จากกรุงเทพสู่นอริช! รีวิวชีวิต 1 ปีที่อังกฤษของ ‘พี่จิน’ ทุน Chevening บินตรงไปต่อโทสายสังคม @ U. of East Anglia

สวัสดีค่ะชาว Dek-D มีคนไทยไม่น้อยที่เลือกไปเรียนต่ออังกฤษช่วง “ปริญญาโท” เพราะใช้เวลาเพียง 1 ปี และหากเลือกมหาวิทยาลัยที่ดี ก็มั่นใจได้เลยว่าช่วงเวลาสั้นๆ นี้จะเข้มข้นสุดๆ พัฒนาทักษะทั้งภาษา การคิดวิเคราะห์ และการบริหารเวลาได้แบบก้าวกระโดด ที่สำคัญคือยังมีทุนรัฐบาลอังกฤษ Chevening ที่มอบเต็มจำนวน + ซัปพอร์ดตี + คอนเน็กชันของเครือข่ายว่าที่ผู้นำจากทั่วโลกเป็นโบนัสใหญ่ด้วยนะคะ

วันนี้จะพาไปฟังเรื่องราวของ “พี่จิน” เด็กบริหารฯ ที่เคยทำงานสายสังคมและการตลาดหลายวงการ ก่อนตัดสินใจสมัครทุน Chevening ไปเรียน Globalisation, Business and Sustainable Development ที่ University of East Anglia (UEA) เพื่อเปลี่ยนสายมาทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มตัว พร้อมแชร์ทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มสมัคร การเรียน ไปจนถึงแรงบันดาลใจว่าแม้จะเกรดไม่สูงและจบไม่ตรงสาย แต่ถ้า “เทหมดหน้าตัก” ก็มีสิทธิ์คว้าทุนใหญ่ไปเรียนยูดังได้เหมือนกัน!

พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยค่าา

โอกาสทอง! ปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา

จดคำถามที่คาใจ แล้วมาคุยแบบ 1:1 กับ "พี่จิน" ตัวจริงได้ในวันเสาร์ที่งาน  Dek-D's Study Abroad Fair  นะคะ รอบนี้เราได้รับเกียรติจาก 24 รุ่นพี่เด็กนอกหลายทุน หลายประเทศ ได้แก่ ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. และ ทุน UIS, CSC (จีน), GKS (เกาหลีใต้), ASEAN Scholarships (สิงคโปร์), TaiwanICDF (ไต้หวัน), MEXT (ญี่ปุ่น), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), Fulbright TGS (สหรัฐฯ), Chevening (สหราชอาณาจักร), Erasmus+ (ยุโรป), Swedish Institute (สวีเดน), Stipendium Hungaricum (ฮังการี), Australia Awards (ออสเตรเลีย), และทุนจากมหาวิทยาลัย/บริษัทเอกชน

. . . . . . .

“เกรดไม่เป๊ะแต่ขอเทหมดหน้าตัก”
เล่าเส้นทางสมัครทุนดังจากอังกฤษ

สวัสดีค่ะ ชื่อ “พี่จิน – กุลสินี พิพัฒนสุขมงคล” นะคะ จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการการผลิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน หลังเรียนจบก็เริ่มต้นทำงานในสายการตลาด (Marketing) ในสายค้าปลีก (Retail) แล้วขยับไปทำงานในอุตสาหกรรมธุรกิจร้านอาหารระบบเชน ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางมาทำงานในวงการ Health Tech โดยดูแลทั้งด้านพัฒนาธุรกิจ (Business Development) และการตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Medical AI ของบริษัทค่ะ

เวลามองย้อนไปก็พบว่า background เราหลากหลายมาก แต่สิ่งที่ชอบและอินที่สุดคือการทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมค่ะ เพราะระหว่างเรียนหรือทำงาน เรามักจะมีทำ Side Project แนวนี้ควบคู่ไปตลอด ทั้งลงพื้นที่เก็บข้อมูลในชุมชน ริเริ่มโพรเจกต์เอง และได้ทุนจากสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อก่อตั้ง NGO ที่ขับเคลื่อนประเด็น Women Empowerment และ Vulnerable women entrepreneurs ด้วยเป็นระยะเวลา 2 ปีกว่าควบคู่ไปกับการทำงานประจำ

จนวันนึงเราเริ่มถามตัวเองว่า “จะเรียนต่อแล้วข้ามมาทำงานสายที่ชอบแบบเต็มตัวเลยดีไหม?” แล้วคำตอบที่ได้ ก็คือจุดเริ่มต้นการเรียนต่อประเทศอังกฤษของเราค่ะ

ที่มาที่ไป ทำไมถึงสมัครทุน Chevening
เรียนต่อสายสังคมที่ประเทศอังกฤษ?

