี้
- IELTS Academic และ General Training (ทั้งแบบกระดาษ & คอมพิวเตอร์): 7,650 บาท
- IELTS for UKVI: 8,300 บาท
Note: ปัจจุบันมีการสอบที่เรียกว่า IELTS One Skill Retake ให้สามารถเลือกสอบทักษะใดทักษะหนึ่งใหม่อีกครั้ง (ไม่ต้องสอบใหม่ทั้งหมด) เพื่อปรับคะแนนให้ได้ระดับที่ตั้งเป้าไว้ หรือพูดง่ายๆ ก็คล้ายกับการสอบซ่อมเฉพาะสกิลนั่นเอง โดยจะต้องสมัครสอบ Retake ภายใน 60 วันหลังได้รับผลสอบ IELTS on Computer *ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย/องค์กรด้วยว่ารับผลสอบประเภทนี้หรือไม่ด้วยค่ะ
วิธีสมัครสอบ
ปัจจุบันการสอบ IELTS ในไทยจัดสอบโดย British Council และ IDP IELTS ซึ่งมีศูนย์สอบครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วประเทศ อีกทั้งมีระบบสมัครสอบแบบออนไลน์ให้น้องๆ ได้เลือกสถานที่สอบและรอบการสอบได้ด้วยตัวเอง// สะดวกมากกก~
ข้อสอบออกอะไรบ้าง?
อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า IELTS เป็นการสอบวัดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 สกิล โดยการสอบแบบ Academic IELTS จะแบ่งออกเป็น 4 พาร์ต ดังนี้ค่ะ
- จำนวน 40 ข้อ
- ใช้เวลาฟังประมาณ 30 นาที *เปิดให้ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น (กรณีสอบแบบกระดาษจะได้เวลาเขียนคำตอบในกระดาษคำตอบหลังฟังจบอีก 10 นาที)
- มีพาร์ตการสอบดังนี้
- Part 1: บทสนทนาระหว่างผู้พูด 2 คน เกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การสอบถามข้อมูล, การสมัครงาน, การจองที่พัก เป็นต้น
- Part 2: บทบรรยายโดยผู้พูด 1 คน เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปในสังคมและชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนำสถานที่, การแนะนำกิจกรรม เป็นต้น
- Part 3: บทสนทนาระหว่างผู้พูดหลัก 2 คนในหัวข้อเชิงวิชาการ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนระหว่างนักศึกษา 2 คน เป็นต้น
- Part 4: บทบรรยายเชิงวิชาการของผู้พูด 1 คน (มักเป็นอาจารย์) ซึ่งจะให้ฟีลคล้ายๆ กับการฟังบรรยายในห้องเรียนค่ะ
- เกณฑ์การให้คะแนน: นับจำนวนข้อที่ตอบถูก (ข้อที่ตอบผิดจะไม่โดนหักคะแนน) เพื่อวิเคราะห์ Band Score จาก 1-9
- ใช้เวลาสอบประมาณ 11-14 นาที แบ่งเป็น
- Part 1: ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับตัวเอง เช่น บ้านเกิด, ครอบครัว, การทำงาน/เรียน เป็นต้น (ประมาณ 4-5 นาที)
- Part 2: พูดตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่กำหนดไว้ใน Cue card โดยทางผู้คุมสอบจะให้กระดาษและดินสอเพื่อใช้เตรียมคำตอบภายในเวลา 1 นาที จากนั้นจะต้องพูดเป็นเวลา 2 นาที
- Part 3: พูดตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อใน Part 2 และมักจะเป็นคำถามที่ลึกกว่าพาร์ตก่อนหน้า (ประมาณ 4-5 นาที)
- เกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ข้อ ดังนี้
- ความคล่องและความต่อเนื่อง (Fluency and Coherence)
- การใช้คำศัพท์หลากหลายและเหมาะกับบริบท (Lexical Resource)
- การใช้ไวยากรณ์หลากหลายและถูกต้อง (Grammatical Range and Accuracy)
- การออกเสียง (Pronunciation)
- จำนวน 40 ข้อ
- ใช้เวลาสอบ 60 นาที อ่าน 3 บทความแล้วตอบคำถามของแต่ละบทความ โดยคำถามจะมีหลายประเภท เช่น
- Multiple choice
- True/ False/ Not Given
- Sentence Completion
