'พี่พิม’ รีวิวชีวิตเด็กทุนอเมริกา 1 ปีสุดมันส์ในรั้ว Ivy League จบโทกฎหมาย UPenn ✕ คลาสธุรกิจ Wharton

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครอยากเรียนต่ออเมริกา วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “พี่พิม–พิมพิศา อาตม์บริรักษ์” ที่คว้าทุน Fulbright TGS ไปศึกษาต่อ ป.โท หลักสูตร Master of Laws (LL.M.) จาก University of Pennsylvania Carey Law School  หนึ่งใน Ivy League ของสหรัฐฯ และจบเฉพาะด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายเทคโนโลยี (Intellectual Property and Technology Law) พร้อมเรียนควบโปรแกรม Wharton Business and Law Certificate Program (WBLC) ที่ช่วยเพิ่มมุมมองธุรกิจมาประกบความรู้ด้านกฎหมายแบบเต็มๆ!

รีวิวนี้พี่พิมเล่าให้เห็นภาพตั้งแต่เส้นทางฝึกงานเพื่อค้นหาตัวเอง การเตรียมโพรไฟล์สมัครทุน  คลาสสุดเข้มข้นทั้งฝั่งกฎหมายและธุรกิจ ไปจนถึงการซัปพอร์ตเน้นๆ ที่มหาวิทยาลัยระดับท็อปจัดให้  // จะครบรสแค่ไหน ไปเริ่มกันเลยค่ะ

โอกาสทอง! ปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา

จดคำถามที่คาใจ แล้วมาคุยแบบ 1:1 กับ "พี่พิม" ตัวจริงได้ในวันอาทิตย์ที่งาน  Dek-D's Study Abroad Fair  นะคะ รอบนี้เราได้รับเกียรติจาก 24 รุ่นพี่เด็กนอกหลายทุน หลายประเทศ ได้แก่ ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. และ ทุน UIS, CSC (จีน), GKS (เกาหลีใต้), ASEAN Scholarships (สิงคโปร์), TaiwanICDF (ไต้หวัน), MEXT (ญี่ปุ่น), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), Fulbright TGS (สหรัฐฯ), Chevening (สหราชอาณาจักร), Erasmus+ (ยุโรป), Swedish Institute (สวีเดน), Stipendium Hungaricum (ฮังการี), Australia Awards (ออสเตรเลีย), และทุนจากมหาวิทยาลัย/บริษัทเอกชน

. . . . . . . . 

1

ป.ตรี ฝึกงานแบบสับ ลับสกิลใส่พอร์ต
Audit Firm > Law Firm > Government Agency

จุดเริ่มต้นที่พี่เริ่มสนใจกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property; IP) และกฎหมายเทคโนโลยี มาจากการได้ลองทำงานในสายนี้ตอนฝึกงานที่สำนักงานกฎหมาย แล้วพบว่าเป็นสาขาที่น่าสนใจมาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็คิดค้นและพึ่งพานวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอด ทำให้กฎหมายเองต้องมีการแก้ไขหรือออกเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับกับปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น งานด้านนี้จึงเต็มไปด้วยความท้าทายและความแปลกใหม่เสมอ

ช่วงปี 3–4 ที่เรียนกฎหมายที่จุฬาฯ พี่อยากสำรวจว่าตัวเองเหมาะกับสายงานไหน เลยตั้งใจลองฝึกงานให้ครบหลายด้าน ทั้งที่ PwC ในแผนกกฎหมาย, Baker McKenzie ในแผนก IP & Tech รวมถึงที่สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) ภายใต้สถานทูตอเมริกาในไทย ตอนนั้นก็คิดต่อว่า หากเรียนโท พี่อยากเลือกอเมริกาแน่นอน และทุน Fulbright TGS ก็คือเป้าหมาย จึงอยากเก็บประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอเมริกาไว้ด้วย เช่น การเลือกฝึกงานกับ Baker McKenzie ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ และกับ USPTO ภายใต้สถานทูตอเมริกา

*USPTO (United States Patent and Trademark Office) เป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ และมีสำนักงานตัวแทนประจำอยู่ที่สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย

หลังเรียนจบ พี่เริ่มทำงานจริงที่ Law Firm อย่าง Tilleke & Gibbins ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่และขึ้นชื่อด้านกฎหมาย IP ก่อนจะย้ายกลับมาทำงานที่ Baker McKenzie คราวนี้มาดูด้านกฎหมายเทคโนโลยีไว้แบบเต็มตัวเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล กฎหมายเอไอ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เวลาลูกความอยากเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในแอปฯ หรือบริการบนเว็บไซต์ในไทย พี่ก็จะช่วยประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย และให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย

พี่ทำงานต่อไปอีก 5-6 ปี เป็นระยะเวลาพอสมควรกับการไปเรียนต่อ เพราะประสบการณ์จะช่วยให้เรารู้ชัดว่าสนใจกฎหมายสาขาไหนเป็นพิเศษ และประเด็นกฎหมายไหนที่เรายังสงสัยหรือต้องการเจาะลึกมากขึ้น  อีกทั้งยังมีเคสจริง ๆ ที่เราเคยทำ สามารถนำไปแชร์และแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในห้องเรียนได้ด้วย

. . . . . . . . 