จินเริ่มจากสนใจ “ทุน Chevening” ก่อนเลยค่ะ รู้จักจากพี่เอิร์ธ (ที่เคยได้ทุน YSEALI เหมือนกัน และต่อยอดมาเรียนโทที่ LSE ด้วยทุนนี้) พอศึกษาลึกขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าแนวทางของทุนและสิ่งที่ทุนให้คุณค่าตรงกับเรา โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมให้ผู้รับทุนกลับมาสร้าง impact ให้ประเทศตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จินทำมาตลอดจากการทำโครงการเพื่อสังคม

อีกเหตุผลสำคัญคือป.โท ที่อังกฤษใช้เวลาเรียนแค่ 1 ปี และมีคอร์สที่จินสนใจพอดี อย่าง Globalisation, Business and Sustainable Development ของ UEA ที่ผสานประเด็นโลกาภิวัตน์ ธุรกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในคอร์สเดียว ชอบมากตรงที่ไม่ได้เน้นแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจ การเมือง และความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับ Core Value ของ Chevening ด้วย

ทุนนี้ยังกำหนดให้ผู้รับต้องกลับมาทำงานในประเทศอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งจินไม่ลังเลเลย เพราะตั้งใจจะกลับมาทำงานในองค์กรที่ขับเคลื่อนประเด็นสังคมในไทยอยู่แล้ว ช่วงหลังมานี้เรื่อง Sustainability ก็มาแรงมาก ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องการคนสายนี้เพิ่มขึ้น ค่าตอบแทนก็ดี แถมยังต่อยอดสู่การทำงานในต่างประเทศได้อีกหลายเส้นทางค่ะ

ทุน Chevening เป็นทุนเต็มจำนวนที่ไม่ผูกมัดและเปิดกว้างให้กับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่จำกัดอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรืออาชีพ ทำให้จินรู้สึกประทับใจความเปิดกว้างและการให้โอกาสของทุนนี้มากเลยค่ะ อีกทั้งผู้ได้ทุนจากทั่วโลกยังมีความหลากหลายสูง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเป็นผู้นำในสายของตัวเองและมีแพสชันในสิ่งที่ทำ ทำให้ทุนนี้โดดเด่นเรื่องคอนเน็กชันมากๆ การได้รู้จักเพื่อนที่เชื่อในคุณค่าเดียวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก มันเป็นสิ่งที่มีพลังสุดๆ ค่ะ

เตรียมตัวสมัครยังไงบ้าง?

  • ยื่นคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS 6.5 // ทุนไม่ได้กำหนดคะแนนขั้นต่ำ แต่เราต้องทำให้ผ่านเกณฑ์มหาลัยที่จะสมัคร
     
  • บอกตรงๆ ว่าผลการเรียนจินไม่ใช่เรื่องที่จินได้เปรียบค่ะ เพราะ GPA ตอน ป.ตรี ไม่ถึงเกียรตินิยม (มหาลัยในอังกฤษค่อนข้างให้สำคัญกับเกรดเป็นอันดับแรกๆ แต่ก็ให้คุณค่ากับสิ่งที่เราเคยทำด้วย) ดังนั้นถ้าน้องๆ เกรดไม่สูงอย่าเพิ่งหมดหวัง ถ้าเกิดสบประมาทตัวเองแล้วล้มเลิก จากโอกาส 50-50 จะปัดตกเป็นศูนย์ทันที เลยอยากให้น้องๆ ที่กำลังลังเลว่าจะลองสมัครดีมั้ยลองดู เพราะไม่ว่าผลจะเป็นยังไง หากเราพยายามอย่างสุดหัวใจ เราจะรู้สึกนับถือและเชื่อใจในตัวเอง
     
  • จินใช้เวลากับ Essay มากที่สุด เพราะเคยทำหลายอย่างมาก ค่อยๆ เลือกหยิบเรื่องที่สอดคล้องกับสิ่งที่คณะและทุนมองหา // ทั้งหมดคือขั้นตอนของการตกตะกอนและการตั้งคำถามของตัวเอง ตอนนั้นจินยกโพรเจกต์ที่เคยทำ งานประจำด้าน Health tech ที่ช่วยแก้ปัญหาในวงการการแพทย์ไทย และตอนเข้าร่วมโครงการ YSEALI ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนระยะสั้นที่สหรัฐฯ หัวข้อ Social Entrepreneurship มาพูดถึง 

    จริงอยู่ว่างานที่ทำ + สาขาที่จบ ป.ตรี ไม่ได้ตรงกับสาขาที่สมัครโดยตรงขนาดนั้น แต่พอมานั่งค่อยๆ คิดว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ก็เชื่อมกันได้หมด และสกัดออกมาเป็น Essay ที่สะท้อนตัวเราเองได้และได้เล่าถึงทุกอย่างที่หล่อหลอมให้เราเป็นเรา และทำให้กรรมการเข้าใจว่าทำไมเราถึงทำสิ่งเหล่านี้ ทำไมเราถึงยึดคุณค่านี้

    นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญคือแพลนในอนาคตของเราทั้งระยะสั้น กลาง และยาวคืออะไร เราจะกลับมาทำอะไรที่ไทย ตั้งใจสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร เป็นสิ่งที่ทุนให้ความสำคัญอย่างมาก เราต้องมีแพลนที่ชัดเจนและทำได้จริง
     
  • พอรู้ผลว่าผ่านรอบเอกสาร จินก็เตรียมสัมภาษณ์เลยค่ะ ดู YouTube เยอะมากกกก ทักไปขอคำแนะนำจากเพื่อนๆ และรุ่นพี่คนอื่นที่ได้ทุนนี้ และรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทำ Mock Interview ทดลองถามตอบกันเอง *ขั้นนี้จินซ้อมแบบเทหมดหน้าตัก พยายามคิดหลายๆ มุมว่าถ้าเราเล่าแบบนี้ กรรมการจะถามว่าอะไร แล้วอะไรคือจุดขาย และผลงานเด่นของเราที่ทำให้กรรมการจะได้รู้จักเราจริงๆ ซึ่งก็คุ้มมากที่ซ้อมเยอะ เพราะตอนสัมภาษณ์จริงรู้สึกทำได้ดี ได้พูดทุกอย่างที่อยากพูด ตอนนั้นถ้าผลออกมาว่าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องเสียดายแล้วค่ะ ทำเต็มที่มากๆ

ยื่นสมัครกี่มหาลัย?

จินยื่นแค่ 3 ที่ค่ะ ตามลำดับที่ทุนกำหนด เพราะเริ่มสมัครหลังจากรู้ผลว่าได้เข้ารอบสัมภาษณ์ทุน Chevening แล้ว เลยมีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างกระชั้น

คำแนะนำสำหรับคนเตรียมสมัครทุนนี้

  • ถ้าอยากมีทางเลือกมากขึ้นเพื่อตัดสินใจ แนะนำให้ยื่นหลายมหาวิทยาลัยไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • ศึกษาทุนที่จะสมัครให้ดีว่าเขามองหาอะไร ทุนต้องการคนแบบไหน แล้วดูว่าเป้าหมายและโพรไฟล์ของเราสอดคล้องกับเขาแค่ไหน และต้องรู้จักตัวเอง เลือกหยิบยกผลงานที่สะท้อนตัวตนเรามาพรีเซนต์ให้เชื่อมโยงกับทุนและสาขาที่จะไปเรียน รวมถึงมีแพลนอนาคตที่ชัดเจนจับต้องได้และสอดคล้องกับคณะที่อยากไปเรียน
  • ใช้เวลากับการซ้อมสัมภาษณ์ให้มากที่สุด พี่เองดูแนวทางจาก YouTube เยอะมาก แล้วค่อยๆ กลั่นกรองวิธีตอบให้เป็นสไตล์ของตัวเอง นอกจากนั้นสามารถใช้ STAR Approach ได้ในการเตรียมซ้อมตอบคำถาม
  • ถ้ายังเรียนอยู่ แนะนำให้ลองทำกิจกรรมที่สนใจ พี่เองเริ่มจากชอบช่วยเหลือคน แล้วกิจกรรมก็พาไปรู้จักคนใหม่ๆ + เห็นปัญหาจริงในสังคม ทำให้พี่อินขึ้นจนเริ่มคิดว่าเราจะมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยังไงบ้าง ทั้งหมดเกิดจากการเรียนรู้ผ่านการลองทำ
เว็บไซต์หลักสูตรที่ UEAศึกษาข้อมูลทุน Chevening 2026/27

. . . . . . .

รีวิวการเรียนที่ UEA
เข้มข้นจบไว แต่ไม่ชิล!

คอร์สนี้เรียนอะไรบ้าง?

