Fashion Student Vibes! ‘ฮันนี่’ กับชีวิตเด็กแฟชันดีไซน์ใน ‘Raffles Singapore’ ต่อยอดสู่แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์รักษ์โลก

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงการเรียนต่อสิงคโปร์ หลายคนอาจนึกถึงฝั่ง Business, Engineering หรือสาย Tech กันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆ ด้าน Art & Design ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ! วันนี้เราจะชวนไปรู้จัก “น้องฮันนี่ – ศศิพิมพ์ สรรพวรพงษ์” ที่ไปเริ่มต้นจากการเรียน Diploma ก่อนเทียบโอนต่อ ป.ตรี Fashion Design ที่ Raffles Singapore สถาบันอาร์ตชื่อดังใจกลางเมือง ใช้เวลาแค่ 1 ปีก็ได้วุฒิ ป.ตรีแบบประหยัดเวลาไปสุดๆ~

ในรีวิวนี้ ฮันนี่จะมาเล่าเส้นทางการเรียนที่ Practical โมเมนต์คว้ารางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ ไปจนถึงการต่อยอดโพรเจกต์สู่แบรนด์เสื้อผ้า ‘galagalui’ ที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ // จังหวะไหนกันนะที่ทำให้ฝันเรื่องการมีแบรนด์กลายเป็นจริง? ไปติดตามพร้อมกันเลยค่า

. . . . . . . .

Why Raffles? 
จุดเริ่มต้นความฝันสายแฟ

ที่มาที่ไป ทำไมสิงคโปร์ถึงลงตัว?

ฮันนี่จบ ม.ปลายจากโครงการวิทย์-คณิต จากโรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ แต่จริงๆ ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ งานอดิเรกคือวาดรูป ระบายสี งานปั้น ทำมาเรื่อยๆ ครอบครัวก็สนับสนุนเต็มที่เลยมั่นใจว่าอยากเรียนต่อด้านนี้จริงจัง ช่วงเตรียมเข้ามหาลัยก็ลองไปเรียนติวพื้นฐานหลายแขนง เพื่อดูว่าคณะไหนเรียนอะไร ต่างกันยังไง ฟังคำแนะนำจากอาจารย์แล้วก็คุยกับตัวเองอยู่หลายปี สุดท้ายลงตัวที่ Fashion Design

แล้วมาสนใจ “สิงคโปร์” เพราะระยะทางและวัฒนธรรมไม่ต่างจากไทยมาก ไม่ต้องปรับตัวเยอะ แล้วยังใช้ภาษาอังกฤษที่น่าจะทำให้ผลงานของเราเข้าถึงคนได้มากขึ้น

กรณีฮันนี่เรียน Diploma จากอีกสถาบันในสิงคโปร์มาก่อน แล้วมาเทียบโอนเข้าปริญญาตรี Top-up ที่ Raffles ใช้เวลาเพิ่มแค่ 1 ปีก็จบ ได้วุฒิ ป.ตรี ถือว่าประหยัดเวลามากๆ ตอนเลือกที่นี่ก็ไปตามงาน Open House หลายที่ ศึกษาเพิ่มเติม แล้วได้ฟังจากรุ่นพี่ศิษย์เก่าด้วย สิ่งที่โดนใจที่สุดคือสไตล์การสอนที่เน้นภาคปฏิบัติเต็มๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่อยากเสริมหลังจบ Diploma พอดีค่ะ

Note: แนะนำว่าหลังจบ ม.4 (Grade 10) ก็มาเริ่มที่ Raffles ได้เช่นกันค่ะ เส้นทางเรียนต่อเนื่องตั้งแต่ Diploma > Advance Diploma (ได้ปฏิบัติจริง) > Bachelor (3 ปี)

สมัครเรียนยังไงบ้าง?

เบื้องต้นคือต้องจบ Grade 10 (ม.4 หรือเทียบเท่า) จากนั้นยื่น Transcript ระดับ Diploma และผลภาษาอังกฤษ โดยทั่วไป IELTS เริ่มที่ 5.5 แต่ถ้าไม่ถึงสามารถสอบภาษาอังกฤษกับสถาบันได้ (ถ้าคะแนนภาษาไม่ผ่านก็มีคอร์สเตรียมความพร้อมให้)

โดยปกติที่ Raffles จะเปิดรับสมัครปีละ 4 รอบ คือ Jan / Apr / Jul / Oct แนะนำให้ส่งเอกสารล่วงหน้าก่อนถึงรอบ ประมาณ 1-2 เดือน เพราะต้องเผื่อขั้นตอนทำวีซ่าอีกค่ะ แต่จริงๆ ของสิงคโปร์ไม่ยาก ทางมหาลัยจะช่วยเป็นตัวกลางดำเนินการให้ด้วย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะมีทุนสูงสุดประมาณ S11,00 หรือประมาณ 270,000 บาทค่ะ

รายละเอียดเพิ่มเติม

. . . . . . . .

