ฝันที่ไม่กล้าฝัน! รีวิวสมัครทุน UWC เรียนต่อม.ปลายฟรีที่ฮ่องกง ก่อนบินตรงเรียนป.ตรีที่อเมริกา (ทุน Davis Scholarships)

สวัสดีค่ะชาว Dek-D น้องๆ ที่กำลังหาทุนเรียนต่อมัธยมปลายที่ยูนีคและเปลี่ยนชีวิตนักเรียนครั้งใหญ่ อยากแนะนำให้จด “UWC" (United World Colleges) ไว้ลิสต์เลยค่ะ! เพราะเป็นโรงเรียนนี้ไม่ได้พิจารณาแค่จากความสามารถด้านวิชาการอย่างเดียว แต่เฟ้นหาคนที่มีของ มีแพสชันชัดเจน และพร้อมจะเติบโตท่ามกลางความหลากหลาย

วันนี้เราจะพาทุกคนไปเปิดบทสนทนาสุด Exclusive กับ “พี่เฟียต” ศิษย์เก่า UWC Hong Kong ทุนเต็มจำนวน เด็กหนุ่มจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พิสูจน์แล้วว่า "ต้นทุนชีวิต ไม่ใช่ขีดจำกัดของความฝัน" และปัจจุบันต่อยอดด้วยการคว้าทุน Davis Scholarship ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่สหรัฐอเมริกา

เรื่องราวระหว่างทางของพี่เฟียตจะครบรสขนาดไหน ไปเริ่มกันที่ภาคใต้บ้านเรากันเลยค่ะ!

. . . . . . . . .

เด็กยะลา กับความฝันที่ (เกือบ) เป็นไปไม่ได้!

Q: ช่วยเล่า Backgroud ของตัวเองให้ฟังหน่อย เริ่มฝันอยากไปเรียนต่อนอกตั้งแต่เมื่อไหร่?

สวัสดีครับ ผม "เฟียต" นะครับ เป็นเด็กที่โตมาในวัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีและยะลาโดยกำเนิด เนื่องจากคุณพ่อได้มาแต่งงานกับคุณแม่เลยย้ายมาเติบโตมาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องพูดตามตรงๆ ว่าโอกาสทางการศึกษาที่นี่อาจจะยังเข้าไม่ถึงเต็มที่ ผมได้เห็นเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนต้องออกไปทำงานช่วยที่บ้านเพื่อหาเงินกินข้าวในแต่ละวัน 

ส่วนผมเริ่มมีความฝันอยากไปเรียนต่อต่างประเทศมาตั้งแต่ ป.6 และมองว่าภาษาอังกฤษมีเสน่ห์และเป็นใบเบิกทางที่จะพาไปถึงความฝันได้ ก็เลยสมัครเรียนโปรแกรมที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ในโรงเรียนที่ใกล้บ้านเพื่อให้สะดวกแก่ครอบครัว

Q: เส้นทางกว่าจะเจอทุน UWC เป็นยังไงบ้าง?

จะบอกว่าเลือดตาแต่ทบกระเด็นเลยก็ว่าได้ ตอน ม.2 ผมเห็นเพื่อนได้ไปแลกเปลี่ยนกับโครงการต่างๆ  ผมก็ฮึดสู้สอบไปเรื่อยๆ เพราะกลัวอายุเกิน แต่ยุคนั้นข้อมูลทุนหายากมาก ที่เจอก็ติดเงื่อนไขเต็มไปหมด ทั้งอายุ, พื้นที่ในการศึกษา, Household Income เกือบท้อแล้วครับ จนกระทั่งวันนึงผมมาดูคลิปช่อง YouTube ของพี่ไม้หมอน (Influencer ด้านเรียนต่อ) แล้วรู้สึกอยากสู้อีกสักตั้ง เข้า Google พิมพ์ค้นหา "ทุนเรียนต่อมัธยม" 

เชื่อไหมครับ ผมกด Next Page ไปเรื่อยๆ จนหน้า 10 แล้วเจอชื่อของ UWC ขึ้นมา!! นึกไม่ออกเลยว่าถ้าถอดใจปิดไปก่อน ชีวิตผมตอนนี้จะเป็นยังไง