คอร์ส Globalisation, Business and Sustainable Development เป็นหลักสูตร 1 ปีการศึกษาค่ะ ดังนั้นต้องอ่านและเขียนแบบอัดแน่นมาก ส่วนใหญ่เก็บคะแนนเป็น Essay, Group Presentation, Research Project (เราเจอสอบแค่วิชาเดียว) เนื้อหาที่เรียนจะกว้างและหลากหลาย ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม ธุรกิจ และความยั่งยืน (มีโมดูลที่มุ่งเน้นแต่ละเรื่องต่างกัน) แต่อาจไม่เหมาะกับคนที่อยากเจาะลึกประเด็นไหนเป็นพิเศษ

ตัวอย่างวิชาที่จินลงเรียน

  • Perspectives on Globalisation
  • Globalisation, Business and Development
  • Understanding Global Environment Change
  • Climate Change and Development: Science Impacts and Adaptation
  • Project Design and Management
  • Conflict, Civil Wars and Peace
  • Media, Communication and Development
รายละเอียดวิชาเรียนทั้งหมด

การปรับตัวครั้งใหญ่ 
และรสชาติความท้าทายแต่ละเทอม

  1. การปรับตัว เทอมแรกเหนื่อยสุดเพราะมาเจอกับการอ่านเยอะๆ เรื่องนี้หนักสุดสำหรับเราค่ะ มีศัพท์ภาษาอังกฤษเฉพาะทางยากๆ เยอะพอสมควร // ต้องเตรียมตัวไปก่อน ถ้าไม่อ่านก็เรียนไม่ทัน เข้าไม่ถึงสิ่งที่อาจารย์จะพูด หรือดิสคัสกับเพื่อนไม่ได้เลย
     
  2. การสอบ มีวิชานึงที่มีสอบ เป็นการสอบข้อเขียน และวัดค่อนข้างลึก เพราะไม่ใช่แค่ถามตอบสั้นๆ แต่เราต้องอธิบายในระดับ Researcher เช่น คำถามเรื่อง  ‘Intersectionality of Gender’ ต้องเริ่มเรียนจากคำนิยาม ยกตัวอย่าง วิเคราะห์ และดูว่าจะเชื่อมโยงกับบริบทหรือประเทศต่างๆ (ครบจบจริงๆ) พูดง่าย ว่าไม่ใช่แค่ต้องจำให้ได้ แต่ต้องเข้าใจแก่นและสื่อสารออกมาเป็นระบบ ถึงจะได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มค่ะ
     
  3. เทอมต่อมาก็ยังยากเรื่องการเรียนจะเน้นวิเคราะห์และการเขียนเชิงลึกมากขึ้น ต้องอ่านบทความวิชาการหลายบทเพื่อมาดิสคัสในคลาส ซึ่งตอน ป.ตรี จินคุ้นเคยกับการคำนวณและการสอบ พอมาเขียน Essay เยอะๆ ที่อังกฤษ ก็เหมือนเราต้องเริ่มจากศูนย์ 
     
  4. การเขียนแรกๆ ก็ยากเพราะไม่เข้าใจโครงสร้าง (Structure) แต่เขาจะมีอบรม Academic Writing ช่วง 2-3 วันแรก

พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็กดดันน้อยลง เพราะคุ้นเคยกับคำศัพท์ขึ้น จับใจความได้เร็ว เข้าใจแนวทางการตอบและดิสคัส รวมถึงมีใช้ AI ช่วยไกด์ให้เราเข้าใจสิ่งที่เรียนได้เร็วขึ้น เช่น ให้ช่วยสรุปแก่นหรือใจความสำคัญ เก็งคำถามที่อาจเจอ แล้วเราก็มานั่งทำความเข้าใจแบบละเอียด

. . . . . . .

รีวิวตัวอย่างวิชาน่าสนใจ

วิชา Media & Development

วิชานี้เน้นให้เราตั้งคำถามกับสื่อที่ใช้ในงานพัฒนา ทั้งในแคมเปญ NGO หรือสื่อเพื่อสังคมต่างๆ ค่ะ อาจารย์จะยก Case Studies เยอะมาก เช่น โซเชียลมีเดียแบบไหนที่ทำให้แคมเปญสำเร็จ หรือแบบไหนที่คนมองผ่าน แล้วก็ชวนให้เราคิดต่อว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

คลาสจะเริ่มจากการให้เราอ่าน Key Readings ที่เป็นลิสต์ จากนั้นก็จะมีกิจกรรมหลายแบบ เช่น จับคู่กับเพื่อน คุยกันว่าในครึ่งแรกของคลาสเราได้เรียนรู้อะไร สำคัญยังไง แล้วก็เอามาดิสคัสกันในห้อง อาจารย์จะคอยโยนคำถาม กระตุ้นให้เราคิดและต่อยอดจากสิ่งที่อ่านมา ไม่ใช่แค่จำเนื้อหาเฉยๆ

จินเคยทำงานสาย Marketing มาก่อน ก็พอมีพื้นฐานการคิดเรื่องสื่ออยู่บ้าง แต่พอมาเรียนวิชานี้กลับได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการสื่อสารในแวดวง NGOs เช่น อาจารย์ยกตัวอย่างภาพเด็กที่ดูน่าสงสารมากๆ ที่เคยใช้ในแคมเปญบริจาค แล้วชวนเราตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนถึงเห็นแล้วไม่บริจาค? // จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะคนใจร้าย แต่เป็นไปได้มั้ยว่าเขารู้สึก “ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” หรือเจอภาพแบบนี้มาบ่อยจนชินชา แล้วเราจะปรับวิธีสื่อสารยังไงดี?

