เป็นอีกหนึ่งสาวที่สามารถวิ่งไล่ตามความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ได้สำเร็จสำหรับ “จีน่า นรลักษณ์ จิรเมธี” นักศึกษาแพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก่อนหน้าที่เธอจะเข้าเรียนที่วิทยาลัยเเพทย์ฯ นั้นจีน่าจบม.ปลายมาจากโรงเรียนร่วมฤดี วิเทศศึกษา (Ramrod International School) และสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา (ภาษาไทย อังกฤษ จีนกลาง จีนไต้หวัน และสเปน)

 

จีน่าเล่าว่าด้วยความที่อยากจะเป็นหมอมาตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงเวลาสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วเธอจึงเลือกที่จะเรียนทางด้านเเพทยศาสตร์ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะกว่าจะเป็นแพทย์ผู้รักษาผู้ป่วยได้นั้นต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหมือนกัน
       


          “โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า
เรียนแพทย์รัฐบาลหรือเอกชนจบที่ไหนก็เหมือนกัน หนังสือก็อ่านเล่มเดียวกัน น่าจะได้ความรู้เท่าๆ กัน”
       
          นอกจากนี้จีน่ายังได้ไปเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี และเธอเล่าว่าเธอมีโอกาสได้เจอกับผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคแปลกๆ พอสมควร “มีโอกาสได้เจอเคสที่ง่ายที่สุดและยากที่สุด เจอเคสแปลกๆ ที่หาเจอได้น้อยมากเยอะ บางทีเจอคนไข้หนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสนก็มี จีน่าคิดว่าเรื่องเคส เรื่องหัตถการก็น่าจะได้เท่ากับแพทย์รัฐ”
       

ในเวลาอีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้จีน่ากำลังจะได้เป็นแพทย์อย่างเต็มตัว และประมาณกลางปี 2551 เธอจะต้องไปเพิ่มพูนทักษะทางสายวิชาชีพแพทย์ในต่างจังหวัด (หากเป็นแพทย์รัฐ คือการใช้ทุนที่เรียนเเพทย์)
       
          “เราสามารถระบุจังหวัดที่จะไปเพิ่มพูนทักษะได้ แต่เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไปลงที่ไหน สำหรับจีน่าเลือก จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะว่าบ้านอยู่ที่นั่น แต่เนื่องจากฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ทำให้มีคนเลือกค่อนข้างเยอะ ยังไงก็ต้องมีการฉบับฉลากร่วมกับเพื่อนนักศึกษาแพทย์คนอื่นๆ ด้วยค่ะ
แต่จีน่าไม่ซีเรียสอยู่ได้ทุกที่ค่ะ”
       
          ส่วนไลฟ์สไตล์ของจีน่า นอกจากการตั้งใจเรียนแล้ว ยังมีกิจกรรมที่เหมือนกับเด็กทั่วไปก็คือชอบดูหนัง อ่านหนังสือนิยายภาษาอังกฤษ เล่นอิเล็คโทน ซึ่งค่อนข้างมีความหลากหลายพอสมควร อาทิในช่วงที่เรียนนั้นจีน่าได้มีโอกาสเป็น Regional coordinator ของสมาพันธ์นักศึกษาแพทย์เอเชียแห่งประเทศไทย หรือ AMSA เมื่อปี 2006-2007 ในการเข้าร่วมประชุมที่ประเทศฮ่องกง นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมงานประชุมต่างๆ อาทิ ประชุมเป็น delegate ที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็น group moderator ในการประชุมที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
       
          “อย่าคิดว่าจะเข้ามาเรียนแพทย์ เพราะคิดว่าเรียนแล้วจะโก้ การเรียนแพทย์นั้นเหนื่อยจริงๆ หากไม่มีใจรัก ไม่สู้ เรียนไปก็ท้อ ขนาดจีน่าคิดว่าชอบแล้ว เรียนมา 6 ปี ไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือเสียใจที่เรียนแพทย์
แต่บอกตรงๆ ว่าบางครั้งก็รู้สึกท้อเหมือนกัน แต่ท้อแล้วจีนน่าไม่ถอยสู้ต่อก็ทำให้มีวันนี้ได้ค่ะ”....
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

