สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่เล็งหาที่ปักหมุดเรียนต่อ "ไต้หวัน" ก็นับเป็นอีกจุดหมายที่ทั้งน่าเที่ยวและเรียนต่อเลยค่ะ วันนี้เราจะพาไปคุยกับ "พี่หุยหุย" หนึ่งในคนไทยที่พลิกเส้นทางจากเตรียมตัวสมัครหมอ ไปคว้าทุน "ทุนรัฐบาลไต้หวัน" (MOE) เรียนต่อป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาคอินเตอร์) ของ National Taiwan University
จากวันที่แบกความกดดันจนร้องไห้แทบทุกวันช่วงปี 1 ในช่วงที่ยังล็อกดาวน์ ไปจนถึงวันที่ยืนได้ด้วยตัวเอง สนุกกับคลาสสุดโหดท่ามกลางสังคมเพื่อนหัวกะทิ และใช้ชีวิตในไทเปได้สนุกขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางนี้จะเหนื่อย ท้าทาย แต่คุ้มค่าเหมือนเดินขึ้นเขาอาลีซานมั้ย ไปหาคำตอบกันค่ะ!

. . . . . . . .
เหมือนฟ้าลิขิตชีวิตแบบเนียนๆ
เรียนเศรษฐศาสตร์ NTU อินเตอร์รุ่นแรก
จริงๆ ความฝันแรกของเราคืออยากเป็นหมอค่ะ จนถึงช่วงโควิดเห็นคุณหมอกับเจ้าหน้าที่ทำงานหนัก ต้องสละเวลาชีวิตมากๆๆๆ จนแทบไม่ได้พัก เลยคิดว่าถ้าเป็นเราอาจไม่ไหว แล้วก็เริ่มไม่มั่นใจว่าตัวเองเหมาะกับสายนี้จริงไหม เคว้งไปพักใหญ่ค่ะ เพราะตอนนั้นก็ ม.5-6 เป็นเวลาที่ใกล้ต้องตัดสินใจแล้ว
ช่วงนั้นพี่สาวก็ช่วยนั่งหาข้อมูลว่าเราควรไปเรียนต่อที่ไหนดี // ก่อนหน้านี้เค้าอ่านรีวิวไต้หวันมาเยอะเพราะเคยจะไปแลกเปลี่ยน แต่ดันเจอช่วงล็อกดาวน์ซะก่อน แล้วได้รู้ว่า NTU คือมหาวิทยาลัยท็อปของไต้หวันค่ะ
ส่วนเราอยากต่อยอดภาษาจีนที่มีอยู่เดิม ก็เลยสนใจจีนกับไต้หวัน แต่ตอนนั้นจีนจะค่อนข้างปิดประเทศมากกว่า ส่วนเรื่องคณะที่เรียน ตอนแรกสนใจวิศวะหลายสาขา แต่พอรู้ว่า NTU เพิ่งเปิดเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษเป็นรุ่นแรก มานั่งคิดๆ ว่าอีกใจเราก็โอเคกับสายนี้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจสมัครที่นี่และขอทุนรัฐบาลไต้หวัน MOE ด้วยเลยค่ะ
รีวิวสมัครทุนรัฐบาลไต้หวัน & NTU
GPA 4.00 คะแนน IELTS 7.5
ส่วน Essay เขียนภาษาอังกฤษแบบไม่เวอร์วังและเป็นตัวเองค่ะ เน้นให้เห็นว่าทำไมเราถึงสนใจที่นี่จริงๆ เคยทำอะไรมา แล้วประสบการณ์สอนอะไรเราบ้าง ซึ่งด้วยความที่เคยอยากเข้าหมอ ก็เลยทำกิจกรรมไว้เยอะเพื่อเก็บพอร์ต เช่น
- แข่งขันคณิตศาสตร์ International Math Challenge เคยได้เหรียญทองจากคะแนนสูง
- งานแข่งขันแนววิชาการและ Research Competition
- เข้ากิจกรรมจิตอาสาออนไลน์ของ UNICEF
- เขียนเปเปอร์วิจัยสายวิทย์กับเพื่อน
- เข้าร่วม Pitching ด้าน Health Care Innovation
