สวัสดีค่ะ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องสำคัญที่น้องๆ ม.ปลาย ต้องหาข้อมูลและรีบทำความรู้จักไว้ ซึ่งระบบ TCAS เป็นระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย ขั้นตอนดูเหมือนจะไม่มีอะไรยุ่งยาก สมัคร สอบ ยื่นคะแนน และรอประกาศผล แต่จริงๆ มีเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่มากมายเลยค่ะ
และวันนี้พี่มิ้นท์จะมารวบรวม 10 เรื่อง ที่อยากบอกต่อน้องๆ DEK69 ให้เข้าใจในบางมุมของระบบ TCAS มากขึ้น รู้ไว้ตอนนี้ จะได้ไม่หลงทางตอนที่สมัครจริง!
สรุป 10 บทเรียน TCAS ที่โรงเรียนไม่มีสอน ที่ DEK69 ต้องอ่าน
1.บางคณะไม่ได้เปิดรับทุกรอบ หรือรับรอบหลักๆ แค่บางรอบเท่านั้น
ข้อนี้รู้ไว้ได้เปรียบแน่นอน แม้ว่าระบบ TCAS จะเปิดรับ 4 รอบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยจะเฉลี่ยการรับแต่ละคณะให้เท่ากันทุกรอบนะ บางคณะเน้นรับรอบ Portfolio บางคณะเน้นรับรอบ Admission เป็นต้น หากยื่นไม่ถูกจังหวะ โอกาสดีๆ ก็หายไปเลย
โดยทั่วไปแล้ว ใครอยากเข้าคณะด้านที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ เช่น ศิลปกรรม จิตรกรรม ศิลปะการแสดง ฯลฯ จะเน้นรับรอบ Portfolio หรือ Quota หากได้นักเรียนครบ อาจไม่เปิดถึงรอบ Admission เลย
ส่วนคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ มีเปิดทุกรอบก็จริง แต่รอบที่เปิดเยอะและมีครบเกือบทุกมหาวิทยาลัย คือ การรับผ่าน กสพท ที่อยู่ในรอบ Admission ค่ะ
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคณะที่เราอยากเข้า รับรอบไหนเยอะ แนะนำให้ดูข้อมูลระเบียบการย้อนหลังได้เลย ว่าคณะนั้นๆ เปิดรับรอบไหนมากที่สุด หรืออาจลองโทรไปถามที่คณะโดยตรงเลยก็ได้นะ
2.GPAX ไม่ได้มีผลกับทุกคณะก็จริง แต่โลกความเป็นจริงเกรดสูงก็ได้เปรียบ
บางคนอาจจะบอกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัย เกรดไม่จำเป็นแล้ว เพราะเน้นใช้คะแนนสอบ
แม้ว่า GPAX จะไม่ได้มีผลกับทุกคณะก็จริง แต่น้องๆ ห้ามทิ้งเกรดเด็ดขาด เพราะเกรดเป็นสัญญาณบอกความสม่ำเสมอในการเรียน และสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างได้ ดังนั้นจะมีหลายมหาวิทยาลัยที่กำหนดเกรดขั้นต่ำเอาไว้ก่อนสมัคร เช่น จะเรียนคณะ A ต้องได้ GPAX ขั้นต่ำ 3.00 เป็นต้น ซึ่งทุกปีพี่มิ้นท์จะเจอคำถามจากน้องๆ บ่อยมากว่า เกรดเท่านี้เข้าคณะไหนได้บ้าง ดังนั้นถ้าอยากสบายใจ เข้าได้หลายคณะ แนะนำรักษาเกรดให้สูงกว่า 3.00 เอาไว้นะคะ :)
3.คะแนนบางคณะ “สูงมาก" ไม่ได้แปลว่า คณะนั้นเข้ายากที่สุด
จริงอยู่ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องการแข่งขันคะแนน และน้องจะเห็นสถิติคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดรอบต่างๆ กันบ่อยๆ แม้ตัวเลขจะสะท้อนคะแนนของผู้สมัครได้จริง แต่ก็ไม่ได้สะท้อนทุกอย่างเสมอไปค่ะ
