พลิกล็อกยิ่งกว่าซีรีส์! จากเด็กเกรดน้อย ไม่เก่งภาษา คว้าทุนเต็มเรียนจบอินเตอร์ ม.ดังไต้หวัน (IMBA, NCKU)

ใครจะคิดว่าเด็กที่เคยได้อังกฤษ 19/100 เกรด 2.49 และถูกปฏิเสธทุนเพราะคุณสมบัติไม่ถึง จะคว้าทุนเต็มจำนวนไปเรียนมหาวิทยาลัยดังในไต้หวันได้ล่ะ?

 

สวัสดีค่าน้องๆ ชาว Dek-D วันนี้เราจะชวนไปรู้จัก “พี่ขวัญ” บัณฑิตวิศวะคอมอินเตอร์ มจธ. (KMUTT) ที่เคยอ่อนภาษาและโดนแซวจนเสียเซลฟ์ เกรดไม่สูงจนแทบไม่ผ่านเกณฑ์สมัครทุนมหาวิทยาลัยไหนเลย แต่สุดท้าย “ไต้หวัน” กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปลี่ยนจากคนที่ไม่กล้าพูดหน้าห้อง เธอฝึกภาษาจนพรีเซนต์คล่องและอ่านเปเปอร์ได้เร็ว แถมเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช่ ผลการเรียนก็พุ่งจนเกือบแตะเกรดสูงสุด เรียกว่าแก้เกมได้แบบสวยงามเลยค่ะ!

รีวิวนี้จะพาไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้น เทคนิคฝึกภาษา การเรียนในสาขา IMBA ที่ National Cheng Kung University (NCKU) โมเมนต์หนักช่วงธีสิส ไปจนถึงรีวิวเมืองไถหนาน พร้อมทริกตามหาร้านเด็ดที่คนท้องถิ่นแนะนำ พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย~

. . . . . . . .

จากคนที่เจ็บมาเยอะ
เพราะอ่อนภาษาและเกรดไม่สูง

ตอนป.ตรี ขวัญจบวิศวะคอมอินเตอร์บางมด (KMUTT) ด้วย GPA 2.49 ภาษาอังกฤษไม่ดี ภาษาจีนก็ไม่ได้ เคยสอบ ONET อังกฤษได้ 19/100 และโดนแซวเรื่องภาษามาตลอด ช่วงมหาลัยได้ไปฝึกงาน Startup ที่นิวยอร์ก ในทีมที่มีแต่ต่างชาติ หลายสำเนียง เราสื่อสารแทบไม่ได้จนรู้สึกว่า “ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั้ยอะ”

หลังจากนั้นขวัญเลยเริ่มฝึกภาษาแบบจริงจัง พอได้ทำงานที่ต้องคุยกับคนในทีมและ Advisor ชาวต่างชาติทุกวัน สกิลสื่อสารก็ค่อยๆ ปลดล็อกค่ะ จากก่อนไปคือพูดไม่ได้เลย สอบ TOEIC ได้แค่ 300 แต่หลังกลับมาสอบใหม่ได้ 650 และที่รู้สึกชัดที่สุดคือสภาพแวดล้อมมีผลมาก พอไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครตัดสินเรื่องภาษา เราจะกล้าพูดมากขึ้น กล้าลองผิดลองถูกมากขึ้น มั่นใจจนสกิลพัฒนาต่อได้เรื่อยๆ

ดังนั้นสิ่งที่ขวัญย้ำกับทุกคนเสมอคือ ฝึกไปเลย พูดไปก่อน โดยเฉพาะตอนที่ยังไม่มีใครทำให้เรากลัวหรือเสียความมั่นใจ การฝึกภาษาที่ได้ผลที่สุด คือทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ที่ทำได้จริง แล้วจะเห็นว่าตัวเองค่อยๆ เก่งขึ้นค่ะ

ตอนอยู่ต่างประเทศ ฝึกยังไงบ้าง?