2

เดินหน้าสมัครทุน Fulbright
หาจุดเด่น & พรีเซนต์อย่างมั่นใจ

ช่วงปลายปีก่อนที่ทุนจะเปิดรับสมัคร (เม.ย.) พี่มีเวลาเตรียมตัวรวมๆ ประมาณ 5-6 เดือน

  • คะแนนภาษาอังกฤษ ตอนยื่นสมัครทุน พี่ใช้คะแนน TOEFL 106 ซึ่งได้มาจากการสอบแบบกระชั้นชิด มีโอกาสสอบแค่ครั้งเดียวก่อนหมดเขตรับสมัครเลยจริง ๆ ถือว่าโชคดีที่ผ่าน แต่สิ่งที่อยากแนะนำคือ ไม่ควรประมาทเรื่องสอบภาษาอังกฤษ ควรสอบให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้มีเวลาโฟกัสกับการเตรียมเอกสารอื่น ๆ อย่างเต็มที่
  • Statement of Purpose (SOP) พี่เริ่มจากการเขียนเองก่อน แล้วส่งให้อาจารย์ รุ่นพี่ Fulbright Alumni และพี่ที่ทำงานช่วยคอมเมนต์และปรับมาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากแนะนำมาก ๆ เพราะเวลาเราเขียน เรามักจะเล่าจากมุมมองของตัวเอง แต่คนรอบข้างจะมองเห็นศักยภาพหรือจุดแข็งบางอย่างของเราที่เราอาจไม่ทันนึกถึง ทำให้ SOP ดูรอบด้านและโดดเด่นขึ้น
  • ตัวอย่างงานเขียน (Writing Sample) พี่โชคดีที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน จึงมีบทความวิชาการที่เคยตีพิมพ์ในวารสารของ Baker McKenzie ใช้แนบส่งได้เลย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงให้เห็นทักษะการทำงานเชิงวิชาการของเรา
  • Recommendation Letter แนะนำให้รีบติดต่อผู้เขียนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดแรงกดดันเรื่องเวลา และบางครั้งเราสามารถช่วย draft โครงไว้ให้เขาก่อนด้วย จะทำให้กระบวนการราบรื่นขึ้นมาก

หลังจากผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์

[ตอนนี้น่าจะเปลี่ยนรูปแบบแล้ว] ปีพี่มีให้ส่งคลิปแนะนำตัวก่อน แล้วถึงไปสัมภาษณ์กับคณะกรรมการประมาณ 4-5 คน มีทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตสหรัฐฯ อาจารย์ และตัวแทนภาคเอกชน คำถามส่วนใหญ่ก็อิงจากสิ่งที่เราเขียนไว้ เช่น ทำไมสนใจอเมริกา ทำไมสนใจ Tech Law ตั้งใจจะไปทำอะไรที่นั่น และเมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศอย่างไร

สิ่งที่พี่คิดว่ากรรมการมองหาก็คือคนที่มั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงความคิดเห็น ผิดถูกไม่เป็นไร ขอแค่กล้าพูด กล้าลงมือทำ และที่สำคัญคือต้องมีแผนที่ชัดเจนกับความตั้งใจจริงว่าว่าจะต่อยอดสิ่งที่ได้เรียนมาเพื่อสร้างประโยชน์ในอนาคตอย่างไร

ข้อมูลทุน ‘Fulbright TGS’ ระดับ ป.โท/เอก ประจำปี 2026

ทางโครงการมอบทุนเต็มจำนวนในปีแรก ไม่เกิน $35,500 (ประมาณ 1,229,365 บาท) และปีที่สองได้ไม่เกิน $17,500 (ประมาณ 606,000 บาท) ครอบคลุมรายการต่อไปนี้
 

  • ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
  • ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน
  • ค่าครองชีพ
  • ประกันสุขภาพ
  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
อ่านบทความแนะนำทุน

. . . . . . . . 