วิชา Gender and Diversity

วิชานี้ทำให้เราได้วิเคราะห์เรื่อง Gender ผ่านกรอบของนโยบายระดับโลก อย่างเช่นของ UN เลยค่ะ ซึ่งปกติเราอาจไม่กล้าวิเคราะห์หรือแย้งอะไรมากนัก เพราะมองว่าองค์กรระดับนี้ตัดสินใจอย่างดีแล้ว

แต่อาจารย์กลับเปิดประเด็นชวนคิดว่า ในนโยบายของ UN  หรือ SDG ที่พูดถึงผู้หญิง เช่น เรื่องการตั้งครรภ์หรือบทบาทความเป็นแม่ (Sexual and reproductive health) นั้น สื่อหรือเปล่าว่า “ผู้หญิงควรต้องทำหน้าที่นี้เท่านั้น?” แล้วผู้ชายล่ะ? กลุ่ม LGBTQ+ ล่ะ? UN เองอาจไม่ได้ตั้งใจ exclude แต่ในเชิงโครงสร้าง มันมี blind spot อะไรบางอย่างอยู่มั้ย? 

พอได้เรียนก็รู้สึกว่าวิชานี้ไม่ได้ให้คำตอบเป๊ะๆ แต่มันเปิดพื้นที่ให้เรากล้าตั้งคำถามในเรื่องที่เราเคยคิดว่า “ถูกต้องอยู่แล้ว” โดยเฉพาะกับกรอบความเท่าเทียมทางเพศในบริบทระดับโลกค่ะ นอกจากนั้นยังทำให้เห็นว่า ปัญหาในประเด็นนี้ยังมีเกิดขึ้นอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก จากการยกตัวอย่างเคสมากมายของอาจารย์ ทั้งปัญหาในเพศหญิง เพศชาย และ LGBTQAI+ (สิ่งที่เราชอบมากคือมีหลายคลาสที่เราเรียนเรื่องปัญหาของเพศชาย ซึ่งเป็นอีกมุมที่ตอนนั้นก็นึกไม่ถึง) และแต่ละประเทศมีวิธีแก้ไขปัญหาหรือนโยบายที่แตกต่างกันตามบริบทอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลวิชานี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเพศ เราจะไม่สามารถตรรหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างสมบูรณ์

วิชา Globalisation, Business and Development

วิชานี้ทำให้เราได้เรียนรู้และตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยคิดว่าเข้าใจอยู่แล้ว เช่น เรื่อง CSR ก่อนเราเคยมองเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดของบริษัทใหญ่ๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้วได้เข้าใจว่า CSR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผลักให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และในหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ผู้คนใช้โซเชียลมีเดีย CSR สามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างสแตนดาร์ดในการทำธุรกิจให้บริษัทได้ ถ้าใช้ดีๆ โดยที่ไม่ใช่แค่เพื่อทำการตลาด ก็สามารถช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจคือเราไม่ได้ดูแค่โมเดล CSR จากภายนอก แต่เรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เชิงลึก และนอกจากการเรียนรู้เรื่อง CSR แล้ว วิชานี้ยังสอนให้เราลงลึกไปถึงการ วิเคราะห์รีพอร์ตของบริษัทต่าง ๆ ว่าที่พวกเขาอ้างว่าทำเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมนั้นมีการเชื่อมโยงกับ SDGs อย่างไร เช่นกรณีศึกษา Coca-Cola ที่ดูเหมือนจะทำตามกฎทุกอย่างใน UK แต่คำถามคือ “มันดีจริงไหม หรือแค่ทำตามกฏหมายขั้นต่ำ?” เราต้องดูว่าเบื้องหลังมีผลกระทบอะไรซ่อนอยู่บ้าง เช่น ถึงแม้จะทำกฏหมายตามขั้นต่ำแต่ยังปล่อยมลพิษเยอะ หรือมีข้อขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นหรือเปล่า” 

นอกจากนั้นวิชานี้ยังสอนให้มองเห็นช่องโหว่ที่บริษัทใหญ่ทำเพื่อเอาเปรียบจากกฏหมายของแต่ละประเทศ เช่น บริษัทเดียวกัน แต่ตั้งอยู่ในอินเดีย และอเมริกา ก็จะมีนโยบายต่างกัน สาขาในอินเดียอาจจะปล่อยมลพิษมากกว่าเพราะเห็นว่ากฏหมายอนุญาตให้ทำได้ แม้จะปล่อยให้น้อยลงได้ก็ตาม 