- เกณฑ์การให้คะแนน: นับจำนวนข้อที่ตอบถูก (ข้อที่ตอบผิดจะไม่โดนหักคะแนน) เพื่อวิเคราะห์ Band Score จาก 1-9
- ใช้เวลาสอบ 60 นาที แบ่งเป็น
- Task 1: เขียนอธิบายข้อมูลจากกราฟ, ตาราง หรือแผนภาพ โดยต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำ (ใช้เวลาประมาณ 20 นาที)
- Task 2: เขียนตอบเชิงอภิปรายในหัวข้อที่กำหนด โดยต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)
- เกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ข้อ ดังนี้
- การตอบตรงคำถาม (Task Achievement/Response)
- การเชื่อมเนื้อหาและการเชื่อมประโยค (Coherence and Cohesion)
- การใช้คำศัพท์หลากหลายและเหมาะกับบริบท (Lexical Resource)
- การใช้ไวยากรณ์หลากหลายและถูกต้อง (Grammatical Range and Accuracy)
เตรียมตัวยังไง ให้ได้ Band ตั้งไว้
สำหรับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ IELTS อยู่ พี่ก็ได้รวบรวม Tips ที่พี่ใช้แล้วรู้สึกว่าน่าจะมีประโยชน์มาฝากค่ะ
1. ขยายวงศัพท์ภาษาอังกฤษในทุกๆ วัน
การท่องคำศัพท์ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาเลยค่ะ นั่นก็เพราะยิ่งเรารู้คำศัพท์ วลี หรือสำนวนในภาษานั้นๆ เยอะ เราก็ยิ่งสามารถสื่อสารได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น~
แต่หากน้องๆ คนไหนรู้สึกว่าถ้าให้ท่องเป็นคำๆ แล้วจำความหมายไม่ได้ ขอแนะนำว่า ให้เพิ่มคลังศัพท์ด้วยการอ่านข่าว/หนังสือภาษาอังกฤษ หรือดูหนังแบบ English Subtitle แทนการท่องคำศัพท์แบบ Word Lists เมื่อเราเจอคำหรือวลีที่ไม่รู้ความหมายก็ให้เปิดพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ (เช่น Cambridge Dictionary) เพื่อหาตัวอย่างประโยคแล้วจดไว้ในสมุดโน้ตดูค่ะ เพราะพอมีบริบทการใช้จริงในประโยคแล้ว จะช่วยให้เราจำความหมาย, Collocation (หรือกลุ่มคำที่ใช้ร่วมกัน) รวมไปถึงการออกเสียงคำนั้นๆ ได้ง่ายกว่าเดิม! // ที่สำคัญต้องหมั่นทวนคำศัพท์ที่เราจดไว้ในสมุดเรื่อยๆ ด้วยนะคะ
2. ฝึกทำข้อสอบแบบจับเวลาจริง
ด้วยความที่การสอบ IELTS พาร์ต Listening, Reading และ Writing จะสอบรวดเดียว (ไม่มีพักเบรกระหว่างสอบ) ซึ่งจะใช้เวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที การจับเวลาระหว่างฝึกทำข้อสอบจึงถือเป็นเรื่องสำคัญก็ว่าได้
โดยพี่จะเริ่มต้นด้วยการจับเวลาทำข้อสอบในแต่ละพาร์ตให้เป๊ะก่อน เพื่อให้คุ้นชินกับรูปแบบข้อสอบ, การแบ่งเวลาหาคำตอบ และตรวจทานความถูกต้อง (เช่น พาร์ต Reading จะแบ่งเวลาทำแต่ละ Passage ไม่เกิน 20 นาที ส่วนพาร์ต Writing ก็จะพยายามทำ Task 1 ให้ไม่เกิน 20 นาที เพื่อที่เอาเวลาที่เหลือไปทำ Task 2 ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนมากกว่า) จากนั้นจึงค่อยมาทำข้อสอบแบบรวดเดียวครบทั้ง 3 พาร์ต เพื่อฝึกความอดทนในการนั่งสอบนานๆ ค่ะ
3. ฝึกเขียนในกระดาษคำตอบ
อีกหนึ่ง Tip สำคัญสำหรับคนที่เลือกสอบแบบกระดาษคือ ควรดาวน์โหลดตัวอย่างกระดาษคำตอบ (Answer Sheet) มาฝึกด้วยค่ะ เพื่อที่จะได้คุ้นเคยกับตัวกระดาษคำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพาร์ต Writing ที่เราต้องนับจำนวนคำเอง การได้ฝึกเขียนในกระดาษคำตอบก่อนจะช่วยให้รู้ว่าใน 1 บรรทัด เราเขียนไปประมาณกี่คำ และทำให้สามารถคำนวนจำนวนคำคร่าวๆ ได้ ไม่ต้องไปนั่งนับทีละคำในห้องสอบให้เสียเวลา~
ดาวน์โหลดตัวอย่างกระดาษคำตอบ
4. ฝึกพูดหลากหลายหัวข้อ