ที่พูดแบบนี้เพราะเกณฑ์คัดเลือกนั้นมีหลายแบบ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ต่างคณะก็ใช้เกณฑ์คนละแบบ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ตรงๆ ว่าคณะที่คะแนนสูง คือคณะที่เข้ายากหรือโหดที่สุด
เพราะที่ผ่านมา คณะที่คะแนนสูงอาจมาจากการใช้เกณฑ์ GPAX 100% ใครได้ 4.00 มาสมัครก็ได้ 100 คะแนนเต็มแล้ว หรือ รับจำนวนน้อยมาก เช่น รับ 2 คน คนที่ได้คะแนนเยอะที่สุดก็ติดไป ต่างจากบางคณะที่ใช้เกณฑ์คัดเลือกยาก มีการใช้คะแนนสอบต่างๆ ด้วย อาจทำให้คะแนนไปอยู่ที่ 60-70 คะแนน
ดังนั้นนี่เป็นภาพลวงตาอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าคณะนั้นง่ายหรือยากจากคะแนนที่เห็น ให้ดูที่เกณฑ์คัดเลือกด้วย เช่น เห็นคะแนนคณะ A ได้ 85 คะแนน ก็คิดเอาเองว่ายาก ไม่เรียนแล้ว ทั้งๆ ที่อาจจะใช้เกณฑ์ง่ายที่สุดแค่ GPAX นั่นเอง
4.รอบ Portfolio ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้อง “ตรง” ที่สุด
บางคนยังเข้าใจว่ารอบ Portfolio คือคนนั้นต้องเป็นหัวกะทิ 4.00 มาแต่ไกล แต่ความจริงไม่ใช่ค่ะ รอบนี้อาจารย์จะดู Portfolio เพื่อคัดหาคนที่เหมาะกับคณะที่สุด มีเกียรติบัตร 100 ใบถ้าไม่ตรงกับสิ่งที่คณะต้องการก็ไม่มีประโยชน์เลย
ดังนั้นอยากเข้าคณะอะไร รีบกรุยทางซะ ปั้นตัวเองให้เป็นคนที่คณะต้องการให้ได้
5.เรียนไม่เก่ง ก็สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้
อย่าเพิ่งคิดว่า ไม่ได้อยู่ห้องคิง ไม่ได้เรียนอินเตอร์ เกรดไม่ถึง 2.00 แล้วจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
เพราะ TCAS ออกแบบมาให้คนที่มีความแตกต่างกัน สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ การเป็นคนเรียนได้เกรดกลางๆ หรือ ไม่ได้มีความสามารถอะไรโดดเด่น ก็สอบติดคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้เหมือนกัน หากมีการวางแผนการเลือกคณะอย่างดี เช่น ค้นหาตัวเองว่าอยากเรียนอะไร ตั้งใจทำข้อสอบ เลือกมหาวิทยาลัยที่ใช้เกณฑ์ที่เราได้เปรียบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความขยันในการหาข้อมูลค่ะ
เตรียมตัววอร์มมือไว้เลย TCAS69 เริ่มเมื่อไหร่ ลุยให้เต็มที่
6.Portfolio ที่ดี ไม่จำเป็นต้องจ้างแพงๆ
รอบ Portfolio แข่งกันที่ผลงานและความโดดเด่นที่ตรงกับคณะนั้นๆ ไม่ใช่ความสวยงามหรือความมีราคาของ Portfolio ดังนั้น สิ่งสำคัญของการทำพอร์ต "เรียบง่าย จริงใจ" คือ เลือกผลงานที่ตรงกับโจทย์ที่กำหนดให้ หากไม่ได้กำหนดก็ควรเลือกผลงานที่เกี่ยวข้องกับคณะ และใส่ความคิด ตัวตนของตนเองลงไป ไม่จำเป็นต้องเสียเงินหลักร้อยหลักพันก็สอบติดได้
7.ไม่ติดรอบแรกๆ ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า TCAS มีหลายรอบ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีมาเพื่อคัดว่า ใครเก่งสุดติดก่อน
การสมัคร TCAS ก็เช่นเดียวกัน น้องๆ จะสมัครทุกรอบก็ไม่ผิด หรือสมัครเฉพาะรอบที่ตรงกับตัวเองมากที่สุดก็ได้ ไม่ติดรอบ Portfolio ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เก่ง อาจจะเป็นรอบที่ไม่มีคณะที่เราอยากเข้าหรือคุณสมบัติเรายังไม่ตรงนั่นเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ไม่ต้องรู้สึกแย่ ที่เราติดรอบที่ไกลกว่า เพราะติดเร็วไม่ได้การันตีว่าเก่งกว่าค่ะ