ดังนั้น วิชานี้ทำให้เราเห็นภาพรวมของการทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอนให้เราวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่าบริษัททำเพื่อความยั่งยืนจริง ๆ หรือเพียงแค่สร้างเรื่องเล่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากสำหรับคนที่อยากทำงานด้านธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

วิชา Climate Change and Development: Governance, Policy & Society

เรียนรู้การมองปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านเลนส์การปกครองและนโยบาย ในคลาสนี้เราได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้กระทบแค่ธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวพันกับการพัฒนา นโยบายรัฐ และโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนอย่างลึกซึ้ง

ในคลาสได้มีการให้เขียน Policy Brief เพื่อศึกษามาตรการลดโลกร้อน (mitigation policies) ที่นำไปใช้จริงในประเทศกำลังพัฒนา และให้นำเสนอให้เพื่อนร่วมคลาสฟัง จินเลือกพรีเซนต์เรื่อง “น้ำท่วมในประเทศไทย” โดยวิเคราะห์ว่านโยบายของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา มองปัญหาน้ำท่วมยังไง มีวิธีแก้ไขหรือรับมืออย่างไรบ้าง และ มีข้อจำกัดอย่างไร 

ในขณะเดียวกัน เพื่อนในคลาสก็นำเสนอเคสของประเทศอื่น เช่น โมร็อกโก กาน่า ฯลฯ จากนั้นก็มานั่งเทียบกันว่าแต่ละประเทศมีวิธีจัดการปัญหาสภาพอากาศที่คล้ายหรือแตกต่างกันยังไง เช่น บางประเทศเน้นโครงสร้างพื้นฐาน บางประเทศเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือใช้แนวทางแบบ nature-based solution ซึ่งทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ขึ้นอยู่กับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละสังคม

วิชานี้ทำให้เข้าใจว่าเรื่อง “โลกร้อน” ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่สอนให้เข้าใจว่า นโยบาย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีบทบาทสำคัญแค่ไหนในการแก้ปัญหานี้ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดความยากจน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ระดับโลก

. . . . . . .

คลาสเดียวเห็นมุมมองจากทั่วทุกมุมโลก
และคอนเน็กชันคุณภาพแน่น!

ชอบสุดคือบรรยากาศตอนทุกคนยกมือตอบคำถามกันแบบ alert ค่ะ ขนาดจินเรียนแบบนั่งฟังเลกเชอร์เยอะๆ เรียนไปเรียนมาก็เริ่มอยากยกมือกับเขาด้วย!

ในคลาสจะมีคนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งเอเชีย คนผิวสี คนบริติช (รู้สึกว่ารุ่นจิน ภาคนี้จะมีคนญี่ปุ่นเยอะเป็นพิเศษค่ะ) เพื่อนบางคนเคยทำงาน NGO ใหญ่ในประเทศตัวเอง บางคนเคยทำธุรกิจ มีแพสชันเรื่องความยั่งยืน หรือบางคนก็ข้ามสายมาเหมือนจิน ข้อดีคือตอนดิสคัส เพื่อนๆ จะแชร์เคสตัวอย่างประเทศตัวเอง ทำให้เห็นภาพว่าแต่ละที่มีวิธีรับมือและแก้ปัญหายังไงบ้าง

ส่วนอาจารย์เขาจะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหัวข้อที่เขาสอนมากๆ เช่น อาจารย์วิชา Gender เคยไปใช้ชีวิตที่อินเดียเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ ทำให้เราได้ฟังประสบการณ์ตรงไปด้วยค่ะ

. . . . . . .

เทอมสุดท้าย ลงสนามฝึกงานจริง
ในบริษัท NGO เกี่ยวกับความยั่งยืน

เราเลือกได้ว่าจะ Final Project ด้วยการเขียนวิทยานิพนธ์ (Dissertation) ความยาว 11,000 คำ หรือ ฝึกงาน (Internship) พร้อมเขียนรายงาน 8,000 คำ 

จินมองว่าประสบการณ์น่าจะจำเป็นกับเราที่อยากเปลี่ยนสายงานค่ะ เลยเลือกไปฝึกงานที่ ‘MaNGOma’  บริษัท NGO ใน Norwich ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ 

เข้าไปถึงก็เจอความท้าทายใหญ่เลย เพราะจินต้องคิด Strategy ให้องค์กร! เขาจะไม่มองเราเป็นแค่เด็กฝึกงานเท่านั้น แต่ให้ความไว้วางใจและเปิดให้เราเสนอไอเดียตัวเองได้เต็มที่ รู้สึกเหมือนลงว่ายน้ำในสระใหญ่ด้วยตัวเองครั้งแรกค่ะ