3

เหตุผลที่อเมริกาใช่ที่สุด
และปักหมุดที่ ‘Penn Carey Law’

เวลาคนเรียนกฎหมายวางแผนต่อโท ส่วนใหญ่มักนึกถึงอังกฤษหรืออเมริกา สำหรับพี่เองที่เคยเรียนโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน เลยคุ้นเคยและชอบรูปแบบการเรียนการสอนของที่นั่น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียน จะสงสัยหรือไม่เห็นด้วยตรงไหนก็สามารถยกมือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่

ในด้านกฎหมายก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะสหรัฐอเมริกาใช้ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ที่ยึดถือคำพิพากษาศาลเป็นหลักในการตัดสินคดีต่อ ๆ ไป ส่งผลให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ ๆ อยู่เสมอ และนั่นเองทำให้ระบบกฎหมายมีความยืดหยุ่น หลากหลาย อีกทั้งกฎหมายไทยบางส่วนยังมีรากฐานที่อิงจากกฎหมายอเมริกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มักพัฒนามาจากฝั่งอเมริกา ทำให้คดีสำคัญและนโยบายกำกับดูแลก็มักเกิดที่นั่นก่อน การไปเรียนต่อจึงช่วยให้เราเข้าใจ เหตุผลเชิงนโยบายและทิศทางการพัฒนากฎหมาย ของทางฝั่งอเมริกาได้ชัดเจนขึ้นมาก

ทำไมถึง Penn Carey Law

  • สิ่งที่ทำให้พี่เลือก Penn Carey Law คือการเป็นมหาวิทยาลัย Ivy League ที่มีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะด้าน Intellectual Property และ Technology Law ซึ่งตรงกับความสนใจของพี่พอดี อาจารย์ที่สอนหลายท่านไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญเชิงวิชาการ แต่ยังเป็นถึงผู้ร่างกฎหมาย ผู้พิพากษา และพาร์ตเนอร์จากสำนักงานกฎหมายชั้นนำ ทำให้ได้เรียนรู้จากมุมมองของคนที่ทำงานจริงในสนามด้วย
     
  • นอกจากหลักสูตรกฎหมาย Penn Carey Law ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนควบ Wharton Business and Law Certificate Program (WBLC) ซึ่งช่วยเพิ่มมิติทางธุรกิจ ทำให้สามารถให้คำปรึกษาลูกความได้รอบด้านมากขึ้น ถือเป็น value-added ที่โดดเด่นมาก
     
  • ก่อนเปิดเทอมจริงก็มี Pre-term Program ปูพื้นฐาน 2 วิชาคือ Foundations of the U.S. Legal System และ U.S.Legal Writing/Research ทำให้เราเข้าใจคอนเซ็ปต์ของหลักกฎหมายอเมริกาก่อนเปิดเทอม และยังเป็นโอกาสที่ได้สนิทกับเพื่อนๆ ทั้งรุ่นด้วยค่ะ
     
  • เรื่องที่ตั้งก็สำคัญ พี่อยากออกจากเมืองหลักบ้าง ซึ่ง “ฟิลาเดลเฟีย” (Philadelphia/Philly) เป็นตัวเลือกที่ลงตัว เพราะมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใน โซน University City ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยนักศึกษา ทำให้มีบรรยากาศสนุกสนานและปลอดภัย อาหารการกินและสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบาย ที่สำคัญ มหาวิทยาลัยยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของตัวเอง จึงมั่นใจได้ว่านอกจากการเรียนที่เข้มข้นแล้ว ยังมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่นั่นด้วย เดี๋ยวพาร์ตหลังจะมารีวิวเมืองเพิ่มเติมนะคะ~
Photo by Jonathan Gong on Unsplash
Photo by Jonathan Gong on Unsplash
Photo by Salonagility.com Daniel on Unsplash
Photo by Salonagility.com Daniel on Unsplash

. . . . . . . . 

4

คลาสกฎหมาย LL.M. ใน Top U.
เค้าเรียนกันแบบไหนนะ?

หลักสูตรนี้ใช้เวลาเรียน 1 ปีค่ะ พี่ไปตั้งแต่กรกฎาคม 2024 แล้วเพิ่งรับปริญญาเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมานี้เอง ระบบแบ่งเป็น 2 เทอม Fall กับ Spring เรียนประมาณ 5-6 วิชาต่อเทอม มีทั้งวิชาหนักและชิลขึ้นมาหน่อย บางคลาสก็เรียนสิบกว่าคน บางคลาสก็เรียนเลกเชอร์ห้องใหญ่ 100+ คน

Q: บรรยากาศโดยรวมเป็นยังไงบ้างคะพี่พิม

เพื่อนๆ มาจากหลายประเทศทั่วโลก อย่างฝั่งเอเชียก็จะมีไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ส่วนฝั่งยุโรปและอเมริกาใต้ก็หลายหลาย เช่น บราซิล เม็กซิโก เปรู ฯลฯ อายุคนในคลาสจะอยู่ที่ราวๆ 25~35 ปี ส่วนแบ็กกราวด์การทำงานก็มีตั้งแต่ทนายจาก Law Firm ตำรวจ อัยการ In-house Counsel ไปจนถึง Partner ของเฟิร์มใหญ่ๆ