ตอนที่อ่านเจอว่ามีทุนหลายที่และมีทุนเต็มจำนวนด้วย แล้วก็ไม่ต้องไปสอบวัดระกับภาษาที่ศูนย์สอบ ผมบอกตัวเองเลยว่า "เฮ้ย ต้องแล้วแหละ! อันนี้ต้องได้แล้วแหละ" แต่เส้นทางที่วาดฝันไว้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ ตอน ม.4 ที่จะยื่นสมัคร คุณพ่อผมล้มป่วยหนัก หนักที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา พี่สาวก็ต้องทำงานเพราะเพิ่งเรียนจบ คุณแม่กลายเป็นเสาหลักคนเดียว เพราะคุณพ่อไม่ได้มีรายรับในช่วงที่ล้มป่วยอยู่ที่บ้าน ผมเลยต้องพักความฝันไว้ เพื่อดูแลครอบครัวก่อนที่จะสายไป 

หลังจากจบม.4 แล้ว อาการคุณพ่อก็ไม่ได้ดูว่าจะมีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่ม.5 ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตแล้วที่จะสมัครได้ ผมเลยต้อง balance เรื่องครอบครัวและการเรียนให้ไปด้วยกันได้ เราจะได้ไม่เสียอะไรอย่างนึงเอาไว้ข้างหลัง ถ้ารอบนี้สมัครแล้วไม่ใช่อีกก็ถือว่าไม่ใช่ดวงเราจริงๆ

Q: เคล็ดลับการพิชิตทุน UWC ฉบับพี่เฟียตคืออะไร?

ก่อนหน้านี้ ผมสมัครหลายโครงการและหลายโรงเรียนที่ต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และฟิลิปปินส์ พอจะตั้งหลักสมัคร UWC ก็เลยกลับมาจัดพอร์ตใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่โครงการต้องการ ถึงผมจะไม่ใช่เด็กที่เก่งภาษาอังกฤษที่สุดในห้องและก็ผ่านการถูกปฏิเสธมาเยอะมากกก แต่ในใจก็คิดอยู่เสมอว่าท่ามกลางความผิดหวังร้อยแปดพันรอบ แต่ขอแค่โอกาสเดียวเท่านั้น เราจะ appreciate ในสิ่งที่ได้และทำให้ดีที่สุดเลย

ตอนสมัครเค้าลิสต์ประเทศ ผมก็เน้นเลือกที่มีทุนเต็มจำนวนเลยครับ ซึ่งปีผมก็มีฮ่องกง เยอรมนี สิงคโปร์ และประเทศไทย

สำหรับน้องๆ ที่ยังไม่อยากไปไกลบ้าน แนะนำเป็น UWC ภูเก็ต  หลังๆ มีรุ่นน้องสนใจเยอะมาก ที่นี่เองก็มีทุนเต็มจำนวนทุกปี แคมปัสสวย การศึกษาดีเหมือนกับที่แคมปัสอื่นๆ และเด่นด้าน marine เพราะได้ยินมาว่ามีกิจกรรมทางทะเลเยอะ แล้วถ้าจบม.ปลายแล้วอยากต่อมหาวิทยาลัยในไทยก็สามารถสอบระบบกลางของไทยได้สะดวก เพราะเราไม่ต้องบินไปบินมาเพื่อมาสอบและสัมภาษณ์ ผมว่าไม่ผิดหวังแน่ๆ ครับ

เตรียมตัวยังไงบ้าง?