เล่าคร่าวๆ คือ ‘MaNGOma’ จะได้รับ funding ก้อนใหญ่ แล้วนำไปจัดสรรให้โครงการเพื่อสังคม เช่น โครงการน้ำสะอาดในซิมบับเวและเคนยา โครงการสอนเด็กหญิงในแอฟริกาให้เรียน Coding โครงการสนับสนุนผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักร ฯลฯ การฝึกงานที่นี่ทำให้จินเห็นทั้งเบื้องหลังการบริหารทุนระดับโลก และการออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในหลายมิติ

แล้วมีครั้งหนึ่งที่บริษัทจัดอีเวนต์ให้ความรู้กับชุมชนใน Norwich เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ซึ่งครั้งนั้นอธิบายถึง ‘Doughnut Economics’ ซึ่งเป็น Sustainability Framework ที่คิดโดย Kate Raworth ลักษณะชาร์ตจะเป็นวงกลมซ้อนกันสามชั้น คือสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยจุดสมดุลอยู่ตรงกลางที่ทั้งสามด้านเกื้อหนุนกันโดยไม่เบียดเบียนกัน 

จริงๆ จินก็ใช้ framework ไปวางกลยุทธ์ให้องค์กร พร้อมกับคิดวิธีสื่อสารให้คนนอกเข้าใจง่ายขึ้น และรู้สึกอยากมีส่วนร่วมหรือเข้ามาเป็นอาสาสมัครมากขึ้นค่ะ

https://instituteofsustainabilitystudies.com/
https://instituteofsustainabilitystudies.com/

. . . . . . .

เรียนสายสังคม 1 ปีที่ UEA
เปลี่ยนมุมมองต่อโลกทั้งใบ

การได้มาเห็นโลกกว้าง และพบเจอผู้คนที่หลากหลาย ทำให้จินรู้สึกได้ฟังเสียงของตัวเอง ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้มากขึ้น และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองกว่าเดิม เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยเติมเต็มและพิสูจน์ว่าเรามีคุณค่าในบทบาทไหนบ้าง และทำให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไปเพื่อที่จะได้ทำตามคุณค่าที่ยึดถือ

และการที่ได้รับเลือกเป็นนักเรียนทุน Chevening ก็เป็นสัญญาณว่าเรามาถูกทางแล้ว ได้มาเรียนสิ่งที่ช่วยปลดล็อกคำถามในใจหลายอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่คนทำงานด้านสังคมหรือความยั่งยืนมักจะสงสัยว่า ”สิ่งที่เราทำมันเปลี่ยนอะไรได้จริงมั้ยนะ?”

จากที่เคยรู้สึกโกรธเวลาเห็นข่าวหรือปัญหาสังคม แต่พอได้เรียนลึกขึ้นถึงโครงสร้างต่างๆ ก็เริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ทั้งระดับครอบครัว -> ชุมชน -> ประเทศ และเกิดจากโครงสร้างปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งถ้าต้องการให้เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จะไม่สามารถแก้แค่จุดเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน

อีกสิ่งสำคัญคือการได้เจอเพื่อนที่เรื่องราวชีวิตแตกต่างกัน บางคนส่งตัวเองมาเรียนด้วยเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนทำงานพาร์ตไทม์ไปเรียนไป บางคนมาเรียนโทตอนอายุ 50+ หลังลูกโตแล้ว ทำให้รู้ว่าแต่ละคนแบกรับเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ในเมื่อบริบทต่าง เราจะเข้าใจว่าชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน

. . . . . . .

จากกรุงเทพฯ สู่นอริช
มุมมองและชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม

จินอยู่กรุงเทพที่เป็นสังคมเมืองมาตลอดชีวิต พอย้ายมา “นอริช” (Norwich) ที่นี่อยู่ห่างจากเคมบริดจ์ (Cambridge) เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น เป็นเมืองต่างจังหวัดที่สงบเงียบ ทำให้ได้พบกับความสุขในอีกรูปแบบ และชอบการมีชีวิตที่เรียบง่าย วันไหนจินว่างๆ จะชอบไปปิกนิก เดินเล่นดูธรรมชาติ ทั้งสวน ป่า ทะเลสาบ ฮีลใจมากกกค่ะ!

 

  • ระบบขนส่งสาธารณะ ที่นี่ไม่มีรถใต้ดินเหมือนเมืองใหญ่อย่างลอนดอน แต่รถเมล์ครอบคลุมมาก ใช้ง่าย เดินทางสะดวก รอบรถอาจจะห่างขึ้นในช่วงวันหยุด หรือช่วงดึกๆ ของวันธรรมดาค่ะ)
     
  • ความปลอดภัย ส่วนตัวคือเดินริมถนนได้แบบสบายใจ และไม่ค่อยเจอคนเมาหรือ Homeless เลย แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็อยากให้ระมัดระวังตัวไว้เสมอนะคะ
     
  • ผู้คน จินว่าคนเมืองนี้เฟรนด์ลี่มาก ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักกัน เวลาเดินเจอกันก็ยิ้มและทักทายด้วยถ้อยคำดีๆ เช่น ‘Hi, how are you doing?’ หรือ ‘Beautiful day, isn’t it?’
     