ส่วนตัวพี่เจอแต่เพื่อนที่น่ารักและเฟรนด์ลี่มากๆ ไม่มีปัญหาเรื่องความต่างทางวัฒนธรรมเลย คงเพราะเขามาเรียนด้วย mindset ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ กันอยู่แล้ว เวลาคุยกันก็มักจะแลกเปลี่ยนว่าประเทศฉันมีกฎหมายแบบนี้ แล้วประเทศคุณล่ะต่างกันยังไง บางทีก็มีเพื่อนถามพี่ตรงๆ ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในไทยเป็นยังไง หรืออย่างตอนเรียน Internet Law ที่พูดถึงกฎหมายคอนเทนต์ออนไลน์ พี่ก็แชร์ว่าในไทย กฎหมายหมิ่นประมาทหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบยังไง  ซึ่งอาจไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ก็ได้ จนมีครั้งหนึ่งพี่ถึงขั้นเอา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไทยไปพรีเซนต์ในคลาสเลยค่ะะ

Q: อ่านหนักอ่านโหดแค่ไหน?

มากกกค่ะ! ด้วยความที่เรียนแบบ Discussion-based อาจารย์จะให้ Reading List ก่อนเข้าเรียน แบ่งออกเป็น Required Reading (ต้องอ่าน) และ Optional Reading (ถ้าผ่านเพิ่มได้ก็จะดี) สิ่งที่ต้องอ่านก็มีตั้งแต่คำพิพากษา วารสาร ไปจนถึง Textbook ที่อาจจะหนา 20~100 หน้าขึ้นอยู่กับอาจารย์และวิชา

แล้วพอถึงเวลาเรียนก็จะได้มา discuss กัน เช่น คิดยังไงกับคำพิพากษาเคสนี้ ศาลตัดสินถูกมั้ย หรือมีประเด็นไหนตกหล่นไปบ้าง ฯลฯ บรรยากาศคึกคักมากโดยเฉพาะบางวิชาที่มีเด็กหลักสูตร JD (Juris Doctor) มาเรียนด้วย //  JD ก็คือหลักสูตรปริญญากฎหมายของอเมริกา คนที่เรียนส่วนใหญ่ก็คืออเมริกันค่ะ เขาจะจริงจังมากเพราะต้องรักษาเกรดและทำให้อาจารย์จดจำได้ คลาสแบบนี้เลยแทบไม่มีจังหวะเดดแอร์เลย

ทีนี้ด้วยความที่อ่านเยอะ ยอมรับว่าบางทีพี่ก็อ่านจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนเข้าเรียน แต่จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องอ่านทุกบรรทัดหรอกค่ะ สิ่งสำคัญคือการฝึก skim จับใจความว่าอันไหนต้องโฟกัส คีย์เวิร์ดอยู่ตรงไหน พอเรียนไปสักพักเราก็จะจับทางได้เอง แล้วความน่าตื่นเต้นคือบางครั้งอาจารย์จะเรียกชื่อให้ตอบเลยค่ะ เทคนิคเอาตัวรอดของพี่คือถ้าคลาสไหนอ่านไม่ทัน แต่เจอคำถามที่พอตอบได้ ให้รีบยกมือตอบไปก่อนเลย (ก่อนที่อาจารย์จะมาเรียกเจาะตรงที่เราอ่านไม่ถึง)

ส่วนช่วงสอบ ปาร์ตี้หายเกลี้ยงอย่างเห็นได้ชัด ห้องสมุดแน่นมากกก คะแนนส่วนใหญ่จะมาจากสอบแบบ Open Book ที่ไม่ได้ถามตรงๆ แต่เน้นให้คิดวิเคราะห์ (ต่อให้เอาหนังสือทุกเล่มเข้าไป แต่ไม่เข้าใจหลักการก็ทำไม่ได้อยู่ดี) การบ้านไม่ค่อยมีค่ะ จะมาในรูปแบบทำเปเปอร์หรือพรีเซนต์มากกว่า

Q: ช่วยรีวิวตัวอย่างวิชามันส์ๆ หน่อยค่ะ~

หนึ่งในวิชาที่พี่ชอบมากคือ Consumer Law เพราะโยงกับทั้ง Tech Law และชีวิตประจำวันแบบตรง ๆ ห้องเรียนจะเป็นสไตล์ show-and-tell ให้นักศึกษาเลือกประเด็นผู้บริโภคใกล้ตัวมาเล่า เช่น แค่สั่งซื้อชุดออกกำลังกายแล้วได้สีไม่ตรง ก็กลายเป็นประเด็นว่ามันแฟร์กับผู้บริโภคหรือเปล่า พี่เองเคยยกเคสไปเล่นไอซ์สเก็ต แล้วทางสถานที่แจกสายรัดข้อมือที่มีเงื่อนไขว่า “ถ้าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้จัดไม่รับผิดชอบ” อาจารย์ก็จะชวนต่อยอดว่าเงื่อนไขแบบนี้ชอบธรรมหรือไม่ เคยมีคำพิพากษาไปในทิศทางไหนบ้าง