  • วิธีที่ใช้บ่อยสุดคือสังเกตประโยคจากสถานการณ์จริง สมมติจะซื้อขนมร้านนึง ขวัญก็รอจนกว่าจะมีเจ้าของภาษาเข้าไปซื้อก่อน แล้วฟังประโยคที่เขาพูด พอถึงคิวเราก็ใช้โครงประโยคนั้นแต่เปลี่ยนเป็นเมนูที่เราจะสั่งค่ะ // ชอปปิงทุกวัน หาโอกาสใช้ตลอด
     
  • การฝึกฟังก็สำคัญ ตอนอยู่อเมริกาดูหนังโรงเรื่องแรกฟังแทบไม่ออก ฟังยาก เลยเปลี่ยนมาลองเริ่มจากสื่อง่ายๆ แล้วค่อยๆ ไล่ระดับ หรืออ่านนิทานเล่มเล็กๆ พอเห็นพัฒนาการแล้วจะมีกำลังใจกว่าเดิม
     
  • ภาษาจีนขวัญใช้วิธีเดียวกันกับภาษาอังกฤษ คือใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นห้องเรียน เพราะลุงป้าในไต้หวันส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดอังกฤษ เวลาจะซื้อของก็ถามว่า "อันนี้เรียกว่าอะไร" แล้วลองพูดตาม เขาจะช่วย repeat ให้ถูกต้อง คนไต้หวันใจดีมาก ทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวัน

ขวัญแนะนำหนังสือเรียนภาษาจีนและอังกฤษ

และเมื่อต้องคิดว่า “จะเรียนต่อป.โท ที่ไหนดี?”

แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากพัฒนาตัวเอง ทุกคนอยากเก่งขึ้น ขวัญก็เหมือนกัน เป้าหมายใหญ่หลังจากเริ่มมาทำงานแล้วก็คือได้ทุนเต็มจำนวนไปเรียนต่างประเทศโดยไม่ต้องรบกวนที่บ้าน 

แต่ถ้าไปประเทศอังกฤษก็มองออกว่ามาตรฐานเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปๆ คัดเลือกเข้มข้นมาก เกรดกับคะแนนภาษาของเราน่าจะไม่ถึงอยู่แล้ว พอหาข้อมูลเรื่อยๆ แล้วเจอ “ไต้หวัน” ก็รู้สึกมีหวังขึ้นมาเพราะ

  • ไต้หวันมีทุนให้นักศึกษาต่างชาติเยอะมากๆ
  • เกรดของเราก็สามารถยื่นมหาวิทยาลัยท็อปได้
  • ถึงจะเลือกหลักสูตรอินเตอร์ แต่สภาพแวดล้อมก็ทำให้ได้ฝึกภาษาจีน (เคยเริ่มศึกษาตั้งแต่ ม.2 เพราะชอบซีรีส์ไต้หวันแล้วอยากดูตอนใหม่โดยไม่ต้องรอซับไตเติล แล้วมีลงวิชาเลือกของมหาลัยบ้าง)

พอตั้งหลักได้ก็เตรียมเอกสารแล้วยื่นไปหลายที่มากค่ะ สุดท้ายได้ทุนมหาวิทยาลัยเต็มจำนวน เรียนต่อ ป.โท IMBA ของ National Cheng Kung University (NCKU) แคมปัสอยู่ที่เมืองไถหนาน เมืองที่น่ารักและอาหารดีงามมากๆ (เดี๋ยวจะมารีวิวเมืองตอนท้ายค่ะ!)

ตอนสมัครยื่นคะแนน TOEIC 755 คะแนนอาจจะไม่สูง แต่มหาวิทยาลัยน่าจะดูหลายองค์ประกอบ ซึ่งที่ขวัญพยายามเน้นมากที่สุดคือ Statement of Purpose (SOP) เป็นส่วนที่ตั้งใจและใช้เวลามากสุด (โชคดีมีรุ่นน้องที่สนิทช่วยเกลาให้ด้วยค่ะ) โดยตั้งใจสื่อให้กรรมการเห็นว่า แม้เราจะไม่ใช่คนที่เก่งรอบด้าน แต่ถ้าได้รับโอกาสก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้เต็มที่แน่นอน และหากต้องเลือกลงทุน ก็อยากลงทุนกับการศึกษานี่แหละ