  • เกรดที่ผมยื่นคือ 3.99 และจำได้ว่าเตรียมภาษาจีนเผื่อด้วย พอไปถึง UWC ทำให้มีพื้นฐานระดับเอาตัวรอดสำหรับการใช้ชีวิตที่ฮ่องกง
     
  • ผมทำการบ้านเยอะมาก ศึกษาเกณฑ์ของ UWC ละเอียดตั้งแต่เกณฑ์ เอกสาร จนถึงรีวิวคำถามสัมภาษณ์  แล้วก็เริ่มเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ตอนตอน ม.2 พยายามทำกิจกรรมแนวที่สนใจเพื่อให้มีผลงานใส่พอร์ต ไม่ว่าอาจารย์ให้ไปแข่งอะไรผมไปหมด ไปแข่งในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดผมก็ไป จำได้ว่าตั้งแต่ม.2 จนถึงตอนสมัครทุน ผมมีไปแข่งบ่อยมากๆจนจำได้ว่าไม่มีเวลาพักผ่อนเลยครับ ไม่ว่าจะการแข้างขันเล็กหรือใหญ่ ระดับจังหวัดหรือนานาชาติ ผมตอบตกลงหมดเลยครับ ผมนึกแค่ว่าไหนๆนี่ก็โอกาสสุดท้ายแล้ว เราไม่อยากกลับมานั่งเสียใจอีกแล้ว คำว่าสู้หลังชนฝามีจริงๆครับ
     
  • ความจริงใจสำคัญมากกก ผมบอกน้องๆ เสมอครับว่าคณะกรรมการไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบหรือคำตอบที่ดูดี แต่อยากให้เราเป็นตัวของตัวเอง อย่างผมเค้าก็ถามว่าเราอยากเรียนคอร์สไหน และทำไมถึงเลือกแบบนั้น เพื่อดูว่าเรารู้จักตัวเองและ UWC แค่ไหน และคำตอบนั้นออกมาจากความตั้งใจจริงหรือเปล่าด้วย
     
  • “ที่ที่ไหนคือที่ของเรา ที่นั่นเราจะมีตัวตน” คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวหลังสัมภาษณ์เสร็จเลยครับ ผมรู้เลยว่าครั้งนี้แหละ คือโอกาสของเราแล้ว เพราะจากที่ผมคุยกับกรรมการเกือบครึ่งชั่วโมง และจากสีหน้าแววตา ผมรับรู้ได้เลยว่าเขาตั้งใจฟังเรื่องราวของผมจริงๆ ไม่ได้คุยเพื่อหาข้อผิดพลาดแล้วคัดออกครับ

จริงๆ ผมมีทำโปรเจกต์ IG ชื่อ @gointl.th เปิดให้น้องๆ เข้ามาถามคำถามเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ ผมช่วยอธิบายให้ฟรี ทั้งการเตรียมสัมภาษณ์ การทำพอร์ต หรือการวางแผนสมัครทุน

สุดท้ายผมได้รับทุนเต็มจำนวนเรียนต่อที่ Li Po Chun UWC of Hong Kong วันนั้น 28 กุมภาพันธ์ 2565 วันที่ผมรอคอยมา 6 ปี ตั้งแต่วันที่รู้ตัวว่าอยากไปเรียนต่างประเทศก็มาถึง!

ก่อนบินไปเรียน ทาง UWC Thailand National Committee  จะมีปฐมนิเทศเพื่ออธิบายเรื่องเป้าหมายของโรงเรียน พร้อมเชิญรุ่นพี่และศิษย์เก่ามาแชร์ประสบการณ์ ช่วยให้ผู้ปกครองสบายใจขึ้น จากนั้นผมก็เตรียมทำวีซ่าต่อเลย ไม่กังวลอะไรแล้วครับ

ผมจำได้ว่าวันที่ผมต้องบินไปเรียน คุณพ่อพูดกับผมว่า “สานฝันแทนพ่อด้วย การศึกษาสูงสุดของพ่อแค่ ม.4 อนาคตลูกยังอีกไกล” และวันนั้นเป็นวันที่ผมเห็นคุณพ่อร้องไห้เป็นครั้งแรก ผมบอกตัวเองว่าจะตั้งใจใช้โอกาสนี้ให้คุ้มที่สุดครับ TT ฝากพี่สาวและแม่ดูแลพ่อด้วย พอผมเรียนจบแล้วผมจะรีบกลับมาหา

 

. . . . . . . .