จุดเด่นคืออาจารย์จะไม่บอกว่าถูกหรือผิด แต่ให้เราเรียนรู้จาก ข้อเท็จจริงที่ละเอียดและวิธีร่างคำฟ้อง ว่าจะทำให้ศาลเอนเอียงไปทางไหน และเราจะโต้แย้งยังไงให้แข็งแรงที่สุด

ในวิชา ‘Copyright Law’ อาจารย์ก็อาจจะเปิดเพลงให้ฟังแล้วถามว่าคิดว่าเพลงนี้กับเพลงนั้นคล้ายกันมั้ย บางคนบอกไม่ แต่พอเค้าเฉลยจริงๆ ศาลกลับตัดสินว่าคล้ายนะ หรือบางทีก็เปิดวิดีโอโฆษณา 2 ตัวมาให้เทียบกัน ไปจนถึงเอาเฟอร์นิเจอร์มาเปรียบว่าเหมือนหรือต่างยังไง เป็นต้น

หรือวิชา ‘IP Transaction’ จะว่าด้วยธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เวลาเอาเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ไปใช้ต่อเชิงพาณิชย์ก็จะมีเรื่องสัญญามาเกี่ยวข้อง อาจารย์จะหยิบคดีจริงๆ มาให้ดูว่าทำไมถึงเกิดข้อพิพาทขึ้น เป็นเพราะสัญญาไม่รัดกุม หรือทนายพลาดลืมใส่เงื่อนไขอะไรไปหรือเปล่า จากนั้นก็ให้เรามาถกกันว่าจะปรับแก้ยังไงให้ดีกว่าเดิม

หนึ่งในเคสที่พี่เลือกทำเปเปอร์คือคดีดัง Barbie vs. Bratz ที่ Mattel บริษัทแม่ของ Barbie ฟ้องคู่แข่งว่าลอกดีไซน์ตุ๊กตา เพราะผู้ออกแบบเคยทำงานกับ Mattel มาก่อนแล้วไปทำงานให้ Bratz พี่ก็เลยวิเคราะห์ตัวสัญญาจ้างงานของฝั่ง Barbie ว่ามีช่องโหว่ตรงไหน ถ้าเป็นเราเราจะร่างให้รัดกุมขึ้นยังไง และในมุมของ Bratz ควรใส่ข้อสัญญาแบบไหนเพื่อป้องกันตัวเอง

. . . . . . . . 

5

เรียนควบหลักสูตร Cert.
4 วิชาจาก MBA Wharton

ตอนเรียนที่ Penn พี่ไม่ได้เรียนแค่กฎหมาย แต่ยังเลือกเรียน Wharton Business and Law Certificate Program (WBLC) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สอนโดย Wharton School โรงเรียนธุรกิจของ Penn ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกทุกปี

เงื่อนไขคือเราต้องลงเรียนวิชาใน WBLC อย่างน้อย 3 วิชา (ทั้งหมดมี 4 วิชา) พี่สนใจอยู่แล้วก็จัดครบทุกตัวเลย สิ่งที่ได้คือมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมงานกฎหมายให้รอบด้านขึ้น เป็นประโยชน์มากโดยเฉพาะตอนให้คำปรึกษาลูกความด้านธุรกิจค่ะ

  • วิชา Negotiations วิชานี้สนุกมากกก เราจะเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรเจรจาต่อรอง ควรวางกรอบการเจรจายังไง แล้วให้ฝึกจริงผ่าน Workshop ที่เราจะได้สวมบทบาทเจรจาจริงๆ กับเพื่อนร่วมคลาส เช่น พี่เป็นนายจ้าง อีกฝั่งเป็นลูกจ้าง ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายของตัวเอง แล้วเราจะเจรจายังไงให้ win-win ที่สุด ซึ่งช่วยฝึก soft skill ที่ใช้ได้จริงทั้งในห้องประชุมและการทำงาน
     
  • วิชา Corporate Finance จริงอยู่ที่เด็กนิติฯ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยถูกกับเลข แต่วิชานี้ช่วยให้เข้าใจการวางกลยุทธ์ธุรกิจมากขึ้น เช่น การประเมินมูลค่าธุรกิจ การชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน หรือการตัดสินใจว่าองค์กรควรจะกู้ยืมหรือเพิ่มทุนแทน เป็นต้นค่ะ
     
  • วิชา Mergers & Acquisitions (M&A) คลาสนี้อัดแน่นใน 6 สัปดาห์เต็มค่ะ เน้นการควบรวมกิจการตั้งแต่ screening ดีล การทำ due diligence ไปจนถึง post merger integration วิเคราะห์ว่ากลยุทธ์ไหนจะช่วยให้ธุรกิจโตในตลาดได้ดีกว่า เช่น ควรขยายสาขาเองหรือควบรวมกิจการเพื่อขยายแพลตฟอร์มแทน
     
  • วิชา Global Strategic Management พี่ว่ามีประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะถ้าวันหนึ่งเราได้ก้าวไปเป็นระดับหัวหน้างาน เนื้อหาจะพูดถึงการบริหารจัดการคนในองค์กร ว่าจะเจอความท้าทายอะไรบ้าง เช่น การ recruit และ retain talent ว่าจะทำยังไงให้ทีมอยากอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WBLC

. . . . . . . . 