ในเรียงความมีแบ่งย่อหน้าชัดเจน เล่าประสบการณ์เรียนและทำงานก่อนหน้านี้ เชื่อมโยงกับหลักสูตรที่สมัคร และเหตุผลทำไมสาขา IMBA ที่ NCKU ถึงตอบโจทย์เป้าหมายของเราค่ะ เพราะขวัญเองจบป.ตรี วิศวะ แต่ไปทำงานด้าน Data Analytics และ Business Consult ให้คำปรึกษากับลูกค้าที่เป็นธุรกิจ แล้วก็พบว่าเราอยากศึกษาให้ลึกขึ้นเพื่อเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งวิชาที่จะได้เรียนใน NCKU ซัปพอร์ตสิ่งที่ขวัญอยากทำ อีกอย่างคือเราเองเรียนจบป.ตรีภาคอินเตอร์แล้ว ถ้าได้มาเรียนที่นี่ก็จะเป็นโอกาสพัฒนาภาษาจีนด้วยค่

*NCKU มหาวิทยาลัยอันดับ 4 ของไต้หวัน (QS World University Rankings 2026)

เธรดแนะนำการขอทุน 

เว็บหลักสูตร IMBA ที่ NCKU

. . . . . . . .

เด็กคณะ IMBA ที่ NCKU
เรียนอะไรบ้าง มาดูกัน!

ตั้งเป้าไว้ไกล เลือกสายให้ตรง

ถ้าต้องการจบใน 2 ปี ต้องลงประมาณเทอมละ 4 วิชา และปิดท้ายด้วยทำธีสิส คณะจะประกาศรายวิชาให้เลือกในแต่ละเทอมค่ะ พูดตามตรง Regular MBA ของที่นี่เน้นวิชาการพอสมควร เพราะคนไต้หวันนิยมเรียนต่อระดับสูงเพื่อไปเป็นอาจารย์กัน (นอกจากนี้คือคนไต้หวันฮิตโทควบเอกกันด้วย ประหยัดเวลากว่าปกติ 1 ปี แต่จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการทำธีสิส)

國立成功大學 National Cheng Kung University
國立成功大學 National Cheng Kung University

ตอนขวัญเรียน IMBA ที่ NCKU จะมี 3 สายให้เลือก คือ Finance, Marketing และ IT and Organization ซึ่งมหาลัยให้อิสระกับการเลือกวิชา จะเรียนผสมหรือเจาะด้านไหนล้วนๆ เลยก็ได้ แต่ขวัญตั้งเป้าจะทำงานในบริษัทที่ปรึกษาการเงินระดับโลก ก็เลยเน้น Finance และ IT เป็นหลัก และเสริมด้วยวิชา Marketing บ้างเพื่อให้เห็นภาพรวมธุรกิจกว้างขึ้น อาจารย์สายนั้นจะจบ Top U. กันเยอะ

ตอนเลือกสาย Finance ขวัญตั้งใจให้ตัวเองได้พื้นฐานแน่นๆ ก่อน อย่างวิชา Financial Management จะสอนแบบ 101 เลย ตั้งแต่คำนวณพื้นฐาน การเปรียบเทียบหุ้นกับ Bond ดูกราฟยังไง เพราะสายไฟแนนซ์ต้องเจอกราฟเยอะมาก อาจารย์พาไล่ทีละขั้นว่าควรโฟกัสจุดไหนก่อนเวลาอ่านข้อมูลการเงิน

อีกวิชาที่ชอบคือ Finance Market & Institution อาจารย์มาจาก Syracuse, NY สไตล์สอนจะกว้างและเชื่อมกับระบบเศรษฐกิจจริง อธิบายตั้งแต่ภาษีบ้าน ภาษีที่ดิน การทำงานของตลาดแบบ Flexible Market ไปจนถึงมุมมองระดับประเทศว่าช่วงไหนรัฐบาลต้องอัดเงินเข้าระบบ หรือควบคุมยังไงไม่ให้เงินเฟ้อหรือเงินฝืดเกินไป ฟังแล้วรู้สึกว่าเราเข้าใจภาพใหญ่ขึ้นเยอะค่ะ

