สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ในการไปเรียนต่อต่างประเทศนั้น อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญมากๆ สำหรับ #ทีมต่อนอก คงหนีไม่พ้นในเรื่องของขั้นตอนการเตรียม ‘เอกสาร’ ไม่ว่าจะเป็นใบปริญญา Transcript สูติบัตร หรือเอกสารราชการอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดต้องได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วยค่ะ
ที่ผ่านมาในการยื่นเอกสารในการเรียนต่อต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนปวดหัวไม่น้อยเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีหลายอย่าง หลายขั้นตอน ต้องใช้เวลาในการรอที่ค่อนข้างนาน และยังมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยอีกด้วย แต่ข่าวดีคือ ข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้กำลังจะหมดไปแล้วค่ะ
เพราะว่าในปี 2026 ประเทศไทยกำลังจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิล (Apostille Convention) ซึ่งถือว่าเป็นก้าวใหม่ที่ยกระดับความเป็นสากลมากขึ้น โดยสิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือ ในการยื่นเอกสารเพื่อเรียนต่อ การทำงานในต่างแดน หรือการทำธุรกิจระหว่างประเทศ เราสามารถยื่นเอกสาร (มหาชน) ผ่านกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพียงหน่วยงานเดียวได้เลย (จากเดิมที่ต้องยื่นหลายหน่วยงาน) ช่วยให้สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าเดิมอีกด้วย
ว่าแต่อนุสัญญาฯ นี้สำคัญกับ #ทีมเรียนต่อนอก อย่างไร และมีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง? พี่ลูกหมูได้มีโอกาสไปร่วมฟังสัมมนา “ประโยชน์และผลกระทบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิลของประเทศไทยต่อภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม (Apostille Convention)” ซึ่งจัดโดยกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ บอกเลยว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจมาก เลยขอสรุปประเด็นสำคัญๆ มาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านเพื่อเตรียมความพร้อมกันค่ะ
_______
ทำความรู้จักอนุสัญญาอะโพสทิล (Apostille)
Apostille คืออะไร?
- เป็นอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกําหนดของการนิติกรณ์สําหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ ภายใต้ที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (Hague Conference on Private International Law - HCCH)
- การเข้าร่วมครั้งนี้ จะช่วยลดขั้นตอนการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศระหว่างประเทศภาคีอนุสัญญาฯ
- กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ หรือ Competent Authority ของไทย
- ปัจจุบันมีจํานวน 127 ประเทศ (อัปเดตเมื่อเดือนกันยายน 2568)
- มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสะดวกขึ้น และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างประเทศด้านต่างๆ (ด้านเศรษฐกิจ, ไทยถูกยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น)
สรุปคือ Apostille คือ รูปแบบการรับรองเอกสารภายใต้ที่ประชุมกรุงเฮก (Hague Conference on Private International Law - HCCH) พูดง่ายๆ คือเป็นตรารับรองมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เมื่อเอกสารได้รับ Apostille แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปผ่านขั้นตอนการรับรองหลายหน่วยงานเหมือนในระบบเดิม ช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความซับซ้อนแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ
แหล่งที่มารูปภาพ: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
Note: ใบรับรอง Apostille ของประเทศไทย ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการออกแบบ
เอกสารมหาชนมีอะไรบ้าง?