6

มหาลัยที่มี Activities ตลอด
แถมซัปพอร์ตครบวงจร

กิจกรรมมันส์ๆ เชียร์กันสนุก!

ที่ Penn มีกิจกรรมสนุก ๆ เยอะมาก มีกิจกรรมให้ร่วมแทบจะทุกเดือน ทุกสัปดาห์ อย่างเช่น Penn Fight Night ที่ให้ตัวแทนจากแต่ละคณะขึ้นเวทีต่อยมวยกัน เราก็ใส่สูทไปนั่งเชียร์กันจริงจังมากกกก หรือเกมบาสเกตบอล Ivy League ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์นะคะ

พี่ยังไปพอดีกับช่วงที่จัดแข่ง Super Bowl ซึ่งเป็นการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลระดับประเทศของสหรัฐฯ แล้วทีม Philadelphia Eagles ของเมืองนี้ดันคว้าแชมป์พอดี! บรรยากาศคือคึกคักมากกก เหมือนได้เชียร์ไปกับทั้งเมืองเลยค่ะ

 สีสันเมือง Philly

เพื่อนคนไทยที่นี่ก็เยอะ~ ทำให้ไม่ได้รู้สึกเหมือนห่างบ้านเท่าไหร่ กิจกรรมจะมีตั้งแต่ปาร์ตี้ทั่วไป กิจกรรมอัปเดตเรื่องกฎหมายกับนโยบายใหม่ๆ ไปจนถึง Bar Review ที่ไม่ได้หมายถึงการติวสอบใบอนุญาตทนาย (Bar Exam) แต่เป็นปาร์ตี้ที่เด็กกฎหมายจัดกันทุกสัปดาห์ ที่นัดก็อาจเป็นผับหรือบาร์ใกล้ๆ มหาลัย ซึ่งร้านก็จะมีส่วนลดพิเศษเครื่องดื่ม/อาหารให้ด้วยนะ

Philly ยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นเมืองหลวงแรกของอเมริกา รัฐธรรมนูญฉบับแรกก็ร่างกันที่นี่ หลาย landmark เก่ายังเก็บไว้ครบ และยังใกล้ D.C. อีก ตอนพี่ไปเรียนตรงกับช่วงเลือกตั้งสมัย Donald Trump ในคลาสเค้าดีเบตกันเดือดๆ เลยค่าา

ยิ่งไปกว่านั้น Philly ยังเป็น ‘Swing State’ ที่ผลเลือกตั้งในแต่ละปีไม่ได้เทไปที่ฝั่งไหนชัดเจน ไม่มีพรรคไหนที่ครองใจคนเมืองนี้แบบเป็นเอกฉันท์ เลยทำให้ผู้สมัครแห่กันมาหาเสียงจนบรรยากาศในเมืองสนุกมากกก

ชมรมและกิจกรรมเสริม

มีทั้ง ชมรมร้องเพลง อบขนม อ่านหนังสือ ดูหนัง  ชมรมกีฬาอย่างโบว์ลิง เทนนิส วิ่ง หรือชมรมวิชาการ เช่น Internet, Technology, & Society Collective หรือ International Law Society พี่เองอยู่ชมรม Penn Carey law Antitrust Association ที่จัดสัมมนา เชิญ speaker มาพูดเรื่องประเด็นการผูกขาดของแพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่าง Facebook หรือ TikTok เป็นต้นค่ะ

ส่วนเรื่องการซัปพอร์ตนักเรียน Penn มีครบวงจร เช่น บริการช่วยรีวิว CV, SOP ที่ใช้สมัครงาน หรือมีกระทั่ง Emotional Support Pet Service ด้วยนะ

Note: ฝากถึงน้องๆ ที่เป็นสาย Introvert ว่าไม่ต้องกังวลนะ~ ที่นี่มีเยอะเหมือนกัน เราแค่เลือกกิจกรรมที่เข้ากับตัวเอง หรือไปแฮงก์เอาต์เล็กๆ กับกลุ่มเพื่อนสนิทก็แฮปปี้แล้วค่ะ