เมื่อคลาสคือพื้นที่ปลอดภัย ก็เหมือนได้ทลายกำแพง

ถ้าพูดตามตรง ที่นี่จะเน้นให้เข้าใจ Foundation และ Essential Skills เพราะคนไต้หวันนิยมเรียนต่อเป็นอาจารย์ โครงสร้างคลาสส่วนใหญ่เริ่มจากเลกเชอร์ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง แล้วต่อด้วยพรีเซนต์และดิสคัส บางคลาสที่อาจารย์มีประสบการณ์สายที่ปรึกษาหรือทนายก็จะมีเคสมาให้วิเคราะห์บ่อยขึ้น ถ้ามีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อยสัก 1.5 ปีจะช่วยให้เข้าใจเร็วและยกตัวอย่างได้ทัน

แล้วขวัญรู้เลยว่า TOEIC 755 ยังไม่พอกับคลาสของ อาจารย์ซานะ (Hui-Ching Sana Hsieh) ถ้าท่านนี้สอนจะขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาที่ยากสุดใน MBA ที่ NCKU ท้าทายทั้งเรื่องเนื้อหา ความเร็ว และสำเนียง ตอนสอบเน้นประยุกต์และ Case Studies แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีคือระหว่างพัก อาจารย์เดินมาถามว่า ฟังทันไหม ถ้าจะให้พูดช้าลงก็บอกได้ ทำให้สบายใจขึ้นมากค่ะ~

ไม่อยากให้พึ่ง One Night Miracle

แต่ละเทอมลงได้ประมาณ 4 วิชา ก็เลยต้องวางแผนตั้งแต่วันแรกว่าเรียนวันไหน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เพราะวันสอบกับวันพรีเซนต์จะถูกล็อกไว้ชัดตั้งแต่ประกาศตารางเรียนแล้ว (ไม่ค่อยมีเลื่อน) ขวัญเลยเลือกจัดตารางให้ตัวเองเรียนวันจันทร์ อังคาร และศุกร์ เพื่อให้กลางสัปดาห์มีพื้นที่หายใจไว้ทบทวน เตรียมพรีเซนต์ แล้วก็นัดงานกลุ่มกับเพื่อนต่างชาติได้ง่ายขึ้น 

ขวัญรู้สึกว่าการเมเนจเวลาให้ดีตั้งแต่ต้นเทอมช่วงเซฟพลังมากๆ ไม่รู้สึกว่าถูกงานไหลทับจนล้าเกินไป และทุกคลาสต้องอ่าน พรีเซนต์ แล้วก็ดิสคัสกันตลอด แนะนำว่าต้องทบทวนเรื่อยๆ ถึงจะตามทัน

Tips: ตอนนั้นขวัญลงทุนซื้อ iPad และใช้แอป Notability ที่จดพร้อมอัดเสียงได้ แตะคำไหนก็ย้อนฟังตรงนั้นทันที เหมาะสำหรับคนที่อยากหาตัวช่วยทบทวน

ก่อนจะถึงคาบพรีเซนต์แต่ละครั้ง ขวัญกังวลเพราะภาษาไม่แข็ง แต่เพื่อนและอาจารย์ให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่าสำเนียง เขาฟังจนเราพูดจบ ไม่เร่งหรือขัด ทำให้เราสบายใจกับการอธิบายความคิด พอพรีเซนต์และอ่านเปเปอร์บ่อยขึ้นก็เข้าใจเนื้อหาดีขึ้น จากที่เคยติดศัพท์เฉพาะก็เริ่มจับได้เร็ว จนถึงจุดที่พรีเซนต์ได้โดยไม่ต้องมีสคริปต์ เพื่อนในคลาสก็มาจากหลายประเทศ ทำให้ชินกับสำเนียงที่ต่างกันและสื่อสารได้คล่องขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ

จับกลุ่มทำงานกับเพื่อนไม่ซ้ำประเทศ

งานกลุ่มมีแทบทุกวิชา และจะไม่ให้คนประเทศเดียวกันอยู่กลุ่มเดียวกัน เพื่อให้ชินกับการทำงานกับคนหลากหลาย ทั้งนิสัย วิธีคิด และพื้นฐานที่ต่างกัน ส่วนตัวขวัญสังเกตว่าเพื่อนเวียดนามจะขยัน งานละเอียดและทำเร็วมาก ส่วนเพื่อนอินเดียเด่นเรื่องการสื่อสารและพรีเซนต์ เก่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทุกคนตั้งใจเพราะต้องรักษาเกรด บรรยากาศเลยจริงจังและทำให้เราต้องพัฒนาไปพร้อมกันค่ะ

. . . . . . . .

