Hello! สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ไหนๆ ปีนี้มีใครกำลังเตรียมบินมาเรียนต่อ UK กันบ้าง? และสำหรับใครที่กำลังวางแผนการใช้ชีวิตในอังกฤษอยู่ ต้องบอกว่าเรื่องของการเดินทางนั้นก็สำคัญมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะกับ ‘รถไฟ’ หรือที่เรียกว่า ‘National Rail’ ซึ่งบอกเลยว่าเป็นวิธีที่คน Local ส่วนใหญ่เลือกใช้กัน เพราะทั้งสะดวกและรวดเร็วสุดๆ นั่นเองค่ะ
หลังจากที่พี่พลอยกี้ได้มาเรียนต่อและเดินทางด้วยรถไฟไปเที่ยวในหลายๆ เมืองของอังกฤษ เช่น York, Manchester, Liverpool ฯลฯ (จนเริ่มเซียนแล้ว) วันนี้เลยอยากมาแชร์ Tips ต่างๆ สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดขึ้นรถไฟเป็นครั้งแรก ใครยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเค้าจองตั๋วกันที่ไหน เลือกที่นั่งยังไง และต้องทำยังไงถึงจะได้ส่วนลด ตามมาจดกันเลยค่า~
ทำความรู้จัก National Rail กันก่อน!
อังกฤษเป็นประเทศแรกของโลกที่สร้างระบบขนส่งทางรถไฟ โดยมี Stockton & Darlington เป็นทางรถไฟสายแรกของโลก ออกเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 1825 หลังจากนั้นก็ได้พัฒนาระบบทางรถไฟให้สามารถเดินทางได้ทั่วประเทศอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
National Rail (NR) หรือระบบเครือข่ายรถไฟให้บริการในเกาะบริเตนใหญ่ (Great Britain) ซึ่งครอบคลุมเมืองต่างๆ ของอังกฤษ, เวลส์ และสกอตแลนด์ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเครือข่ายที่รวบรวมบริษัทรถไฟหลายเจ้าให้เราได้เลือกใช้บริการ เช่น LNER, CrossCountry หรือTransPennine Express นั่นเองค่ะ
อย่างที่พี่เกริ่นไปตอนต้นว่ารถไฟถือเป็นตัวเลือกการเดินทางไปต่างเมืองที่สะดวกที่สุดก็ว่าได้ เพราะมีเส้นทางครอบคลุมหลายเมืองในอังกฤษ อีกทั้งยังรวดเร็วเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ หรือรถโค้ช (Coach) นอกจากนี้บนรถไฟยังมี Wi-Fi ให้ใช้บริการ มีพื้นที่เก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ อีกทั้งบางขบวนยังมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการด้วย
รวมบริการที่มีบนรถไฟประเภทตั๋วรถไฟ
ตั๋วรถไฟที่พี่เคยซื้อจะมีด้วยกัน 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
หรือตั๋วที่ต้องซื้อล่วงหน้า ช่วยให้เราเซฟค่าเดินทางได้ไม่น้อย เพราะจะได้ราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับไปซื้อในวันที่เราออกเดินทาง เลยเหมาะกับคนที่วางแพลนเที่ยวไว้เรียบร้อย โดยระบบมักเปิดให้ซื้อตั๋วประเภทนี้ได้สูงสุด 12 สัปดาห์ก่อนออกเดินทาง
เป็นตั๋วที่ใช้เดินทางได้เฉพาะนอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off-Peak) ซึ่งในวันจันทร์-ศุกร์ มักเริ่มตั้งแต่ 9.00 น. (ในหลายเมือง) หรือ 9.30 น. (ในเมืองใหญ่) ส่วนในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดธนาคาร (Bank Holidays) จะถือว่าทั้งวันเป็นชั่วโมงไม่เร่งด่วน ตั๋วประเภทนี้จะมีราคาถูก แต่มักจะระบุเงื่อนไขให้เราเดินทางได้เฉพาะเวลา วัน หรือเส้นทางที่ระบุบนตั๋วเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีตั๋วที่ชื่อว่า ‘Super Off-Peak Tickets’ ซึ่งมีราคาถูกกว่า แต่จะมีเงื่อนไขมากกว่า Off-Peak Tickets ค่ะ
3. Anytime Tickets
ตั๋วประเภทนี้ถือว่ามีความยืดหยุ่นที่สุด เพราะไม่ได้ระบุเวลาเดินทาง เราเลยสามารถขึ้นขบวนไหน เวลาไหนก็ได้ตามเส้นทาง (Route) ที่ระบุบนหน้าตั๋ว จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชัวร์เรื่องเวลาเดินทางค่ะ
Note: Split ticket เป็นการจองตั๋วรถไฟในราคาที่ถูกกว่าตั๋วแบบปกติ สมมติว่าเราต้องการเดินทางจาก London ไป Manchester แทนที่จะได้ตั๋วแค่ 1 ใบจากสถานี London Euston ไปลงที่สถานี Manchester Piccadily เราจะได้ตั๋วแยกกัน 2 ใบ โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟ (นั่งยาวๆ ได้เลย) คือ
- ใบที่ 1: จาก London Stockport
- ใบที่ 2: จาก Stockport Manchester
Railcard คืออะไร?