สนับสนุนการหางานแบบจัดเต็ม
ทั้ง Penn และ Fulbright

จริงๆ ที่ Penn มีโอกาสเยอะสำหรับคนที่อยากหางานต่อค่ะ นอกจากรีวิว CV, SOP สมัครงานแล้ว ที่นี่จะมีสัมมนาที่เชิญ speaker จาก Law Firm หรือบริษัทใหญ่ๆ มาเล่าเส้นทางการทำงาน แล้วมหาวิทยาลัยก็ยังมีระบบ Apply Internship ที่จับมือกับบริษัทและ law firm หลายแห่ง ทำให้ Penn เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างนักเรียนกับนายจ้างด้วย

อีกอย่างที่น่าสนใจคือ Bar Prep Course ที่ทาง Penn เชิญเจ้าใหญ่ๆ มาตั้งบูทในมหาวิทยาลัย มีส่วนลดพิเศษให้ด้วย รวมถึงเครือข่ายศิษย์เก่าก็ไม่ธรรมดา ตั้งแต่ Elon Musk, Donald Trump, หลานประธานาธิบดี Biden ไปจนถึง Elizabeth Banks นักแสดงจาก The Hunger Games ที่เคยกลับมาพูดในงานจบการศึกษาด้วยนะคะ

ทางด้าน Fulbright ก็มีอีเมลอัปเดตตลอดเลยว่ามีอีเวนต์ไหน เชิญ Alumni จากบริษัทหรือ Firm ไหนมาแชร์บ้าง เป็นโอกาสดีที่ได้คอนเน็กชันกับคนในสายงานจริง ซึ่งบางคนก็ก้าวไปอยู่ตำแหน่งใหญ่ๆ แล้วค่ะ

Note: พี่ว่าการหางานสายกฎหมายที่อเมริกาก็เป็นไปได้ แต่จะท้าทายพอสมควรสำหรับนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะฝั่งอาเซียนค่ะ

โอกาสทำงานจริงเพื่อช่วยเหลือสังคม

ถ้าใครมีแพลนจะสอบ Bar ที่อเมริกา (อย่าง New York Bar) หนึ่งใน requirement คือจะต้องทำ Pro Bono อย่างน้อย 50 ชั่วโมงค่ะ

 

Pro Bono คือการใช้กฎหมายช่วยเหลือสังคมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษากับผู้ที่ไม่สามารถจ้างทนายความได้ การสนับสนุน NGO หรือองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และยังมีอีกหลายรูปแบบ ข้อดีคือที่ Penn มีโครงการ Pro Bono รองรับ ทำให้นักเรียนสามารถเลือกงานที่ตรงกับความสนใจได้ พี่เองก็สมัครเข้าร่วมโครงการกับ Penn ตัวอย่างเช่น พี่เคยช่วยประสานงานกับการไฟฟ้าและการประปาให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องบิลค่าใช้จ่าย ซึ่งบางครั้งเป็นชาวเอเชียที่เพิ่งย้ายมาอเมริกาและยังไม่คุ้นกับสัญญาหรือกฎหมายของที่นี้ ประสบการณ์นี้ทำให้เห็นชัดเลยว่ากฎหมายสามารถช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนได้จริงๆ และยังทำให้ได้สัมผัสบทบาทของนักกฎหมายในการทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน

อ่านเพิ่มเกี่ยวกับ Pro Bono ที่นี่

. . . . . . . . 

7

เล่าชีวิตใน Philadelphia
“The Best Walkable City”

Q: ชีวิตใน Philadelphia เป็นยังไงบ้างคะพี่พิม~

Philadelphia หรือชื่อเล่นของเมืองคือ Philly จะอยู่ฝั่ง East Coast เดินทางทางสะดวก ใกล้ทั้ง Boston และ New York ถึงเรียนหนักแต่ก็มีโมเมนต์ชิลๆ ให้ balance ได้ อาจจะนั่งเล่นริมน้ำ, rooftop, movie night หรือ hang out กับเพื่อนๆ // พี่ว่าเป็นเมืองที่น่ารักและลงตัวมากๆ ค่ะ

ที่สำคัญคือ Philly ยังขึ้นชื่อว่าเป็น The Best Walkable City in the U.S. เดินไปไหนมาไหนสะดวก ไปถึงโดยไม่ต้องพึ่ง subway เลยก็ยังได้​ (แต่มีให้ใช้นะ) เรื่องความปลอดภัยก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป มีทั้งโซนปลอดภัยและโซนที่ควรเลี่ยง แต่มหาลัยที่พี่อยู่จะมีระบบดูแลความปลอดภัยของตัวเองอีกชั้นนึง เลยรู้สึกอุ่นใจขึ้นค่ะ~

Q: เรื่องอะไรบ้างที่ต้องปรับตัว?