ชีวิตก้าวใหม่จาก Diploma 
สู่ ป.ตรี แฟชั่นดีไซน์ที่ Raffles

การปรับตัว & บรรยากาศการเรียน

ตึกเรียนของ Raffles ไม่ได้ใหญ่มากเพราะอยู่ใจกลางเมือง แต่เดินทางสะดวกสุดๆ ทั้งกินอยู่ ชอปปิงก็ง่ายค่ะ เพียงแต่การมาอยู่คนเดียวก็อาจทำให้เหงาบ้าง 

นอกจากนี้จะมีเรื่องภาษา แม้ว่าในมหาลัยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนต่างชาติ แต่พอออกไปใช้ชีวิตข้างนอกจะเจอภาษาจีนเยอะ บางครั้งก็พูดปนกันสองภาษาเลย // ถ้ามีพื้นฐานภาษาจีนมาบ้าง หรือพาเพื่อนที่พูดจีนไปไหนด้วยก็จะอุ่นใจขึ้นเยอะค่ะ 555

เรียนครบเครื่อง จุดแพสชันทั้งในและนอกคลาส

หลักสูตรแฟชันดีไซน์ที่นี่สอนครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่พื้นฐานโครงสร้างเสื้อผ้า ประเภทวัสดุ ประวัติศาสตร์แฟชัน การขึ้นแบบ การเย็บ ไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนสถาปนิกสร้างบ้าน แต่เปลี่ยนมาเป็น ‘สร้างงานบนหุ่นคน’ เรื่องสไตล์ก็เปิดกว้างมากค่ะ จะเล่นกับสีสัน เท็กซ์เจอร์ หรือทำเรียบง่ายก็ได้ ขอแค่มีเหตุผลและแก้ปัญหาได้ชัดเจน

สำหรับฮันนี่ที่ย้ายมาเข้าปีสุดท้าย ก็จะโฟกัส Project & Presentation ล้วนๆ ไม่มีวิชาเลือกเหมือนเด็กที่เรียนต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรก ตารางเรียนคือเช็กชื่อ อัปเดตงาน แล้วไปทำของตัวเอง เรื่องที่ยากที่สุดคงเป็น Technical Skills อย่าง Adobe Illustrator หรือ Procreate ที่ไม่ถนัดตั้งแต่แรก แต่โชคดีที่มหาลัยมีสอนพื้นฐานให้ ถ้าอยากเก่งขึ้นก็ต้องฝึกต่อเองข้างนอกค่ะ

หัวใจหลักของทุกเทอมคือวิชา Design ที่ต้องทำ Capstone Collection 3–6 ชุด ลงมือทำตั้งแต่สเก็ตช์ ออกแบบ ขึ้นแบบ ตัดเย็บ จนออกมาเป็นผลงานไฟนอล ถือเป็นสัดส่วนคะแนนเยอะที่สุด นอกจากนี้ยังมีวิชา Portfolio กับโปรเจกต์ย่อยเพียบ เช่น งานกลุ่ม เดินแบบชุดรีไซเคิล ประกวดวาดภาพ ร่วมนิทรรศการหรืองานแฟชันโชว์ โดยมีอาจารย์สแตนด์บายให้ถามได้ตลอดค่ะ

Raffles Singapore
Raffles Singapore

สิ่งที่สนุกคือได้ลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน รุ่นเรามีเกิน 20 คน เวลานำเสนอหรือขอคำปรึกษา อาจารย์จะคอยถามความเห็นเรา แล้วเพื่อนๆ ก็แชร์ไอเดียของตัวเอง ได้เรียนรู้จากงานกันและกันตลอด ส่วนนอกคลาส มหาลัยก็จะคอยอัปเดตพวก Upcoming Events เช่น Fashion Show, Exhibition หรือ Event กับ Fashion Council Singapore ทำให้เราไม่ตกข่าวค่ะ ใครไปเข้าร่วมก็จะมาแชร์กันในคลาส เลยเหมือนกับเราได้เชื่อมต่อกับวงการแฟชันจริงๆ ไม่ใช่แค่เรียนในห้อง