Railcard เป็นบัตรส่วนลดราคาตั๋วรถไฟในอังกฤษ ซึ่งจะลดราคาไป 1 ใน 3 ของราคาเต็มเลยทีเดียว โดยบัตรก็มีอยู่หลายประเภท (ตามภาพด้านล่างเลยค่ะ) โดยราคาบัตรจะอยู่ที่ปีละ £35 (ประมาณ 1,500 บาท) สำหรับบัตรประเภท 16-25 Railcard จะมีให้เลือกแบบ 1 ปี (£35) และ 3 ปี (£80 หรือประมาณ 3,400 บาท)
ถ้าถามว่าควรจะสมัครบัตรนี้ไว้ไหม? พี่ก็อยากแนะนำให้สมัครไว้ค่ะ ยิ่งถ้าใครมีแพลนไปเที่ยวต่างเมืองแบบพี่รับรองว่าคืนทุนแน่นอน! และสำหรับใครที่เรียนอยู่ในลอนดอน ก็สามารถซื้อบัตร Oyster card (บัตรโดยสารขนส่งสาธารณะในลอนดอน) แล้วลิงก์บัตร Railcard เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเดินทางได้ค่ะ
วิธีการสมัครบัตร Railcard
- เลือกประเภทบัตร Railcard ที่ต้องการ >> คลิกปุ่ม Buy Now
- กรอกข้อมูลตามหน้าเว็บไซต์
- อัปโหลดรูปหน้าตรง และชำระค่าบัตร Railcard
- เมื่อชำระเงินเรียบร้อย ให้เราลิงก์บัตร Railcard เข้ากับแอปพลิเคชัน Railcard ในโทรศัพท์ เพื่อที่จะสามารถโชว์เจ้าหน้าที่เวลาเขาขอสแกนตรวจสอบได้ค่ะ
จองตั๋วรถไฟทางไหนบ้าง?
นอกจากจะสามารถไปซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีกับเจ้าหน้าที่โดยตรง หรือซื้อจากตู้จำหน่ายตั๋วแล้ว เรายังสามารถซื้อตั๋วแบบออนไลน์ที่เว็บไซต์และแอปพลิเคชันได้ด้วยค่ะ ตัวพี่คิดว่าการซื้อตั๋วแบบออนไลน์ค่อนข้างสะดวกที่สุด เพราะเราสามารถ take time เช็กราคาและเวลาเดินทางที่เหมาะกับแพลนของเราได้นั่นเอง
สำหรับแอปพลิเคชันซื้อตั๋วรถไฟที่พี่ใช้ประจำก็จะมี Trainline และ TrainPal ซึ่งปกติแล้วก่อนพี่จะซื้อตั๋วก็จะเช็กราคาจากทั้งสองแอป ถ้าแอปไหนให้ราคาถูกกว่าก็จะซื้อจากแอปนั้น
Trainline
- ใช้จองตั๋วรถไฟและรถโค้ชได้ทั้งใน UK และยุโรป
- มีระบบ SplitSave ค้นหาตั๋วที่ถูกกว่าให้
- มีค่าบริการจองตั๋ว (Booking Fee)
TrainPal
- ใช้จองตั๋วรถไฟ รถโค้ช และเครื่องบินทั้งใน UK และยุโรป
- มีระบบ SplitTickets ค้นหาตั๋วที่ถูกกว่าให้
- ไม่มีค่าบริการจองตั๋ว & มีโค้ดส่วนลดเพิ่มจากการใช้ Railcard
วิธีจองตั๋วทางแอปพลิเคชัน
การจองตั๋วรถไฟผ่านทั้งสองแอปพลิเคชันมีขั้นตอนใกล้เคียงกัน พี่เลยขอยกตัวอย่างการจองตั๋วรถไฟในแอป TrainPal มาให้เห็นภาพนะคะ
- เปิดแอป TrainPal จากนั้นคลิกที่เมนู Buy Tickets และกรอกข้อมูลสถานีต้นทาง-ปลายทาง
- เลือกประเภทตั๋วที่ต้องการซื้อ: Single (เที่ยวเดียว), Return (ไป-กลับ), Open Return (ไป-กลับ แบบจะกลับวัน/เวลาไหนก็ได้ ภายในช่วงที่กำหนด) และ Season (ไป-กลับแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งระหว่าง 2 สถานี ภายในช่วงเวลาที่กำหนด)
- เลือกวัน-เวลาออกเดินทาง และกดเพิ่ม Railcard (ถ้ามี) จากนั้นกดปุ่ม [Find cheap tickets]
- เลือกรอบการเดินทางที่ต้องการ *กรณีตั๋วรถไฟระบุว่าต้องเปลี่ยนขบวน (เช่น 1 change) แนะนำให้ดูระยะเวลาที่ใช้ในการเดินเปลี่ยนขบวนด้วยค่ะ เพราะบางครั้งรถไฟอาจดีเลย์ หรือ Platform อาจอยู่ห่างกันจนทำให้ตกรถไฟที่จะต้องขี้นอีกขบวนได้
- เช็กรายละเอียดตั๋วรถไฟอีกครั้งที่หน้า Summary