- เป็นสภานักเรียน เป็น MC งานโรงเรียน และอยู่ชมรมหนังสือพิมพ์ ฯลฯ
ตอนสมัครทุน MOE เราเตรียมตัวแบบสบายๆ ไม่ได้เครียดมาก เขาเปิดรับช่วงกลางเดือนมีนาคม สิ่งที่ต้องส่งหลักๆ คือ Essay เกี่ยวกับแผนการเรียน ว่าทำไมอยากมาไต้หวัน จะเรียนอะไร แล้วแต่ละปีตั้งใจทำอะไร ส่วนเรียงความที่ใช้สมัครมหาวิทยาลัยจะเน้นเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาและสิ่งที่เราได้เรียนรู้
ไทม์ไลน์คร่าวๆ ตอนนั้นรู้ผลว่าติดมหาวิทยาลัยช่วงเดือนมกราคม จากนั้นยื่นสมัครทุน MOE เดือนมีนาคม พอถึงเดือนพฤษภาคมก็ได้รับอีเมลเรียกสัมภาษณ์ แล้วหลังจากนั้นประมาณ 5 วันก็ประกาศผลว่าติด ตกใจกันทั้งบ้าน เหนือความคาดหมายมากกกก แต่ก็ดีใจมากๆ เหมือนกันค่ะ!
. . . . . . . .
ชีวิตช่วงปรับตัวที่ไต้หวัน
ไม่ง่ายเลยสักวัน!
1) ด่านเอกสารสุดโหดในช่วงล็อกดาวน์
เราไปตอนที่ไต้หวันยังคงมีมาตรการล็อกดาวน์ เลยมีเอกสารหรือขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะที่ยากสุดคือ Alien Resident Certificate (ARC) ที่เป็นเหมือนบัตรประชาชนของชาวต่างชาติ เราจะต้องยื่นภายใน 30 วันแรก ไม่งั้นจะทำเรื่องสำคัญอย่างการเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ค่ะ
ถ้ามาเรียนต่างประเทศจะต้องทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด บวกกับตอนนั้นเองเรายังไม่คุ้นเคยกับภาษาจีน ถ้าเจอเจ้าหน้าที่พูดเร็วๆ มีงงแน่ แต่ยังไงก็ต้องพยายามหาวิธีสื่อสารให้ได้

2) เรื่องหอพัก ถ้าอยู่หอในมหาลัยมีการันตีเทอมแรก
หอในจะมีแบบ “ห้อง 4 คน” ตกคนละประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน (หอประเภทนี้เด็กต่างชาติได้อยู่แน่นอนค่ะ) หรืออีกแบบคือ “หอที่มหาวิทยาลัยร่วมกับเอกชน” ที่มีทั้งห้องคู่และเดี่ยว
เราอยู่หอในแค่เทอมเดียว ก่อนจะย้ายไปห้องเดี่ยวข้างนอกประมาณปีครึ่ง หลังจากนั้นย้ายกลับเข้ามาหอที่เป็นหอร่วมกับเอกชนห้องเดี่ยวค่ะ ค่าที่พักประมาณ 8,500 บาทต่อเดือน ถือว่าโอเคมากสำหรับห้องเดี่ยวในไทเป (สิ่งที่ยากคือลุ้นว่าจะได้หอมั้ยค่ะ เพราะว่าเป็นระบบสุ่มสำหรับหอร่วมกับเอกชนให้ เพราะดีมานด์สูงมากๆ)
3) กดดันกับเรื่องเรียนยิ่งกว่าเดิม
ตอนอยู่ไทยเราเป็นเด็กเรียนแบบจริงจังมาก แต่พอมาอยู่ที่นี่เพื่อนยังแปลกใจว่าทำไมต้องอ่านทุกวัน ขณะที่เพื่อนบางคนเรียนกฎหมาย แค่อ่านก่อนสอบหนึ่งสัปดาห์ก็ผ่าน สุดท้ายได้คำตอบว่าเพราะเขาเรียนพื้นฐานจบก่อนเข้าที่นี่อีกค่ะ เพื่อนที่ NTU แต่ละคนคือเก่งมากกกระดับหัวกะทิ เด็กโอลิมปิกก็หลายคน ทำให้ค่ามีนบางวิชาสูงจนอาจเห็นแล้วท้อได้ (บางวิชามีน 80)
. . . . . . . . .