เรื่องการเรียนจะเหนื่อยแค่ไหน ฮันนี่ว่าสำคัญสุดคือการประเมินเวลาและพลังให้เหมาะกับตัวเอง กบางคนตั้งเป้าไว้ใหญ่เหมือนจะ “สร้างกรุงโรมในวันเดียว”​ แต่สุดท้ายอาจได้แค่ “โรมมินิ” ก็ได้ ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดีค่ะ

อาจารย์ทุกคนคือมืออาชีพในสายแฟ

สิ่งที่ฮันนี่ประทับใจมากๆ คือผู้สอนค่ะ อาจารย์ทุกคนเป็นมืออาชีพจริงในสายแฟ บางคนยังเป็นศิษย์เก่าของ Raffles ด้วย ทำให้เข้าใจทั้งมุมผู้เรียนและมุมคนทำงานจริงๆ ถึงแรกอาจารย์บางท่านจะดูดุๆ แต่พอได้ consult บ่อยๆ เราก็เกร็งน้อยลง กลายเป็นกันเองมากขึ้น แถมยังได้เห็นกระบวนการทำงานและไอเดียที่แตกต่างกันของแต่ละท่านอีกด้วย

Raffles Education Network
Raffles Education Network

. . . . . . . .

ได้รางวัลใหญ่จากโพรเจกต์ Sustain
ต่อยอดสู่แบรนด์ ‘galagalui’  

ปกติแล้วที่ Raffles จะมีโพรเจกต์ย่อยให้เลือกทำ 1-2 งานต่อเทอม รุ่นน้องปีก่อนเคยชนะมาแล้วเลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากลองลงสมัครดูบ้าง คอนเซปต์คือสร้างสีที่ยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตอนแรกลองใช้เส้นใยพืชอย่างเส้นปาล์ม ฟอกสีให้ออร์แกนิกที่สุด แล้วย้อมลงบนเส้นใยที่ทำจากของเหลือทิ้ง ข้อดีคือกระบวนการย้อมไม่ต้องบำบัดน้ำเสีย น้ำเอทานอลก็รีไซเคิลกลับมาใช้ได้อีก พื้นฐานที่เราเรียนวิทย์-คณิตมากับคุณแม่ที่เป็นนักวิชาการเลยช่วยให้เข้าใจการทำแล็บชีวภาพและต่อยอดได้จริง

อาจารย์เค้าเชียร์เต็มที่มากๆ เวลาเราปรึกษา เช่น เจอไอเดียแบคทีเรียแบบนี้ ข้อดีข้อเสียเป็นยังไง อาจารย์ก็จะชี้จุดที่ควรระวัง แล้วบอกทางว่าถ้าจะทำต่อควรพัฒนาแบบไหน ทำให้งานของเราละเอียดขึ้นและมีรอยรั่วน้อยลง สุดท้ายเราลองใช้แบคทีเรียในดิน (Actinobacteria) มาสกัดสี แล้วย้อมบนเส้นใยสัตว์ ผลออกมาสวยและปลอดภัยต่อผิว เลยพัฒนาเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับผู้หญิง

จากนั้นก็ส่งเข้าประกวด Society of Colourists and Dyers (SDC) ได้ชนะรอบประเทศที่สิงคโปร์ ก่อนจะผลิตชุดใหม่ไปแข่งต่อในรอบนานาชาติที่อังกฤษ และคว้ารางวัลชนะเลิศที่เมืองยอร์คปี 2024 ซึ่งบังเอิญตรงกับครบรอบ 140 ปีของ SDC ด้วยค่ะ

สรุปฮันนี่ใช้เวลาทำโพรเจ็กต์นี้ตั้งแต่กุมภาถึงธันวา เหนื่อยมากเพราะย้อมเอง ผลิตชุดเอง แต่คุ้มค่าค่ะ หลังจากประกวดเสร็จ Fashion Singapore Council ก็ติดต่อมาให้เข้าร่วม masterclass นอกมหาลัย ตอนนั้นเรากำลังสนใจเรื่องการทำแบรนด์อยู่พอดี ผู้ช่วยอาจารย์ก็แนะนำชื่อเราไป เลยได้โอกาสเรียนต่อยอดจริงๆ

พอเรียนจบก็เริ่มสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ตั้งใจทำให้เป็น lifestyle brand ที่เน้นทั้งความครีเอทีฟและฟังก์ชัน เสื้อที่เราอยากทำคือใส่ได้หลายแบบ คุ้มค่า เช่น กลับด้านได้ เปลี่ยนสีได้ หรือ mix & match ได้หลายลุค ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด sustainability ด้วยค่ะ

Congratulations!