- สามารถเลือกระบุที่นั่งที่ต้องการได้ในหัวข้อ Extra Services >> Seat preferences
- เลือกวิธีการรับตั๋ว // แนะนำว่าเป็น E-tickets จะสะดวกกว่าเพราะสามารถดาวน์โหลด QR Code มาเก็บไว้ใน Apple Wallet ได้
- กด Continue เพื่อเลือกวิธีชำระเงิน
- เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว จะได้อีเมลยืนยันและ E-Ticket
วิธีขึ้นรถไฟ
ต้องบอกว่ารถไฟที่อังกฤษส่วนใหญ่ตรงเวลามากค่ะ เลยขอแนะนำให้น้องๆ ไปรอรถไฟที่ Platform ก่อนเวลานะคะ เพราะ Platform อาจอยู่ไกลจากทางเข้า หรืออยู่ๆ รถไฟอาจเปลี่ยน Platform กะทันหัน เราจะได้ไม่ตกรถไฟค่ะ
เมื่อถึงสถานีแนะนำให้เช็กหน้าจอเพื่อดู Platform ที่ต้องไปขึ้น จากนั้นใช้ E-ticket สแกนเข้าไปในสถานี ทั้งนี้ หากสถานีเล็กอาจไม่มีจุดสแกนตั๋วนะคะ แต่เรายังต้องเก็บตั๋วไว้เผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะขอเช็กระหว่างอยู่บนรถไฟค่ะ (บางครั้งเจ้าหน้าที่จะขอสแกนตรวจทั้งตั๋วรถไฟ & Railcard)
ปกติแล้วหน้าตั๋วจะไม่ระบุเลขที่นั่ง เราสามารถนั่งตรงไหนก็ได้เลยค่ะ ทั้งนี้บางที่อาจมีคนจองแล้ว ให้เราสังเกตตรงจอด้านบนที่นั่ง หากเขียนว่า Available เราสามารถนั่งได้ หรือบางขบวนอาจเสียบกระดาษเขียนว่า Reserved ไว้บนพนัก แสดงว่ามีคนจองแล้วนั่นเองค่ะ
Note:
- ระหว่างรอรถไฟที่ Platform แนะนำให้สังเกตหน้าจอบอกรายละเอียดขบวนรถที่จะมาถึงเรื่อยๆ นะคะ เพราะรถไฟอาจเปลี่ยน Platform แบบกะทันหันได้
- สำหรับวิธียืนรอรถไฟ ให้ยืนหลังเส้นสีเหลือง บางสถานีจะมีโซนเขียนไว้บนพื้น ซึ่งเราสามารถดูจากหน้าจอได้ว่าตู้ (Coach) ที่เราต้องขึ้นนั้น (กรณีตั๋วระบุที่นั่ง) จะจอดอยู่โซนไหน
- ระหว่างนั่งรถไฟแนะนำให้ฟังประกาศด้วยนะคะ เพราะมีอยู่ครั้งนึงพี่เคยนั่งรถไฟไปลิเวอร์พูล แล้วจู่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศให้ลงจากรถไฟเพราะระบบขัดข้อง และต้องรอเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าจะสามารถไปต่อได้
- กรณีที่รถไฟดีเลย์หรือยกเลิก เราอาจทำเรื่องขอเงินคืนได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท) โดยทางบริษัทรถไฟจะส่งลิงก์มาให้ทางอีเมลเพื่อกรอกข้อมูลทำเรื่องขอเงินคืนค่ะ
………………………
จบไปแล้วนะคะกับการรีวิววิธีการขึ้นรถไฟในประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุดในความคิดของพี่เลย เพราะสามารถเดินทางไปได้เกือบทุกที่ อีกทั้งยังมี Railcard ไว้ลดราคาค่าตั๋วอีกด้วย สำหรับใครที่อยากแชร์ประสบการณ์การขึ้นรถไฟใน UK เพิ่มเติม ก็สามารถมาคอมเมนต์ต่อได้เลยนะคะ บทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร รอติดตามกันได้เลยยย!
Source:https://railway200.co.uk/timeline/#https://studyinternational.com/news/uk-national-rail-explained/#:~:text=The%20national%20rail%20is%20the%20UK's%20country%2Dwide%20train%20system.https://www.seat61.com/train-travel-in-britain.htmhttps://www.thetrainline.com/trains/great-britain/split-tickets
0 ความคิดเห็น