  • อากาศ ตอนเรียนที่อังกฤษ เจออากาศหนาวยาวนานถึง 7 เดือน ฝนตกบ่อยแต่แค่ปรอยๆ แรกๆ ก็อาจจะมีไม่ชินกับความแปรปรวนของอากาศ แต่หลังๆ ก็เรียนรู้ที่จะพกร่มติดตัวเตรียมพร้อมค่ะ แต่ถ้าถามว่าเทศกาลไหนอบอุ่นที่สุด จินขอยกให้คริสมาสต์เลย ลองนึกถึงไวน์ร้อน ช็อกโกแลต ขนมปังอบใหม่ และแสงไฟคริสต์มาสระยิบระยับเต็มเมืองสิคะ feel-good สุดๆ~

ความสงบของที่นี่ทำให้เราไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์หรือสถานะทางสังคม และได้ค้นพบด้วยว่าไม่ต้องทำกิจกรรมหรือมีสื่อสารกับโลกภายนอกตลอดเวลาก็มีความสุขกับตัวเองได้ แต่ถ้าเหงา UEA มีกิจกรรมเยอะที่ทำให้เราได้รู้จักคนใหม่ๆ เช่น Movie Night, Paddle Board, Potluck Party* (ปาร์ตี้ที่แต่ละคนจะทำอาหารของประเทศตัวเองมาแชร์กัน) ที่สำคัญคือไม่อยากให้พลาดกิจกรรมปฐมนิเทศนะคะ เพราะแทบจะเป็นโอกาสเดียวที่เพื่อนต่างคณะจะได้มารวมตัวกัน

ถ้าพูดถึงชีวิตนักศึกษา จะไม่พูดถึงชมรม (Clubs) คงไม่ได้ เพราะที่ UEA ทั้งเยอะและมีหลายแนว ทั้งชมรมกีฬา (เช่น มวยไทย โยคะ ฟุตบอล ฯลฯ) ชมรมเดินป่า หรือชมรมเชื้อชาติ อย่าง “ชมรมไทย” ไม่ได้มีแค่คนไทยนะ แต่เปิดให้เพื่อนต่างชาติมาเรียนรู้วัฒนธรรมบ้านเราด้วย บาง Events ก็จัดขึ้นมาเพื่อซัปพอร์ตการทำงานโดยเฉพาะ เช่น Job Fair, Volunteering Fair ทำให้ได้เจอองค์กรทั้ง NGO, ธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่น 

(ยังไม่หมดนะคะ 5555) เครือข่ายทุน Chevening เองก็จัดกิจกรรมตลอดทั้งก่อนบินและระหว่างเรียน เช่น อาจมีเซสชันเตรียมพร้อมก่อนเริ่มชีวิตการเรียนที่อังกฤษ งานสัมมนาที่รวมนักเรียนทุนจากทุกมหาลัย กิจกรรมอาสา หรืองาน Networking ให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้มาเจอกันด้วย

. . . . . . . .

[ You are all Invited. ]
โอกาสปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา

เคลียร์คิวให้พร้อม เพราะ Dek-D's Study Abroad Fair จะคัมแบ็กแบบเล่นใหญ่!  พาว่าที่เด็กนอกเริ่มก้าวแรกเตรียมพร้อมออกเดินทาง เพื่อพิชิตฝันเรียนต่อต่างประเทศให้เป็นจริง

  • 40+ บูทสถาบัน/เอเจนซี/มหาวิทยาลัย จาก 20+ ประเทศฮิตทั่วโลก
  • ปรึกษาฟรี 1:1 กับ 24 รุ่นพี่เด็กนอก หลายทุนหลายประเทศ
  • แจกฟรี! Planner & Timeline วางแผนเรียนต่อนอก 2026
  • IELTS Mock Test ฟรี  (Reading & Writing) โดย British Council IELTS
  • Alumni’s Talk #ทอล์กเด็กนอก แชร์ประสบการณ์เรียนต่อกว่า 20 หัวข้อ
  • โปรแกรมทดสอบความรู้ 10 ภาษา
  • จัดพร้อม Dek-D’s TCAS Fair งาน Open House เรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทยที่ใหญ่ที่สุด มางานเดียวคุ้ม ได้เลือกทั้งไทยและต่างประเทศ
มาเถอะ อยากเจอ~ ดูรายละเอียดงานที่นี่
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น