  • เวลา สัปดาห์แรกเจอ jet lag หนักมาก เพราะเวลาต่างจากไทยตั้ง 12 ชั่วโมง
  • วิธีจ่ายเงิน ที่นี่ใช้บัตรเครดิตเป็นหลัก ต่างจากบ้านเราที่มี PromptPay
  • สังคม คนอเมริกันสื่อสารตรงไปตรงมา เวลาเขามีข้อสงสัยก็จะถามทันที หรือถ้าไม่โอเคก็จะบอกออกมาตรงๆ ข้อดีคือทำให้เราเองค่อยๆ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเหมือนกันค่ะ
  • อากาศ มีครบทุกฤดู มีทั้งร้อนที่ร้อนมากกก หนาวแบบสุดๆ ต้องเตรียมเสื้อผ้าและร่างกายให้พร้อมค่ะ
  • อาหาร ที่นี่ก็มีหลากหลายครบทุกเชื้อชาติ แต่ถ้าอยากกินรสชาติแบบไทยๆ รสจัดๆ แนะนำให้หัดทำมาจากไทยก่อนค่ะ
  • ความปลอดภัย เรื่องอาชญากรรมกับ Homeless ก็มีบ้าง แต่ในเมืองที่พี่อยู่เค้าไม่ค่อยยุ่งกับเราอยู่แล้ว อีกอย่าง Penn มีระบบ SMS Alert คอยแจ้งเตือนทั้งฝนตก พายุหิมะ หรือเหตุฉุกเฉิน ทำให้ระวังตัวได้ตลอด (ถ้าจากประสบการณ์ส่วนตัว พี่ไม่ได้เจอเหตุการณ์อันตรายค่ะ)

Q: เงินจากทุนเพียงพอมั้ยคะ?

ค่าครองชีพที่อเมริกาสูงกว่าที่ไทยมาก แต่ส่วนตัวพี่ได้ทุนทั้งจาก Fulbright TGS, ทุนบริษัท Baker & McKenzie และทุน Penn (Dean Merit Scholar) รวมกัน 3 ทุน เลยทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมพอค่ะ ถ้าไม่ได้เที่ยวเยอะๆ ก็อยู่ได้สบายๆ แต่พี่ก็มีไป road trip บ้าง เที่ยวหลายรัฐ ทั้ง DC, NYC, California (LA, Las Vegas) ไปจนถึงดำน้ำที่ Mexico 

. . . . . . . .

ส่วนตัวพี่รู้สึกว่าเป็น 1 ปีที่คุ้มค่ามากๆ เหมือนเป็นการพักเบรกจากการทำงาน 5-6 ปี ได้รีเซ็ตตัวเอง กลับเข้าสู่โหมดการเรียน ทำสิ่งที่ตอนทำงานไม่มีโอกาสทำ แล้วรู้สึกได้ต่อจิ๊กซอว์ในชีวิตให้สมบูรณ์ขึ้น

และเนื่องจากพี่ได้ทุนจากบริษัท Baker ร่วมด้วย หลังจบก็จะกลับไปเริ่มงานที่แผนก IP & Tech ต่อเลยค่ะ ส่วนตัวรู้สึกเลยว่าพร้อมขึ้น มั่นใจขึ้น เพราะได้มุมมองใหม่ๆ จากทั้งวิธีคิดของลูกความ และยังได้เรียนรู้วิธีตีความกฎหมายของประเทศอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับบริบทบ้านเราได้จริงๆ ค่ะ

. . . . . . . .

[ You are all Invited. ]
โอกาสปรึกษาฟรีกับ 24 รุ่นพี่ทุนดีกรีสุดปัง
พบกัน 4-5 ต.ค. 68 ที่ไบเทคบางนา

เคลียร์คิวให้พร้อม เพราะ Dek-D's Study Abroad Fair จะคัมแบ็กแบบเล่นใหญ่!  พาว่าที่เด็กนอกเริ่มก้าวแรกเตรียมพร้อมออกเดินทาง เพื่อพิชิตฝันเรียนต่อต่างประเทศให้เป็นจริง

  • 40+ บูทสถาบัน/เอเจนซี/มหาวิทยาลัย จาก 20+ ประเทศฮิตทั่วโลก
  • ปรึกษาฟรี 1:1 กับ 24 รุ่นพี่เด็กนอกตัวจริง
  • แจกฟรี! Planner & Timeline วางแผนเรียนต่อนอก 2026
  • IELTS Mock Test ฟรี (Reading & Writing) โดย British Council IELTS
  • Alumni’s Talk #ทอล์กเด็กนอก แชร์ประสบการณ์เรียนต่อกว่า 20 หัวข้อ
  • โปรแกรมทดสอบความรู้ 10 ภาษา
  • จัดพร้อม Dek-D’s TCAS Fair งาน Open House เรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทยที่ใหญ่ที่สุด มางานเดียวคุ้ม ได้เลือกทั้งไทยและต่างประเทศ
มาเถอะ อยากเจอ~ ดูรายละเอียดงานที่นี่
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น