โมเมนต์ท้อจนเกือบล้มตึง
แต่ขอฮึบสู้อีกสักตั้ง

เมื่อการทำธีสิสทำให้กลัววันจันทร์ที่สุด!

ช่วงธีสิสนี่คือหนักสุดค่ะ ขวัญเรียนอัดไฟแนนซ์ก็จริง แต่ตอนเลือกสโคปทำธีสิสตอนแรกเป็นสาย Marketing เพราะคิดหัวข้อไฟแนนซ์ไม่ออก แล้วเราก็เองมีพื้นฐานงานอยู่ฝั่ง IT กับการตลาดด้วย 
ประเด็นคือ Advisor คนแรกเป็นสายวิชาการจัดเต็มมาก วางให้ลงวิชาป.เอกเพิ่มอีก ทุกอย่างเลยไม่ตรงตัวเองไปหมด ต้องเตรียม proposal เรียนวิชาป.เอก และเรียนวิชาอื่นควบกันจนรู้สึกว่าหนักเกิน พอถึงวันจันทร์ก็เครียดเพราะต้องอ่านกับพรีเซนต์เปเปอร์ทุกสัปดาห์ ช่วงนั้นขวัญระบายลงทวิตบ่อยมาก จนมี follower มาคอยให้กำลังใจเลยค่ะ 555

พอไม่คุ้นกับอาจารย์สายการตลาดและสไตล์ไม่เข้ากัน ความเครียดมันก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ จนมีจุดที่รู้สึกดิ่งจริงๆ ขวัญตัดสินใจบินกลับไทยไปหาจิตแพทย์ แล้วถึงขั้นโทรบอกที่บ้านว่าอยากลาออก คุณพ่อก็พร้อมจะช่วยจองตั๋วให้ เพื่อนๆ ก็ตกใจมาก เพราะก่อนหน้านั้นคะแนนดีมาตลอด แต่กลับมาถึงจุดที่ burnout จนไม่อยากเรียนต่อแล้ว

ตอนกลับไทยคุยกับตัวเองเยอะมากว่ากว่าจะสอบติด เรียนเทอมแรก เรียนซัมเมอร์ เดินมาตั้งไกลจนเหลือด่านเดียวจะจบ แล้วคุณพ่อก็ให้คำแนะนำว่า “ถ้าจะกลับไปเริ่มใหม่ ก็ต้องเพราะเรายังอยากทำมันจริงๆ” 

สุดท้าย สู้ค่ะ!
กลับไปที่ไต้หวันแล้วขอเปลี่ยน Advisor

ช่วงที่ขวัญขอย้ายอาจารย์ที่ปรึกษา ดันตรงกับตอนคณะเปลี่ยนหัวหน้าภาคพอดี เลยต้องวิ่งเซ็นหลายขั้นตอน เล่าเรื่องเดิมซ้ำหลายรอบจนเหนื่อย แต่ก็ยังพยายามต่อ จนได้มาเจออาจารย์ Victor Chen ที่สอนวิชา Management Information, Market Management, Market Finance ฯลฯ ตอนแรกได้ยินว่าเค้าดุมาก หลายคนอยู่ไม่ค่อยไหว แต่ตอนเข้าหาอาจารย์ เค้าบอกเราก่อนเลยว่าไม่อยากให้รีบตัดสินจากข่าวลือ 

อาจารย์ให้เราเล่าปัญหาที่เจอให้ฟังก่อน แล้วขอดู Resume เพื่อหาแนวหัวข้อที่เราถนัดและทำทันเวลา เพราะตอนนั้นขวัญช้ากว่าเพื่อนแล้ว คอยถามตลอดว่าทำถึงไหน ติดตรงไหน แล้วช่วยวางแผนเป็นขั้นๆ ว่าต้องทำอะไรต่อ 

ถึงเราจะต้องเริ่มธีสิสใหม่และเรียนช้ากว่าคนอื่นครึ่งเทอม แต่อาจารย์ใส่ใจและชี้ให้เห็นว่าต้องเดินไปทางไหน เราก็มีกำลังใจทำเต็มที่จนเรียนจบ! รอบนี้ได้แก้เกมจากตอนป.ตรี จริงๆ เพราะจบด้วยเกรด 4.2 จากเต็ม 4.3 ภูมิใจมากค่ะ TT

เว็บหลักสูตร IMBA ที่ NCKU

. . . . . . . .