ต้องบอกว่า Speaking ถือเป็นพาร์ตที่พี่แอบหนักใจที่สุดเลยค่ะ เพราะเป็นสกิลที่แทบไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีหลากหลายช่องทางที่เราสามารถอัปสกิลในด้านนี้ เช่น ช่อง Youtube, Podcast รวมไปถึงโปรแกรมพูดโต้ตอบกับ AI อย่างตัวพี่เองก็จะใช้ ChatGPT เป็นตัวช่วยในการฝึกพูด นอกจากนี้ พี่ก็ใช้วิธีอัดเสียงตัวเองวนไป แล้วเปิดฟังเพื่อจะได้รู้ว่าควรปรับปรุงจุดไหน เช่น การออกเสียง (Pronunciation), การใช้ไวยากรณ์ (Grammar), ความคล่องในการพูด (Fluency) ฯลฯ
และสำหรับใครที่สงสัยว่าควรเอาหัวข้อไหนมาฝึกพูด พี่ขอเปิดวาร์ปแอปพลิเคชัน ‘IELTS Speaking Assistant’ ซึ่งรวบรวมคำถามพาร์ต Speaking ที่มีโอกาสเจอในห้องสอบมาให้น้องๆ ได้ฝึกตอบกันค่ะ (ขอบอกว่าบางข้อตรงกับที่พี่เจอในห้องสอบด้วย!) แต่ต้องขอโน้ตไว้นิดนึงว่า หากต้องการใช้งานแอปฯ นี้แบบ Full Access (เช่น ดูไอเดียการตอบหรือตัวอย่างคำตอบ) จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากใครอยากรู้เฉพาะตัวคำถามซึ่งมีให้ครบทั้ง Part 1, 2, 3 แล้วเรามาคิดคำตอบเอง ก็สามารถใช้งานฟรีได้เลยค่ะ
ตัวอย่างช่อง YouTube อัปสกิลการพูด
ตัวอย่าง Podcasts อัปสกิลภาษาอังกฤษ
5. มีสติตอนทำข้อสอบ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่ในช่วงสอบพาร์ต Reading คือ อ่าน Passage แล้วยังหาคำตอบไม่ได้สักที จนสุดท้ายตัดสินใจข้ามไปทำ Passage ต่อไปก่อน ความพีคคือระหว่างเปิดข้อสอบไปมา มือเกิดสั่น ส่วนสมองก็เริ่มคิดว่าถ้าต้องสอบใหม่จะทำยังไงดี เพราะค่าสมัครค่อนข้างสูงทีเดียว จนในที่สุดก็รีบเรียกสติตัวเองกลับมา แล้วลุยทำข้อสอบต่อด้วยการคิดว่า ‘เราทำได้ๆ’ และคะแนนพาร์ตนี้ก็ออกมาเกินความคาดหมายเลยค่ะ
อีกหนึ่งพาร์ตการสอบที่หลายคนน่าจะตื่นเต้นก็คือ Speaking เพราะจะมีช่วงที่เราต้องนั่งรอ examiner เรียกเข้าห้องสอบ แถมเป็นการพูดแบบตัวต่อตัวกับคนที่เราไม่รู้จักอีกด้วย โชคดีที่ก่อนหน้าวันสอบไม่กี่วัน พี่ไปเจอคลิปสำหรับเตรียมตัวก่อนสอบพูดโดยเฉพาะ (หรือจะเรียกว่าการ Manifest ก็คงไม่ผิด!) และวันนี้ก็ขอแปะคลิปนี้ให้น้องๆ เอาไว้เปิดก่อนเข้าห้องสอบกันค่ะ~
……………..
เป็นยังไงบ้างคะกับข้อควรรู้และ Tips ในการสอบ IELTS ที่พี่เอามาฝากในวันนี้ เชื่อว่าน่าจะช่วยให้น้องๆ เอาไปปรับใช้กับการเตรียมตัวสอบของตัวเองได้ สำหรับ Tip สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ นอกจากจะฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ ให้คุ้นชินแล้ว อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อที่เรามีแรงในวันสอบจริงกันนะคะ
และสำหรับใครที่ไปสอบมาแล้ว และอยากแชร์เทคนิคหรือประสบการณ์การสอบก็มาคอมเมนต์กันที่ด้านล่างได้เลยน้าา~
................
ห้ามพลาด! ทดลองสอบ IELTS ฟรี
ที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
26-27 เม.ย.68 นี้ ที่ไบเทคบางนา (EH 98)
- สนับสนุนและควบคุมการสอบโดยบริติช เคานซิล ประเทศไทย
- จัดขึ้นเพื่อประเมินความพร้อมเท่านั้น ไม่มีผลต่อคะแนนสอบจริง
- จำกัดที่นั่ง ลงทะเบียนทาง Walk-in 100% ก่อนเริ่มสอบ 15 นาทีของแต่ละรอบเท่านั้น
- รอบแน่นตลอดวัน ประกอบด้วย 2 พาร์ตคือ
- Reading วันละ 2 รอบ : หลังสอบ IELTS British Council Thailand จะส่งผลคะแนนให้ทางอีเมลที่ลงทะเบียนไว้ไม่เกิน 1 เดือน
- Writing วันละ 6 รอบ : สามารถขอรับ feedback จากผู้เชี่ยวชาญที่บูท Westminster School of English *ตรงข้ามกับบูททดลองสอบ
0 ความคิดเห็น