พาร์ตสมัครทุน UWC
เตรียมจริงจังจนติดจริง!

Q: บินลัดฟ้าไปฮ่องกงครั้งแรกในฐานะนักเรียน UWC รู้สึกยังไงบ้าง?

คนละฟีลกับตอนที่เคยไปเที่ยวเลยครับ ถ้าเที่ยวก็เดินตามไกด์ ดูเมืองดูแสงสี แต่พอถือวีซ่านักเรียน เราต้องเรียนรู้กฎหมายบ้านเมืองเขาจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองและการแสดงออก ซึ่งค่อนข้างซีเรียส ช่วงแรกกังวลนิดหน่อย แต่พอปรับตัวได้ก็ชิลครับ

แคมปัส UWC Hong Kong อยู่ในตัวเมือง เดินทางสะดวกมาก นั่งรถไฟฟ้าเข้าเมืองไปหาของกินได้ง่ายๆ หอพักผมนอนกัน 4 คน เป็นครั้งแรกที่ต้องมาอยู่รวมกับคนอื่น ก็ต้องปรับจูนกันพอสมควรครับ

Q: ปัญหาโลกแตกของเด็กไทยในต่างแดนคือ "ภาษา" พี่เฟียตเจอไหม?

โอ้โห เต็มๆ ครับ!

ถึงจะเคยเรียนภาคอินเตอร์มา แต่มาเจอของจริงคือคนละเรื่อง เพื่อนมาจากหลายสิบประเทศ สำเนียงหลากหลาย ศัพท์สแลงมาเต็ม รูมเมตผมก็เป็นคนอเมริกัน ช่วง 3 เดือนแรกคือทั้งผมฟังไม่ทัน  แล้วเพื่อนก็ฟังผมไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันนะครับ 55555 ต้องใช้ภาษากาย ภาษามือ และ Google Translate ช่วยเยอะมาก จะไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย แต่เพื่อนๆ น่ารักครับ เค้าจะพยายามช่วยพูดช้าลงและอธิบายให้เราเข้าใจตรงกัน

จริงๆ ก็มีหลายวันที่รู้สึกอยากกลับไทย คิดในใจว่าชีวิตคงง่ายกว่านี้มากถ้าไม่ต้องพยายามอธิบายตัวเองเป็นภาษาอื่น และไม่ต้องฝืนยิ้มในวันที่รู้สึกเหนื่อย แต่สุดท้ายผมเลือกอยู่ต่อ เพราะผมไม่อยากให้ความพยายามของครอบครัวและตัวเองต้องหยุดลงกลางทาง

สิ่งที่ช่วยพาผมผ่านช่วงนั้นมาได้คือคอมมูนิตี้ของ UWC ที่ไม่ได้ดูแลกันแค่ในห้องเรียน แต่ดูแลเรื่องสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตด้วย อย่างตอนนั้นรุ่นพี่คนไทย (พี่แตม) ในโรงเรียนคอยชวนไปกินข้าว พาไปคุย และคอยรับฟังเวลาผมเครียด ผมรู้สึกว่าการมีคนที่เข้าใจสถานการณ์เดียวกันช่วยให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยวครับ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รู้จักกับรุ่นพี่คนไทยในโรงเรียน

. . . . . . . .

รีวิวเรียน IB ใน UWC Hong Kong
“ผมว่าเหมือนร้านอาหารนานาชาติ”

Q: การเรียนระบบ IB (International Baccalaureate) โหดอย่างที่เขาร่ำลือไหม?