สรุปว่าปี 1 เป็นช่วงที่หนักที่สุด เพราะต้องจัดการเอกสาร ปรับตัวกับภาษา และเจอการเรียนที่เข้มข้นมาก เราร้องไห้ให้ที่บ้านฟังแทบทุกวัน จนเค้าตกใจเลยว่าทำไมเรากดดันตัวเองขนาดนั้น พ่อถามว่าอยากกลับไทยไหม แต่เรามาได้แค่สัปดาห์เดียวเอง ก็เลยอยากลองสู้ดูก่อน สุดท้ายก็ประคองผ่านปีแรกมาได้ค่ะ
พอเข้าปี 2 ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเพราะเที่ยวเยอะ ไปทำกิจกรรมและเข้าสังคมมากขึ้น ที่สำคัญเลยคือเราเจอเพื่อนน่ารักมาตลอดตั้งแต่ปีแรก เวลาเราเครียดหรือร้องไห้ เขาจะคอยปลอบ เขียนโน้ตให้ ซื้อขนมมาให้ ช่วยเช็กงาน หรือบางครั้งช่วยติวเนื้อหาด้วยค่ะ

. . . . . . . .
เปิดการเรียนเด็กเศรษฐศาสตร์
ม.ชั้นนำไต้หวัน [ภาคอินเตอร์]
ตารางแน่น วิชาเข้มข้น
เราเรียนหลักสูตร ป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ (Economics) ภาคอินเตอร์ มหาลัยมีคลาสที่สอนเป็นภาษาอังกฤษให้ลงครบตามเกณฑ์จบ ป.ตรีได้แน่นอน แต่ถ้าไม่ได้จีนเลยเราอาจพลาดวิชาเลือกบางตัวที่เปิดสอนเฉพาะภาษาจีน
จริงๆ ทั้งรุ่นจะมีเด็กอินเตอร์ประมาณ 20–30 คน จากนักศึกษาทั้งคณะราว 130-140 คนค่ะ (ถ้าเป็นคลาสที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนมากสัดส่วนจะอยู่ประมาณครึ่งต่อครึ่ง) สำเนียงอาจารย์ส่วนใหญ่ฟังง่าย เพราะหลายคนจบ PhD จากอเมริกาหรืออังกฤษ บางคลาสอาจยากแต่ยังพอจับใจความทัน
เนื้อหาจะเป็นทฤษฎีค่อนข้างเยอะ โมเดลเยอะ วาดกราฟเยอะ เวลาเรียนต้องใช้การคิดวิเคราะห์ตลอด ส่วนสาย Finance จะประยุกต์กว่า จับต้องได้มากกว่า เราได้เรียนทั้ง Financial Management, การดู Financial Statements รวมถึงพื้นฐานการบริหารองค์กร ซึ่งมีประโยชน์มากถ้าอยากทำงานสายนี้
สิ่งนึงที่อยากให้เตรียมใจคือ ถ้าไม่ถนัดเลขแล้วมาเรียนเศรษฐศาสตร์จะเหนื่อย เพราะใช้คณิตเยอะจริงๆ ตั้งแต่การวาดกราฟ คิดแคลคูลัส ไปจนถึงการประยุกต์สูตร ถึงเราจะเคยเรียนพื้นฐานมาตอน ม.ปลาย แต่วิชาที่เรียนมาหลายปี ที่นี่เขาสอนจบกันในสองสัปดาห์แล้วเข้าสู่เนื้อหาขั้นแอดวานซ์ต่อทันที

ช่วงปี 1 เทอมแรกสอนทฤษฎีทั้งหมด แต่ข้อสอบให้ประยุกต์เกือบหมด (ขึ้นกับสไตล์อาจารย์ด้วย) มีวิชา Calculus, Principles of Microeconomics และ Principles of Macroeconomics เป็นต้น ซึ่งเราหนักใจกับ Calculus ที่สุด! ตอนนั้นร้องไห้หน้าห้องสอบมิดเทอมเพราะกลัวสอบได้ไม่ดีค่ะ เพราะคะแนนควิซแย่ 5555 นอยด์มากเพราะตอนอยู่ไทยเป็นเด็กเกรด 4 มาตลอด แทบไม่อยากเข้าห้องสอบครั้งต่อไปเลย สุดท้ายเข้าไปสอบจริงก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แล้วรุ่นน้องก็น่าจะตกน้อยลงเพราะปัจจุบันมีระบบช่วยเหลือมากขึ้น