ล่าสุดแบรนด์น้องใหม่ของน้องฮันนี่ อย่าง ‘galagalui’ ก็ Launch เรียบร้อยค่าา เข้าชมผลงานและติดตามที่ช่องทางด้านนี้ได้เลย 

. . . . . . . .

แฟชันดีไซน์สไตล์ไทย &สิงคโปร์ 
ต่างกันมั้ยในมุมมองเรา?

ส่วนตัวฮันนี่รู้สึกใกล้เคียงค่ะ แต่เหมือนว่าในสิงคโปร์จะมีกรอบที่ชัดเจนและเน้นการใช้งานจริงมากกว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผลและเป็นไปได้ในทางการตลาด เช่น ออกแบบแล้วขายได้มั้ย ทำเงินได้มั้ย ต่างจากที่ไทยที่อิสระกว่า มีความอลังการ สนุกสนาน โชว์ได้เต็มที่ ซึ่งจริงๆ ก็ดีทั้งสองแบบเลยนะคะ~

อีกอย่างคือสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและความยั่งยืน (Sustainability) มากๆ โพรเจกต์ย่อยแทบทั้งหมดจะถูกวางบนฐานความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น material ที่ใช้ หรือ concept การออกแบบ ถูกปลูกฝังมาเลยว่าแฟชันยุคนี้ต้องคิดถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับความสวยงาม

. . . . . . . .

Fashion Student’s Life
ใช้ชีวิต เรียนรู้ และอยู่รอดในสิงคโปร์

  • สิ่งที่ชอบที่สุดคือการเดินทางค่ะ ประเทศเล็กทำให้ไปไหนมาไหนสะดวก กินอยู่ง่าย ชอปปิงก็ง่าย แลนด์มาร์กต่างๆ ก็ตรงกับภาพที่เห็นในเน็ต ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาเที่ยว แต่ก็มีปิกนิกบ้านเพื่อนหรือปิ้งย่างแถว East Coast บ้าง ฟีลเมืองๆ คล้ายกรุงเทพเลย แต่ที่นี่ปลอดภัยกว่าและใช้ชีวิตกันเร็วกว่าเล็กน้อย
     
  • ค่าใช้จ่ายหลักๆ หมดไปกับค่าเทอม ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ รายเดือนขึ้นอยู่กับที่พักและไลฟ์สไตล์ค่ะ อย่างตอนแรกเราอยู่ใจกลางเมือง ค่าเช่าสูงมาก เลยย้ายออกไปไกลขึ้นราวครึ่งชั่วโมงเพื่อประหยัดงบ เพราะค่าเดินทางที่นี่ถูกค่ะ ถ้าเกิดทำอาหารเองกับเพื่อนๆ บ้างก็ช่วยประหยัดได้ แต่บางช่วงจะงานเยอะจนไม่มีเวลา (ใครคิดถึงอาหารไทย ขอบอกว่าที่นี่ฮิตมากแต่ราคาจะค่อนข้างสูง)
     
  • อีกส่วนที่ต้องเผื่อเยอะคือค่าอุปกรณ์ เพราะแฟชันต้องทำชุดทีละ 3-6 ชุด และของที่นี่แพงกว่าที่ไทยเกือบสองเท่า เวลาได้กลับไทยก็จะตุนผ้ามาเยอะๆ ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ค่อยสั่งจากแอปฯ Taobao แล้วให้เพื่อนต่างชาติช่วย สนุกไปอีกแบบค่ะ 555 บางครั้งอาจารย์ก็แนะนำแหล่งผ้าจากฮ่องกงหรือไต้หวันด้วย // จริงๆ แล้วสไตล์ผ้าในสิงคโปร์คล้ายบ้านเรา แต่ถ้าอยากได้ลายแปลกๆ ต้องพรีออเดอร์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ Taobao มีให้เลือกเยอะมาก
     
  • สิ่งสำคัญที่สิงคโปร์สอนเราคือการพึ่งตัวเอง เพราะคนที่นี่โฟกัสชีวิตตัวเองเป็นหลัก ถ้าเราไม่ปรับตัวให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็จะยากทุกที่แน่ๆ ช่วงนี้เลยได้สกิลใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเยอะ โดยเฉพาะการทำอาหาร จากที่ไม่เคยทำเป็นเลยก็กลายเป็นทำได้แล้วค่ะ
Photo by Scribbling Geek on Unsplash
Photo by Scribbling Geek on Unsplash
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น