เส้นทางการทำงาน
หลังจบ IMBA ที่ไต้หวัน

ภาษาจีนสำคัญมาก ถ้าอยากทำงานในไต้หวัน

การทำงานในไต้หวันให้ความสำคัญกับภาษาจีนมาก ด้าน Technical ก็ท้าทาย แล้วยังต้องเข้าใจศัพท์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ ซึ่งพอบริษัทส่วนใหญ่สอนงานเป็นภาษาจีน เค้าเลยให้โอกาสคนไต้หวันก่อน ตามด้วยคนต่างชาติที่พูดจีนได้ ส่วนคนไทยที่ได้งานเยอะที่สุดมักเป็นงาน Sales หรือทีมที่ต้องเจาะกลุ่มตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ 

โอกาสก้าวหน้าคือระบบ Management Trainee สำหรับต่างชาติ

ไต้หวันมีระบบ Management Trainee สำหรับเด็กจบป.ตรีหรือโท เพื่อเปิดให้ต่างชาติเข้าถึงตลาดงานง่ายขึ้น หลังเรียนจบสามารถขอวีซ่าหางานได้ 1 ปี ถ้าสอบติดเป็น Trainee จะเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานทันที ได้เงินเดือน สวัสดิการ และประกันสังคมเหมือนพนักงานเต็มเวลา ต้องใช้ภาษาจีนแทบทุกวัน ทั้งคุยงาน ประสานงาน และทำ data analytics

โปรแกรมมีหลายสาย เช่น data marketing content SEO analysis และอีกหลายด้าน ถ้าเทรนผ่านก็มีโอกาสได้งานต่อสูง ขวัญเองเริ่มจากงานผสมหลายอย่าง ตั้งแต่ SEO และ Data ก่อนจะได้ขยับไปงาน Financial Analysis ค่า

ใช้ทักษะจาก IMBA ต่อยอดงานสายเดิมให้แข็งแรงขึ้น

ก่อนมาเรียน ขวัญทำงานเป็น IT Consultant พอกลับมาทำงานสายเดิม แต่มี Soft skills และ Hard skills ที่เรียนมาเสริมทั้งเรื่องการจัดการทีม การคุยงานกับลูกค้า การเจรจาให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ รวมถึงพื้นฐาน Finance ที่แข็งแรงขึ้น ทำให้วิเคราะห์งานได้แม่นขึ้นและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมค่ะ

Good to know!

  • นักศึกษาต่างชาติทุกคนที่มาเรียนแบบ Full-time และได้รับ Residence Visa ต้องทำ ARC (Alien Resident Card) หลังเรียนจบ นักศึกษาสามารถใช้ ARC เดิมยื่นขอต่อได้ เพื่ออยู่ต่อในไต้หวันช่วงหางานหรือรอ Work Permit โดยไม่ต้องออกนอกประเทศทันที *สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่จบใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2024 กฎหมายแก้ไขอนุญาตให้ขยายระยะเวลาพำนักหลังจบได้สูงสุด 2 ปี
     
  • สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่จบใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2024 กฎหมายแก้ไขอนุญาตให้ขยายระยะเวลาพำนักหลังจบได้สูงสุด 2 ปี และหากทำงานต่อเนื่องและผ่านคุณสมบัติตามที่กำหนด จะมีโอกาสยื่นขอ  “Taiwan Employment Gold Card” ซึ่งเป็นบัตรรวมสิทธิ์แบบ 4-in-1 ได้แก่ Work Permit + Resident Visa + ARC + Re-entry Permit และเป็นเส้นทางที่เพิ่มโอกาสขอ APRC (Permanent Resident Certificate) อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
     
  • กรณีผู้ถือ Gold Card ทำงานต่อเนื่องและอาศัยในไต้หวัน 3 ปีขึ้นไป (บางกรณี 5 ปี ขึ้นกับรายได้และคุณสมบัติในแต่ละสาขา) จะมีสิทธิ์ขอถาวรภาพได้ง่ายกว่า ARC แบบปกติ ได้สิทธิ์อยู่ไต้หวันระยะยาว ไม่ต้องต่อวีซ่าบ่อย เหมาะกับนักศึกษาต่างชาติที่อยากสร้างชีวิตในไต้หวันจริงจัง
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับบัตร ARCอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gold Card

. . . . . . . .

#รีวิวไถหนาน Tainan / 台南
ไม่ต้องอยู่นานก็รักแล้ว

  1. ไถหนานเดินทางง่ายกว่าเดิม เมืองนี้เคยไม่ใช่จุดท่องเที่ยวหลัก แต่ช่วงหลังยูทูบเบอร์ทำรีวิวกันเยอะ และแอร์เอเชียเปิดไฟลต์ตรงกรุงเทพ-เกาสง ทำให้คนเดินทางมาง่ายขึ้น เพราะเกาสงอยู่ติดไถหนานค่ะ
  2. คนเฟรนด์ลี่ บรรยากาศชิลแบบเชียงใหม่ คนที่นี่เฟรนด์ลี่มาก ถ้าเทียบกับไทย ไถหนานคือเชียงใหม่ บรรยากาศสบาย ไม่เร่งรีบ อยู่แล้วหายใจเต็มปอด เหมาะกับคนที่อยากใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งตลอดเวลา หรือถ้าจะขับรถหรือปั่นจักรยานประมาณสิบกิโลก็ถึงทะเลแล้ว บรรยากาศดีจริงๆ
  3. คาเฟ่เน้นคุณภาพแบบชีวิตยั่งยืน ขวัญมาจากกรุงเทพฝั่งสุขุมวิทที่คาเฟ่หมุนไวมาก พอย้ายมาอยู่ไถหนานก็พบว่าคาเฟ่ที่นี่แข่งกันเรื่องคุณภาพ ไม่เน้นมุมถ่ายรูป ขนมราคาดี นั่งสบาย หลายร้านเปลี่ยนวัตถุดิบตามฤดูกาล มีเมนูใหม่ๆ ตลอดจนทำให้เราอยากตามไปลองค่ะ
  4. เมืองศิลปะที่เดินเล่นเพลินมาก เต็มไปด้วย Street Art และ Museum เยอะพอสมควร มีงานศิลปะผลัดกันมาจัดแสดงบ่อยมากกก
  5. สวรรค์ของสายกิน ขวัญรู้สึกว่าของกินเมืองนี้อร่อยที่สุดในไต้หวัน มีร้าน Brunch เยอะ เช่น Zaoka อาหารพื้นเมืองอย่างซุปเนื้อวัวก็เด็ด ถ้าชอบปลาดิบ ที่นี่ขายราคาดีและคุณภาพดีมากกกก
  6. รีวิวร้านในไถหนานหาไม่ยาก คนไต้หวันรีวิวร้านอาหารบน Instagram และ Threads เป็นหลัก แค่ตามแฮชแท็ก เช่น #台南咖啡廳 #台南美食 ระบบจะลิสต์ร้านในพื้นที่ให้ทันที รีวิวละเอียดมาก เหมือนอ่านไดอารี่ประจำวัน แถมได้ฝึกภาษาจีนจากชื่อเมนูและย่านต่างๆ ด้วยค่ะ
  7. ถ้าร้านไหนคุณภาพดีและบรรยากาศดี คนไต้หวันพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่บางครั้งถ้าร้านไหนอร่อย บางคนอาจไม่โพสต์เพราะกลัว mass ขึ้นมาแล้วคิวจะยาว แล้วเจ้าของร้านบางครั้งเค้าก็ยังไม่ได้พร้อมต้องรับกับลูกค้าจำนวนมากด้วย ฟีลๆ กลัวลูกค้าไม่ได้รับความประทับใจกลับไปเต็มที่

ใครอยากเพิ่มลิสต์ร้านเด็ดในไถหนาน (และที่อื่นๆ) พี่ขวัญรวมไว้ใน #เธอไปไหนดี  ตามไปดูกันได้เลยค่าา~

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น