ขึ้นปี 2 ก็จะเป็น Statistics with Recitation, Microeconomics, Macroeconomics และเทอม 2 จะมี Introductory Econometrics with Recitation ต่อจาก Statistics อันนี้ก็ยากอยู่ แต่ถ้าเข้าใจหลักการก็ไปต่อได้ค่ะ (เราเก็บวิชาบังคับครบตั้งแต่ปีนี้)
ที่นี่จะมีหมวด Physical Fitness ให้เรียน 2 ปี (4 เทอม เทอมละตัว) จะเลือกเรียนปีไหนก็ได้ค่ะ เราได้เรียนปิงปอง แบดมินตัน และยูโด ซึ่งชอบยูโดที่สุดเพราะเป็นคลาส Beginner ไม่กดดัน นอกจากนี้จะมีวิชา Chinese Language ที่ทุกคนต้องเรียนให้ครบ 2 เทอมด้วย เดี๋ยวจะมาเล่าต่อหลังรีวิววิชาเลือกนะคะ
ต่อมาขอเล่ารวมเกี่ยวกับวิชาเลือกค่ะ
มีวิชานึงชื่อ Economics in the News ที่เคยเรียนมาครั้งนึง เป็นวิชาแนวเดียวกับ Principle of Microeconomics ที่เรียนไปตอนปี 1 อาจารย์คนเดียวกัน ข้อสอบสไตล์เดียวกัน แต่รู้สึกทำคะแนนได้ดีขึ้น และเราก็ลงวิชาสาย Policy กับสาย Finance เพิ่มเติม เช่น Economic Policy, Investment ส่วนตอนที่สัมภาษณ์กับ Dek-D เรากำลังเรียน Futures and Options (รีวิวว่า struggle มากๆ)
และที่คณะยังมี Corporate Finance ให้เลือกอีกหลายคลาส ถ้าสนใจ Data Science ก็มีให้เรียนด้วย แต่เราไม่ถนัดเขียนโค้ด ตอนเรียน Python คือช็อกเหมือนกัน แต่ก็ฝืนๆ จนผ่านมาได้
ปี 3 เทอม 1 เราหาทำมาก ไปลองลงวิชา Linear Algebra (Pure Math) ซึ่งต่างจากสายเลขที่เคยแข่งมาก่อน เพราะเป็นวิชาพิสูจน์ทั้งหมด ต้องพรูฟว่าทำไม 0 × 0 = 0 ตอนนั้นได้ B- ครั้งแรกในชีวิตค่ะ! (เคยมี B+ ตอนปี 1) โชคดีว่ามี TA เป็นเพื่อนที่รู้จักจากคลาส French ตอนปี 1-2 เลยถามเค้าง่ายขึ้น // แต่ละวิชาจะมี Office Hours ให้เข้าไปถามเพิ่มได้อยู่แล้วนะคะ
พอรู้ว่า Pure Math ไม่ใช่ทาง เราก็เลยไปลองสายภาษาแทน เราเรียน French ระบบเลือกวิชามหาลัยลงติดพอดีเลยเรียน และอีกภาษาคือ Polish (เพิ่งเรียนไปเทอมนี้ค่ะ) รีวิวคือยากที่สุด เดาไม่ได้เลย ออกเสียงก็ยาก แถมมีเรื่องเพศของคำอีก ตอนนั้นรู้สึกว่าฝรั่งเศสง่ายขึ้นมาเลยค่ะ
อีกวิชาที่สนุกมากคือ Exploring Taiwan จะมีแตกประเด็นย่อย เช่น Natural Resources, Women and Society, Food & Biotechnology คลาสนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาจะมาพูดทุกสัปดาห์ ถ้าตั้งใจฟังคือได้อะไรใหม่ๆ เยอะ เช่น หัวข้อ Food ที่เรียนการถนอมอาหาร ก็เคยเชิญเจ้าของร้านขนมที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาพูดให้ฟังด้วย หรืออีกวิชาเลือกที่ได้เรียนกับครูตุรกี สอนทั้งวัฒนธรรม การเพนต์ลายตุรกี การชงกาแฟ จนถึงทำเกี๊ยวตุรกี จำได้เลยว่าอาจารย์น่ารักมากกกๆ
ภาษาจีนตัวเต็มเป็นปัญหาใหญ่มั้ย?
อย่างที่เกริ่นไว้ว่าหลักสูตรมีบังคับเรียนภาษาจีนด้วยค่ะ ภาษาจีนเรียนสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เลือกได้ว่าจะลงคลาสเช้าหรือบ่าย เราเลือกเช้า เรียนจันทร์-พุธ-ศุกร์ 8.00 น. ซึ่งชอบมากกก เป็นวิชาที่ช่วยดึงเกรดขึ้นเลย
เราลงวิชาที่สอนเป็นภาษาจีน / อังกฤษ ปกติจะลงเป็นสอนเป็นอังกฤษค่ะ แต่เทอมนี้ลงสอนเป็นจีน 2 ตัวกับวิชาอังกฤษอีก 2 ตัว ถึงจะเป็นวิชาจีนแต่ตำราที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ
ส่วนคลาสภาษาจีนจะมีการแบ่งเลเวลนะคะ เราอยู่เลเวลกลางๆ บังคับให้ทุกคนต้องเรียน 2 เทอม ซึ่งเราเรียนไปตั้งแต่ปี 1 ไม่เครียดมาก ถ้าไม่ผ่านพื้นฐานเขาจะจัดไปคลาสเบสิกแทน อาจยากตรงตัวอักษรเพราะเมื่อก่อนเรียนตัวย่อแล้วมาเจอตัวเต็ม ต้องปรับตัวนิดนึง แต่รวมๆ แล้วสนุกมาก อาจารย์ให้ทำกิจกรรมตลอด ทั้งแข่งตอบคำถาม เล่นเกม คุยกับเพื่อน ถึงจะเป็นคลาสเช้าแต่สนุกจนหัวเราะบ่อย แค่ติดอย่างเดียวคืออาจารย์จำเราได้ว่าเป็นคนมาสายค่ะ 555
ส่วนตัวเราว่าภาษาจีนตัวเต็มไม่ได้โหดขนาดนั้น เพราะจะมีส่วนประกอบให้เดาได้บ้าง บางตัวที่เคยชินกับตัวย่อก็อาจงงๆ ช่วงแรก แต่พออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ตัวเต็มทั้งวัน เดือนหนึ่งก็เริ่มชินเอง รู้สึกว่าตัวเต็มเขียนยาก ขีดเยอะ แต่ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน อย่างคำว่า “รัก” ตัวเต็มจะมีองค์ประกอบที่เป็นคำว่าหัวใจซ่อนอยู่~
ถ้าไม่คิดจะสอบเขียน ชีวิตจริงเราจะใช้การพิมพ์อักษรจีนมากกว่าค่ะ ปี 1 เทอมแรกอาจารย์บอกเลยว่าให้พิมพ์ได้ เราเลยพิมพ์ด้วยพินอิน (Pinyin) ครูที่สอนก็ใช้พินอินเหมือนกัน เพราะเป็นคลาสนักศึกษาต่างชาติ ขณะที่ที่ไต้หวันโดยทั่วไปจะใช้ระบบจู้อิน (Zhuyin) กันอีกแบบ ถ้าจะใช้ตัวย่อก็แนะนำให้ใช้ให้เหมือนกันทั้งฉบับ และเช็กกับอาจารย์แต่ละคนอีกครั้ง
หลังจากนั้นเราก็ลง Business Chinese ด้วย เป็นภาษาจีนเชิงธุรกิจ (อันนี้มาลงตอนปี 3 อาจารย์คนละคน หนังสือคนละเล่มค่ะ เรียนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ แต่สอนเป็นภาษาอังกฤษ เลยช่วยให้เข้าใจบริบทธุรกิจได้ดีขึ้น

. . . . . . . .
เป็นรุ่นแรกไม่มีพี่ให้ถาม
แต่ NTU ไม่ทำให้เคว้งหรอกนะ
พอเป็นรุ่นแรกของภาคอินเตอร์คณะเศรษฐศาสตร์ NTU ก็เลยแทบไม่มีรุ่นพี่ให้ถามแนวค่ะ (จริง ๆ มีรุ่นพี่ที่เป็นคนไต้หวันซึ่งโตที่ไทยอยู่คนนึง แต่เพราะเรียนคนละภาษาและอาจารย์คนละสาย เลยไม่ได้ถามลึก) สุดท้ายเรื่องจะลงวิชาไหนดี อาจารย์เป็นยังไง หรือควรเตรียมตัวยังไงบ้าง ทุกอย่างต้องลองเองเกือบหมด รุ่นเราก็เลยเจอเซอร์ไพรส์และช็อกกันไปทั้งรุ่น แต่สิ่งที่รู้สึกได้ตั้งแต่ปีแรกคือมหาวิทยาลัยดูแลใกล้ชิดมาก!
- ที่คณะจะมีเจ้าหน้าที่คอยถามตลอดว่าเราเจออะไรยากบ้าง หรือมีวิชาไหนที่หลายคน struggle เพื่อนำไปปรับหลักสูตรต่อ เขายังชวนให้เราไปทำอาสาติวรุ่นน้องด้วย สุดท้ายตอนนี้คณะก็มี Tutor Session เป็นระบบแล้วค่ะ // ปล. แต่เราพูดไม่รู้เรื่องเลยไม่ไปร่วมด้วยนะคะ
- ที่มหาวิทยาลัยจะมี Counseling Center ค่ะ เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราเข้าไปคุยกับ Counselor หรือนักจิตวิทยาได้โดยตรง ทั้งเรื่องเรียน การใช้ชีวิต และสุขภาพจิต เราเคยใช้บริการเหมือนกัน เพราะมหาวิทยาลัย follow up นักเรียนค่อนข้างใกล้ชิด มีครั้งหนึ่งเราเผลอร้องไห้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เขารีบช่วยจองคิวให้นักจิตวิทยาทันทีเลยค่ะ (เป็นภาษาอังกฤษ) ช่วงใกล้สอบคิวอาจแน่นนิดหนึ่ง แต่โดยรวมรู้สึกว่าเขาดูแลนักเรียนดีมาก
- มหาวิทยาลัยมี Past Paper ให้ลองทำเพื่อจับแนวข้อสอบได้ดีขึ้นด้วย หลังประกาศผลสอบเรายังสามารถขอดูข้อสอบที่ตรวจแล้วได้ ถ้าวิธีคิดถูกแม้ตอบผิดบางส่วนก็มีโอกาสได้คะแนนคืน หรือถ้ารู้สึกว่าคะแนนไม่ตรงก็ไปถามอาจารย์หรือ TA ได้เลยค่ะ
- อีกสีสันชีวิตมหาวิทยาลัยคือ “ชมรม” มีเยอะจนเลือกไม่ถูก เราเคยอยู่ชมรมยิงธนูเกือบปีครึ่ง เค้าจะสอนและฝึกซ้อมกันเป็นกิจจะลักษณะ จริงจัง! สนุกและได้เพื่อนใหม่เยอะ ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้ไปเข้าชมรมเลย

. . . . . . . .
Intern ในไต้หวันแบบจัดเต็ม
ทั้งองค์กรรัฐ NPO และงานมหาลัย
เราอยากฝึกงานให้หลากหลายเพื่อให้รู้ว่าเหมาะกับงานสไตล์ไหนค่ะ เลยเริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 3 เทอม 2 ควบคู่กับการเรียน สัปดาห์นึงประมาณ 12 ชั่วโมง
ปกติที่ NTU จะมีโปรแกรมให้นักเรียนเลือกบริษัทหรือองค์กรไว้ล่วงหน้า แล้วมหาวิทยาลัยจะช่วยแมตช์ตำแหน่งให้พอดี ซึ่งตอนนั้นเราได้ตำแหน่ง Research Assistant พอดีเป๊ะ ดีใจมาก
รอบนั้นเราได้ไปฝึกงานกับองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการเมือง (ตื่นเต้นมาก เพราะไม่ตรงสายที่เรียน แต่รู้สึกว่าองค์กรน่าสนใจดี เลยอยากลองเปิดใจดูโลกการทำงานอีกด้านหนึ่งค่ะ) เรามีโอกาสได้เจอทั้งคนจากหน่วยงานรัฐบาล องค์กรไต้หวัน และองค์กรต่างประเทศ เมนเทอร์เป็นคนโปแลนด์สุด nice แนะนำและใจดีมาก จนถึงขั้นเราอยากไปแลกเปลี่ยนประเทศเค้าเลยนะคะ

นอกจากการฝึกงาน เรายังทำพาร์ตไทม์ที่สำนักงาน Office of International Affairs (OIA) ของมหาวิทยาลัย อยู่ฝ่าย Global Recruitment Division ค่ะ งานสนุกกว่าที่คิด เวลามีโรงเรียนหรือผู้ปกครองมาเยี่ยม เราก็ได้คอยเล่าเรื่องชีวิตนักเรียนให้ฟังด้วย
อีกงานของ OIA ที่ทำควบคู่กันคือช่วยดูแลคอนเทนต์ในช่องทาง IG ของมหาวิทยาลัยอย่าง @ntu.admissions เราช่วยทำโพสต์ ดูแลซีรีส์ Explore NTU และได้เริ่มทำซีรีส์ Summer Life ชวนเพื่อนๆ มาแชร์ว่าซัมเมอร์แต่ละคนไปทำอะไรกันบ้าง ซึ่งภูมิใจมากกที่ได้มีส่วนร่วมตรงนี้ค่ะ
Ps. เรามีโอกาสได้แชร์เรื่องของเราลง IG ด้วยนะคะ 5555
. . . . . . . .
จากร้องไห้ทุกวัน
มาตอนนี้โดนไต้หวันตกเต็มๆ
ปีแรกเรายังไม่ค่อยอินกับไต้หวันเท่าไหร่ เพราะเหนื่อยปรับตัวกับการเรียน ระบบมหาลัย และความกดดันหลายอย่าง แต่พอขึ้นปี 2-3 ได้ออกไปเที่ยวจริงจัง ใช้ชีวิตเองมากขึ้น แถมเจอคนดีๆ ตลอด จนรู้ตัวอีกทีคือโดนไต้หวันตกเต็มๆ
ไต้หวันเหมาะกับประโยคนี้มากๆ “เมืองน่าอยู่เพราะคน” ต่างจังหวัดจะยิ่งน่ารัก ส่วนในเมืองถึงจะรีบเร่งบ้างแต่คนก็ยังใจดีอยู่ดี เรื่องความปลอดภัยนี่ไม่ต้องพูดถึง // มีครั้งนึงเคยทำพวงกุญแจหน้าตาประหลาดหล่นใน MRT ตอนไหนไม่รู้ ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่ามีคนเก็บได้ ไม่น่าเชื่อว่ามีคนเจอแล้วช่วยเก็บคืนด้วย TT

ถ้าเป็น “กรุงไทเป” (Taipei) ให้ฟีลคล้ายกรุงเทพแต่เดินทางง่าย ระบบขนส่งสาธารณะดี ถ้าเพื่อนมาเที่ยวครั้งแรกเราจะพาไป Taipei 101 ซีเหมินติง แล้วก็กิน Din Tai Fung ถ้ามากับผู้ใหญ่ก็จะพาไปวัดกับ Night Market มากกว่า
ใครเป็นสายกินที่นี่ส่วนใหญ่จะออกแนวจืดๆ มันๆ แล้วแต่คนชอบค่ะ ถ้าอยากกินเผ็ดแบบไทยต้องสั่งระดับเผ็ดกลางถึงมากถึงจะใกล้เคียง แนะนำให้ลองไปที่ตลาดกลางคืนมีร้านติด Michelin Guide เยอะมากๆ


ถ้าชอบเที่ยวธรรมชาติ นี่แหละ!
มาไต้หวันแนะนำให้เที่ยวภูเขาค่ะ บางคนอาจรู้สึกว่าที่ไทยวิวสวยกว่าก็ได้ แต่เราว่าความรู้สึกและบรรยากาศตอนอยู่คือเลิศจริงๆ ค่ะ ที่หนึ่งในใจคือ “Alishan” ช่วงกุมภาพันธ์ อากาศดี ฟ้าสวย แถมมีโอกาสเจอซากุระด้วย (อันนี้ต้องนั่งไปทางกลางๆ ใต้ๆ ของไต้หวันก่อน แล้วต่อรถไฟ) แต่ถ้าเป็น “Taipingshan” ก็จะสวยเหมือนกันและเดินทางง่ายกว่าค่ะ




เคยมีโมเมนต์พีคหลายครั้งตอนไปเที่ยวค่ะ อย่างทริปขึ้นเขาปีที่แล้ว พวกเรานั่งบัสขึ้นไป ทั้งที่คนส่วนใหญ่ขับรถกัน ขากลับเราจองรถลงมาที่โรงแรมเองจนคนขับบัสขาขึ้นเป็นห่วง เดินมาถามหลายรอบมากว่าขากลับจะมีรถลงกันจริงๆ ใช่ไหม
อีกทริปคือไปเกาะที่คนส่วนใหญ่ขี่มอเตอร์ไซค์กัน แต่พวกเราขี่ไม่เป็นทั้งกลุ่ม เลยใช้บัสตั้งแต่เหยียบฝั่ง พอดำน้ำเสร็จโค้ชยังถามว่า “แล้วจะกลับยังไง?” ทั้งกลุ่มมองหน้ากัน แล้วบอกว่าจะรอบัสแต่บัสอีกชั่วโมงนึงได้ สุดท้ายตอนเย็นเขาก็ขับรถพาไปส่งแถวที่โรงแรมให้เลย


. . . . . . . .
ย้อนกลับไปก่อนมาเรียน ตอนนั้นเราติดบ้านมากเพราะโควิด เหมือนเสียเวลาไปหลายปี พอมาอยู่ที่นี่ทุกอย่างเปิดกว้างขึ้น ระบบขนส่งดี เพื่อนดี สังคมน่ารัก ทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว จนมารู้ตัวว่าเราชอบไต้หวันมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ


0 ความคิดเห็น