8.สอบติดแล้ว ไม่ยืนยันสิทธิ์ ต้องไปต่อรอบถัดไปเท่านั้น ย้อนกลับมาเอาคณะเดิมไม่ได้
ในระบบ TCAS เรื่องการยืนยันสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญมาก ขั้นตอนนี้ ใครก็ตามที่สอบติดและยืนยันสิทธิ์ (คอนเฟิร์มที่จะเรียนคณะนี้) จะไม่สามารถสมัครรอบถัดไปได้ กฎนี้มีขึ้นเพื่อให้คนที่ยังไม่มีที่เรียนมีโอกาสสอบติดมากขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าใครสอบติดแล้วต้องการสมัครคณะอื่นในรอบอื่น ก็จะต้องสละสิทธิ์คณะที่ตัวเองสอบติดเสียก่อน
แต่จุดที่ต้องระวังมากๆ คือ หากกดสละสิทธิ์เพื่อไปสมัครรอบอื่นแล้ว ผลของคณะใหม่ออกมาว่าไม่ผ่านการคัดเลือก จะกลับไปยืนยันสิทธิ์คณะเดิมไม่ได้แล้ว เพราะได้ "สละสิทธิ์" ไปแล้วนั่นเอง
9.บางมหาวิทยาลัยมีเงื่อนไขหลังสอบติดแล้ว
หลายคนก่อนเลือกคณะ ก็จะดูแค่ว่าคณะนั้นเรียนอะไรแล้วก็จบ แต่ไหนๆ จะหาข้อมูลแล้ว อยากให้ดูเงื่อนไขของคณะหรือมหาวิทยาลัยต่ออีกนิด เช่น คณะแพทย์ ทันตะฯ ต้องมีใช้ทุนหลังเรียนจบด้วยนะ หรือหลายมหาวิทยาลัย ก็มีเงื่อนไขเรื่องการทดสอบภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียน หากได้ไม่ตรงตามเกณฑ์ จะต้องลงเรียนปรับภาษาก่อน รวมถึงการทดสอบภาษาอังกฤษในปีสุดท้ายก่อนจบจากมหาวิทยาลัยด้วย!
10.การกำหนดแผนเรียนสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้ว
เราคุ้นชินว่าสายวิทย์ ก็จะต้องเข้าหมอ ทันตะฯ วิศวะฯ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ส่วนสายศิลป์ ก็จะต้องไปทางสายอักษรฯ นิติฯ รัฐศาสตร์ บริหาร ฯลฯ และสายวิทย์มักจะได้เปรียบเพราะเลือกคณะสายศิลป์ได้ แต่สายศิลป์เลือกคณะสายวิทย์ไม่ได้!
ในปัจจุบัน ก็ยังมีคณะสายวิทย์ที่เด็กสายศิลป์สอบเข้าไม่ได้ แต่ก็ต้องบอกข่าวดีว่า บางมหาวิทยาลัยเริ่มผ่อนปรนให้นักเรียนเลือกเรียนข้ามสายได้แล้ว อย่างเช่น ใครจะเข้าแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชศาสตร์ และสัตวแพทย์ ผ่านระบบ กสพท สามารถสมัครได้ทุกแผนการเรียนเลย หรืออย่าง ม.มหิดล ก็พบว่าคณะพยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ก็ไม่กำหนดแผนการเรียนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เพราะมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตามความเหมาะสม ดังนั้นแนะนำน้องๆ ว่า เข้าเรียนปีไหน ให้ดูรายละเอียดของปีนั้นๆ อีกครั้งค่ะ
ทั้ง 10 เรื่องนี้ น้องๆ พอจะเห็นภาพแล้วว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ความเก่ง" แค่อย่างเดียวแล้ว แต่มันคือการเตรียมตัว+ความเข้าใจระบบ+การวางแผน เข้าไว้ด้วยกัน ก็เหมือนกับการเล่นเกมที่เราต้องวางแผนให้รัดกุมและตั้งใจเล่น ก็จะผ่านเกมนั้นไปได้ง่ายๆ ค่ะ พี่มิ้นท์ขอเป็นกำลังใจให้น้อง DEK69 ทุกคน มาเตรียมตัวทำความฝันให้สำเร็จกันค่ะ
0 ความคิดเห็น