57 ความคิดเห็น

จงกว๋อเหลิน 7 ก.พ. 51 16:34 น. 1
จีนกลางกับจีนไต้หวันต่างกันตรงไหนครับ?เสียงอ่านมันเหมือนกันแต่ต่างกันตรงอักขระนี่ครับ ถ้าจะบอกว่ารู้ทั้งผิงอินการนับเส้นการเขียนอ่านอักษรเต็มและการเขียนอ่านอักษรย่อ มันก็ไม่ได้หมายความว่ารู้สองภาษานะครับ เหมือนคนอีสานคุยกับคนลาวได้จะบอกว่าเขาพูดได้สามภาษาหรอ?(ไทยอีสานลาว) จะชมเชยก็น่าจะอย่าเวอร์มาก
0
กำลังโหลด
ฟหกดไพ 7 ก.พ. 51 18:01 น. 2
จีนกลางกับไต้หวันใช้ศัพท์ต่างกัน คือ ไต้หวัน จะแบบ ไงดีหว่า ความหมายลงตัว เช่น จักรยาน ถ้า แปลของไต้หวันรุ้สึกจะแปลว่า ถีบปั่น แต่แปลของจีนกลางจะเปนอีกแบบ ห้องน้ำด้วยยย ก็ไม่เหมือนกัน คือศัพท์แตกต่างกันหงะ
0
กำลังโหลด
อยากเรียนบ้างจัง 7 ก.พ. 51 18:07 น. 3
อยากทราบว่ค่าเรียนแพงมั๊ยค่ะ แล้วสามารถกู้ได้รึเปล่าค่ะแล้วกู้ได้มากที่สุดเท่าไหร่ค่ะ คนจนๆมีโอกาสได้เรียนมั๊ย อยากทราบมากๆเลยค่ะ
0
กำลังโหลด
จงกว๋อเหลิน 7 ก.พ. 51 20:08 น. 4
โทษฮะแต่ว่ามันไม่ได้แตกต่างถึงขนาดคนละภาษานะอย่างเช่นคำว่าปุบปากภาษาจีนกลางเอามาพูดที่ใต้หวันแปลว่าเงียบๆ คือความหมายอาจต่างกันนิดหน่อยแต่ไม่ใช่คนละภาษานะ ถ้าพูดงี้คนรู้ภาษาอังกฤษก็ไม่พูดได้เป็นสิบภาษาเลยหรอคำๆนึงอเมริกาว่าอย่างอังกฤษว่าอย่างออสเตรเลียว่าอย่างในพม่าว่าอีกอย่างในอินเดียว่าอีกอย่าง ถ้างั้นคนเก่งภาษาอังกฤษก็นั่งโม้ได้ดิว่าตัวเองพูดได้เยอะแยะสิผมก็เคยเรียนอยู่ต่างประเทศผมเรียนจีนกลางด้วยญี่ปุ่นด้วยและก็มีเพื่อนเป็นไต้หวันด้วย มันไม่ใช่คนละภาษาน่ะกรณีใกล้เคียงกับภาษาลาวกับไทยเลยสิครับจริงมั้ย?
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปี2 8 ก.พ. 51 16:24 น. 11
แค่เรียนแพทย์ได้ก็เก่งแล้ว นับถือจริงๆ รู้มั้ยว่าเรียนแพทย์มันหนักแค่ใหน เราเคยคิดว่าเราเรียนเก่ง (3.9) มาเรียนแล้วรุสึกโง่ไปเลย จากที่แถบไม่เคยอ่านหนังสือ กลายเป็นว่า ไม่ได้เที่ยว นอนอย่างมากก็วันละ 6ชม. สอบเกือบๆทุก2 อาทิตย์ ได้พักจริงๆคือวันที่สอบเส็ด ดีหน่อยก็เสาร์ อาทิตย์ เราเพิ่งอยู่ปี 2 แต่รุมาว่าที่สบายสุดก็ปี1อ่ะนะ แล้วมันก็จะเหนื่อยขึ้นทุกๆปีอ่ะ P.S. หมอที่ไหนก็เก่งเหมือนกัน (ถ้าได้มาตรฐาน) ขอให้มีความรู้สึกที่อยากจะเป็นหมอ ที่เรียนเราสอนว่าเรียนเพื่อที่รู้ และนำไปรัษาคนไข้ ไม่ใช่ว่าเรียนเพื่อสอบให้ผ่าน (ชอบคำนี้จริงๆ)
0
กำลังโหลด
_! Chocolate & Browny !_ 8 ก.พ. 51 16:47 น. 12
แพทย์รักสิต ค่าใช้จ่ายประมาน 2.7 ล้านนะ (ตลอดหลักสูตร) อ่านมาจากวรสารแนะนำมหาลัย ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ปล. ทันตะ ม.รังสิต 3.5 ล้าน พี่น้อง แพงไปไหน สำหรับเรานะ เรียนแพทย์เรียนของรัฐดีกว่า ไม่ได้ดูถูกม.รังสิตนะ แต่... เห็นพึ่งจะเปิดอะ
0
กำลังโหลด
ปี2คนเดิม 8 ก.พ. 51 17:28 น. 14
รู้สึกว่าแพทย์รังสิตจะเป็นของเอกชนไง เลยไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล เรียนจริงๆมันก็เป็นล้านยังงั้นแหล่ะ รัฐบาลถึงให้ใช้ทุน3ปีไงล่ะ แล้วที่บอกว่าที่ใหนก็เหมือนกัน เพราะว่า ยังไงมันก็มีสอบวัดเกณฑ์ตอนปี 3- กับปี6 ถ้าผ่านได้ก็ถึงจะจบ เรียนรัฐบาลใช่ว่าจะสอบได้ทุกคน อาจาร์ที่สอนหน่ะ ก็เวียนๆกันไปสอนนั่นแหล่ะ (ก็แล้วแต่ที่อ่ะ) แล้วแต่ละ รพ.ก็จะเก่งแต่ละด้านไม่เหมือนกัน..
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
จูๆ 9 ก.พ. 51 14:41 น. 20
ภาษาจีนกลางกับภาษาจีนไต้หวัน มันต่างกันนะคะ การพูดคนละแบบเลย ลองเอาจีนแต้จิ๋วกับจีนกลางมาเปรียบกันสิ ประมาณนั้นล่ะ คนรุ่นอากงอาม่าที่ไต้หวันบางคนพูดได้แต่ภาษาจีนไต้หวัน ฟังภาษาจีนกลางไม่ออก เพราะว่าภาษาจีนไต้หวัน ก็คือภาษาฮกเกี้ยนนั้นแหละค่ะ ภาษาอาจจะคล้ายกันนิดๆ นะคะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่เหมือนกันเลย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด