ใกล้เข้ามาแล้วครับกับการเลือกตั้งปี 69 ที่กำลังจะถึงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ สำหรับ DEK69 หลายคนก็กำลังจะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกด้วย เรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวน้องๆ เลยครับ เด็กหลายคนเริ่มมีมุมมองความคิดเกี่ยวกับบ้านเมืองมากขึ้น สนใจเรื่องของสังคม ตั้งถำถามกับการเมือง และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แต่พอคิดจริงจังมากขึ้นคำถามแรกของการเริ่มต้นคือต้องเรียนคณะอะไรถึงจะไปอยู่จุดนั้นได้
ความจริงแล้วไม่ได้มีคณะไหนที่เจาะจงว่าเรียนจบแล้วจะได้เป็นนักการเมืองทันที แต่มีหลายคณะที่จะปูพื้นฐานให้เราเข้าใจโครงสร้างรัฐ สังคม กฏหมาย เศรษฐกิจ ไปจนถึงการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นทักษะสำคัญในการต่อยอดเป็นนักการเมืองจริงได้ครับ
จบไปอยากเป็น “นักการเมือง” เรียนคณะไหนได้บ้าง?
หากไปดูคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ พบว่าไม่ได้มีกำหนดเรื่องคุณสมบัติสาขาที่เรียนจบ แต่จะกำหนดเรื่องของคุณสมบัติต้องห้าม เช่น การทำผิดกฎหมาย หรือ การดำรงตำแหน่งอื่นๆ
ดังนั้น สมาชิกพรรค หรือนักการเมือง จึงเป็นอาชีพที่เปิดกว้าง แต่การได้เรียนในคณะที่เรียนไปเพื่อเข้าใจการเมืองโดยตรงก็มีอยู่หลายสาขาทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งคณะที่จะเน้นเรื่องรัฐ อำนาจ การปกครอง นโยบายสาธารณะ เหมาะกับน้องๆ ที่รู้ตัวว่าอยากทำงานด้านการเมืองตั้งแต่แรก และก็ยังมีคณะที่ไม่ได้เรียนการเมืองตรงๆ แต่ก็สามารถต่อยอดได้ คือเรื่องของคน เศรษฐกิจ สื่อ และสังคม ซึ่งต้องทำความเข้าใจและตัดสินใจว่าตัวของน้องเหมาะกับคณะไหน
1. คณะรัฐศาสตร์ (Faculty of Political Science)
นี่คือคณะที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกสำหรับการต่อยอดเป็นนักการเมืองเพราะเป็นการเรียนการเมืองโดยตรง คณะนี้มีเปิดหลายสาขา เช่น สาขาวิชาการเมืองการปกครอง สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น
ในคณะนี้ น้องๆ จะได้เรียนรู้โครงสร้างรัฐระบบการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปจนถึงแนวคิดทางการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจว่าอำนาจรัฐทำงานอย่างไร การออกนโยบายส่งผลต่อสังคมแบบไหน และประชาชนมีบทบาทอย่างไรในระบอบประชาธิปไตย เหมาะมากสำหรับน้องๆ ที่อยากเข้าสู่สนามทางการเมือง
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น
- การบริหารทรัพยากรบุคคล
- การเมืองกับกฎหมายมหาชน
- พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และการเลือกตั้ง
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2. คณะนิติศาสตร์ (Faculty of Law)
นักการเมืองจำนวนไม่น้อยมาจากสายกฎหมาย เพราะกฎหมายคือรากฐานของการบริหารประเทศ การออกกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกำหนดนโยบาย ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจทางกฎหมายทั้งสิ้น การเรียนกฎหมายจะฝึกการคิดอย่างมีเหตุผล วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และมองปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของนักการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่อยากทำงานด้านนิติบัญญัติ หรือบทบาทเชิงนโยบายที่ต้องอิงกฎหมายเป็นหลัก
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- นิติกรรมศาสตร์และการใช้ภาษากฏหมาย
- จริยธรรมและปรัชญาพื้นฐานสำหรับนักกฏหมาย
- นิติเศรษฐศาสตร์
- นิติปรัชญา
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3. คณะเศรษฐศาสตร์ (Faculty of Economics)
นโยบายการเมืองจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการเงินและปากท้องประชาชน ทั้งเรื่องงบประมาณ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ภาษี หรือสวัสดิการรัฐ ซึ่งล้วนต้องใช้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์
การเรียนเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจระบบเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลก วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายได้อย่างมีหลักการ เหมาะกับคนที่อยากเป็นนักการเมืองสายวางแผนเศรษฐกิจ หรือทำงานนโยบายสาธารณะ ก็จะนำความรู้ตรงนี้มาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น จุลภาค มหภาค
- เศรษฐศาสตร์ประยุกต์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- สัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
- เศรษฐมิติเบื้องต้น
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
4. คณะสังคมศาสตร์ (Faculty of Social Sciences)
การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจคน คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จะพาไปเรียนรู้โครงสร้างสังคม วัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาของกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม คนที่เรียนสายนี้มักจะเข้าใจบริบทของประชาชนอย่างลึกซึ้ง เหมาะกับบทบาทนักการเมืองที่ทำงานใกล้ชุมชน หรือนักการเมืองที่ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม
สำหรับคณะสังคมศาสตร์ แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีสาขาแยกย่อยแตกต่างกัน บางแห่ง นิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะนี้เช่นกัน
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- ประชากรศาสตร์
- สังคมวิทยาเพื่อการพัฒนา
- การศึกษาชุมชน เมือง
- หลักการบริหารและการประเมินโครงการพัฒนา
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
5. สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) / สาขาการบริหารรัฐกิจ (Public Affairs)
แม้จะแนะนำคณะรัฐศาสตร์ไปแล้ว แต่จะขอแนะนำ “สาขารัฐประศาสนศาสตร์” เพิ่มเติม สาขานี้จะเน้นเรื่องการบริหารงานภาครัฐ การกำหนดนโยบาย การจัดการองค์กรภาครัฐ และการทำงานของระบบราชการ ซึ่งน้องๆจะเข้าใจว่ารัฐควรบริหารทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และนโยบายจะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้ยังไง เหมาะกับคนที่อยากทำงานการเมืองเชิงบริหาร เช่น ผู้บริหารท้องถิ่น รัฐมนตรี นักวิเคราะห์หรือกำหนดนโยบายภาครัฐ
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- การบริหารการประกอบการทางสังคม
- เศรษฐศาสตร์สำหรับรัฐประศาสนศาสตร์
- การบริหารการคลังภาครัฐ
- การจัดการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
6. คณะวารสารศาสตร์/นิเทศศาสตร์ (Faculty of Journalism/Communication Arts)
สำหรับการเมืองยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายที่สำคัญอย่างเดียว แต่คือการสื่อสารกับประชาชน นักการเมืองที่สื่อสารเป็น เข้าใจสื่อ และใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักได้เปรียบในสนามการเมือง
ซึ่งการเรียนวารสารศาสตร์/นิเทศศาสตร์สามารถนำทักษะเหล่านี้ไปปรับใช้ในเส้นทางนักการเมืองได้ คือ การสื่อสาร การสร้างทำสื่อเพื่อนำเสนอแนวคิดต่างๆ ไปถึงประชาชนแต่ละกลุ่มให้มีความเข้าใจในกฎหมายหรือนโยบายต่างๆ ให้เข้าใจง่ายมากขึ้น เหมาะกับคนที่อยากเป็นนักการเมืองยุคใหม่ หรือทำงานเบื้องหลังด้านกลยุทธ์การเมือง
ตัวอย่างวิชาที่เรียน
- การเขียนเชิงวารสารศาสตร์
- หลักการสื่อสารองค์กร
- สิทธิเสรีภาพ จริยธรรมและกฏหมายสื่อ
- เทคโนโลยีและวิทยาการข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนงานด้านสื่อและการสื่อสาร
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเป็นนักการเมืองไม่ได้ถูกจำกัดด้วยคณะหรือสาขาเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจสังคม ประชาชน และอยากเข้าไปมีบทบาทแบบไหน บางคนเริ่มจากรัฐศาสตร์ บางคนมาจากกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ หรือแม้แต่นิเทศศาสตร์ แต่ทุกเส้นทางล้วนสามารถพาไปสู่สนามการเมืองได้ หากต่อยอดความรู้ให้ตรงกับเป้าหมายของตัวเอง
ถ้าน้องๆคนไหนกำลังสนใจการเมืองอยู่ ลองมองคณะให้ลึกกว่าแค่ชื่อ และเลือกเส้นทางที่ใช่ให้กับตัวเรา เพราะการเมืองที่ดีเริ่มต้นจากคนที่เข้าใจโลกอย่างรอบด้าน ติดตามข่าวสาร รู้เท่าทั่นยุคสมัย ถึงจะสามารถไปไกลกว่าเดิมและเป็นนักการเมืองเต็มตัวอย่างมีคุณภาพได้ครับ
0 ความคิดเห็น