อย่างที่พี่ลูกหมูเกริ่นไปข้างต้นว่าการรับรอง Apostille จะใช้ได้กับเอกสารมหาชน (Public Documents) เท่านั้น ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ
- เอกสารที่ออกโดยศาลหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เช่น เอกสารที่ออกโดยศาล เอกสารของพนักงานอัยการ เอกสารของเสมียนศาล เอกสารของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพิจารณาคดี เป็นต้น
- เอกสารทางการปกครอง เช่น สูติบัตร มรณบัตร ทะเบียนบ้าน ใบรับรองทางการต่างๆ // รวมพวกเอกสารที่ออกโดยมหาวิทยาลัยด้วย เช่น Transcript, ใบรับรองคุณวุฒิ เป็นต้น
- เอกสารโนตารี เช่น เอกสารที่ผ่านการรับรองโดย Notary / Notarial Services Attorney (NSA) หนังสือรับรองคำแปล หนังสือรับรองลายมือชื่อ เป็นต้น
Note:
- การกำหนดว่าเอกสารอะไรเป็นเอกสารมหาชน ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศต้นทางที่ออกเอกสารด้วย เพราะเอกสารมหาชนของแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
- ถ้าเอกสารนั้นไม่ถือเป็นเอกสารมหาชนในประเทศปลายทาง แต่ถ้าได้รับ Apostille จากประเทศต้นทางแล้ว ผลของ Apostille ยังคงสมบูรณ์และใช้ได้ค่ะ
*เมื่อไทยเข้าร่วมอนุสัญญาแล้ว
การรับรองเอกสารจะเปลี่ยนไปอย่างไร?*
- ปัจจุบันการรับรองเอกสารจะเป็นแบบห่วงโซ่ (Chain Legalization) เช่น ตอนที่พี่ไปเรียนต่อที่โปแลนด์ ก็ต้องเอาเอกสารจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น Transcript, ใบปริญญาบัตร (ภาษาอังกฤษ) ไปรับรองที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นก็ต้องนำไปรับรองที่สถานทูตโปแลนด์อีกที // ถ้าบางเอกสารต้องแปลก็อาจเพิ่มขึ้นตอนหลายต่อไปอีกค่ะ
- ถ้าเข้าร่วมอนุสัญญานี้แล้ว ก็สามารถรับรองเอกสารแบบ Apostille คือผ่านแค่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานเดียว และนําเอกสารไปใช้ที่ประเทศปลายทาง (ใน 127 ประเทศภาคี) ได้เลยค่ะ
จะใช้การรับรอง Apostille ได้เมื่อไหร่?
- ตอนนี้ประเทศไทย อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งก็คาดการณ์ว่าน่าจะเสร็จกระบวนการและเริ่มใช้ระบบนี้ได้ในช่วงสิงหาคม ปี 2569
- ใบรับรองจะยังคงเป็นรูปแบบกระดาษอยู่ และประชาชนยังต้องมาดำเนินการทำเรื่องขอเอกสารที่กรมการกงสุล แต่ในอนาคตอาจจะมีรูปแบบ E-Digital ด้วยค่ะ
ประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม
- ใบรับรอง Apostille ใช้สำหรับเอกสารที่จะนำไปใช้ระหว่างประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาฯ เท่านั้น (127 ประเทศ)
- ค่าธรรมเนียมใบรับรอง Apostille ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
Quick Big Win กับ Apostille
อย่างที่พี่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่า หากไทยเข้าร่วมอนุสัญญานี้ จะทำให้ลดต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ช่วยลดขั้นตอนให้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อดีในส่วนของภาคเศรษฐกิจด้วยนะคะ พี่จะมาสรุปคร่าวๆ ให้ฟังกันค่ะ
การเข้าร่วม Apostille เป็นหนึ่งในเครื่องมือการทูตเศรษฐกิจ เพราะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้มากขึ้น เชื่อมโยงกับโลก และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และก็สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลด้วย
- สร้างรายได้ ลดรายจ่ายประชาชน
- เพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้
- ฟื้นความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
- รับมือผลกระทบจากสงครามการค้า
- ปรับกฎระเบียบให้แข่งขันได้ในระดับโลก
- เปิดตลาดใหม่
- ดึงดูดการลงทุน
- แก้ปัญหาข้ามแดน
- สร้างมาตรฐานร่วมระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ทางกรมการกงสุลยังมี 3 เป้าหมายหลัก ในการเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ดังนี้
1. Competitiveness - เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สนับสนุนการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน รวมถึงลดขั้นตอนการรับรองเอกสารธุรกิจ (หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือมอบอำนาจ, สัญญาซื้อขาย ฯลฯ) SME ต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เปิดบริษัทลูกในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น
2. Collaboration – ความร่วมมือระหว่างประเทศ
ไทยมีมาตรฐานการรับรองเอกสารเทียบเท่าสากล ทำให้ประเทศคู่ค้าตรวจสอบเอกสารได้ง่ายขึ้น ลดความสับสน ลดข้อพิพาททางกฎหมาย เพิ่มความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน สนับสนุนความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เช่น การรับรองเอกสาร วีซ่า เป็นต้น
3. Confidence – สร้างความเชื่อมั่น
ยกระดับกฎระเบียบไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ทำให้การทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น โปร่งใส คาดการณ์ได้ เสริมภาพลักษณ์ไทยว่าแบบพร้อมรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
บทบาทของภาคประชาสังคมและหน่วยงานของรัฐ
อีก 2 หน่วยงานที่มีความสำคัญมากๆ ในเรื่องของเอกสารที่ต้องใช้รับรองเวลาไปต่างประเทศ ก็คือกรมการปกครอง และสภาทนายความนั่นเองค่ะ
1. กรมการปกครอง
ปัจจุบันกรมการปกครองได้ออกหนังสือและเอกสารต่างๆ ที่สำคัญ เช่น สูติบัตร, ทะเบียนบ้าน ฯลฯ เป็นภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อให้ประชาชนสามารถไปขอคัดเอกสารตัวเองเป็นภาษาอังกฤษได้เลย (ไม่ต้องไปผ่านการแปล หรือการไปรับรองการแปลให้เสียค่าใช้จ่าย) // เอกสารจากกรมการปกครอง สามารถนำไปใช้รับรอง Apostille ได้เลย
2. สภาทนายความ
Notarial Services Attorney (NSA) เป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ มีหน้าที่รับรองลายมือชื่อ รับรองสำเนาถูกต้อง รับรองคำแปลเอกสาร //เหมือนที่เราเคยเห็นบ่อยๆ ในข้อกำหนดของเอกสารสมัครเรียนว่า ‘เอกสารต้องนำไปแปล และต้องผ่านการรับรองจาก Notary’
NSA จะมีบทบาทยังได้ถ้าได้เข้าร่วมอนุสัญญาภาคี?
- แปลเอกสารเป็นภาษาที่ประเทศปลายทางใช้ (ใบรับรอง Apostille สามารถรับรองเอกสารได้ทุกภาษา โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องแปลก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ว่ามีกำหนดให้ต้องแปลหรือไม่*)
- ให้ NSA รับรองคำแปล
- ผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล และให้สถานทูตประเทศปลายทางในไทยรับรองอีกครั้ง
Note*
- ถ้าไม่ใช่เอกสารมหาชน ต้องผ่านการรับรองจาก NSA ก่อน
ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กองสัญชาติ และนิติกรณ์
- โทรศัพท์: 0 9448 55116
- อีเมล: consular04@mfa.go.th
นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทยในเวทีโลกเลยก็ว่าได้ นอกจากการเข้าร่วมอนุสัญญาครั้งนี้ จะทำให้ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการใช้เอกสารไทยในต่างประเทศ ทั้งด้านการศึกษา การทำงาน หรือการทำธุรกรรมข้ามประเทศแล้ว ยังช่วยผลักดันภาคเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้เติบโตขึ้น และเป็นมาตรฐานเดียวกับนานาชาติมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้เราก็ต้องมารออัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศอีกครั้งไปด้วยกันค่ะ และสำหรับใครอยากฟังสัมมนาเต็มๆ สามารถรับชมย้อนหลัง คลิกที่นี่ ได้เลยค่ะ
................
สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D"
ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D
- Website: www.dek-d.com/studyabroad
- X: @tornokandcourse
- IG: @tornokandcourse
- Facebook: Study Abroad เรียนต่อนอก by Dek-D
- Facebook: Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ
- TikTok: @tornokandcourse
0 ความคิดเห็น