ระบบ IB จะโหดแต่เข้มข้นและสนุก ระบบจะให้เราลงวิชาเลือกให้ครบตามหมวด และจะใช้เกรดแต่ละวิชาไปยื่นสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยครับ ผมก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าอยากไปต่อทางไหน แล้วไหวกับอะไรบ้าง สุดท้ายก็เลือกเซ็ตที่เหมาะกับตัวเองที่สุดคือ คณิต วิทย์ มนุษยศาสต์ ศิลปะ และวิชาการละคร

Q: รีวิวตัวอย่างวิชาเรียนคร่าวๆ

ถ้าภาษาอังกฤษผมเลือก English B ซึ่งเบากว่า English A ควบคู่กับ Math Applications and Interpretations ที่เป็นคณิตแบบให้เราใช้เครื่องคิดเลข

วิชา ESS Environmental Social & Studies จะเรียนเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ ความยั่งยืน และภาวะโลกร้อน เนื้อหาจะกึ่งสายมนุษยศาสตร์ และมีมุมเชิงนโยบายสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การจัดการเรื่อง fast fashion ของแต่ละประเทศ อย่างกรณีที่ฮ่องกง ถ้านำเข้า fast fashion จะถูกเก็บภาษีสูงกว่าปกติหลายเท่า หรือแม้แต่การเผาขยะตามบ้าน ถ้าตำรวจพบก็มีโทษปรับหลักพันฮ่องกงดอลลาร์ // ขึ้นแท่นวิชาที่ทำให้เปิดโลกและทำให้อินกับประเด็น Sustainability ไปเลยครับ

นอกจากนี้ก็มีลงวิชา Business Management เพื่อให้เข้าใจภาพรวมสายบริหารธุรกิจที่ตัวเองชอบ และในหมวด Self-Taught ผมเรียนภาษาไทย เค้าจะมีอาจารย์ที่สื่อสารภาษาไทยได้มาสอนออนไลน์ ทำให้ยังคงได้พัฒนาภาษาแม่ควบคู่ไปกับการเรียนอินเตอร์

สำหรับวิชาไฮไลต์สำหรับผมคือ การละคร (Theatre Studies) เรียนทั้งการใช้เสียง การควบคุมลมหายใจ การเล่าเรื่อง การยืนอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก ฯลฯ ผมว่าวิชานี้เปลี่ยนผมจากเด็กขี้อายให้มั่นใจและกล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งสกิลนี้เอาไปใช้ได้กับทุกอาชีพและหลายสถานการณ์ในชีวิตครับ นอกจากในห้องเรียน เรายังได้ไปดู Chinese Opera และนิทรรศการการแสดงจากยุโรป บางครั้งมีแมวมองจากค่ายใหญ่ๆ มาดูโชว์ (เพื่อนผมเคยถูกทาบทามไปร่วมงานจริงด้วยนะ)

Q: บรรยากาศในคลาสเป็นยังไงบ้าง?

สำหรับผม UWC เหมือนร้านอาหารนานาชาติ มีโต๊ะอาหารหลายแบบให้เลือก เราเลือกได้ว่าจะหยิบอะไรมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ซึ่งโรงเรียนเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว

 

อาจารย์ที่ UWC เก่งและประสบการณ์แน่นมาก ทุกคนผ่านการสอนหลายหลักสูตรมาก่อนจะมาสอน IB และได้รับการเทรนเรื่อง Mission ของโรงเรียนอย่างชัดเจน ทั้งความยั่งยืนและการสร้างมิตรภาพข้ามพรมแดน สิ่งที่ต่างจากที่อื่นคืออาจารย์ไม่สอนให้ท่องจำไปสอบ แต่สอนให้เอาความรู้ไปใช้ได้จริง ทุกวิชาจะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้

พอเรียนไปเรื่อยๆ ผมก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงเน้น Critical Thinking เราแทบไม่ต้องพึ่งตำราหนาๆ แต่ใช้สไลด์และโน้ตที่อาจารย์เตรียมให้เป็นหลัก ทุกคำถามต้องคิดเองและแสดงความคิดเห็นจากเหตุผลของเรา อาจารย์ที่นี่มืออาชีพมาก มีทั้งจากแคนาดา สหรัฐฯ ไทย ฮ่องกง และหลายประเทศทั่วโลก  ทำให้บรรยากาศการเรียนหลากหลายแต่ลงตัว และช่วยให้ผมได้ฝึกคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้นจริงๆ

ข้อสอบที่ผมเจอตอนเรียน UWC ส่วนใหญ่ไม่มีตัวเลือกแบบ ABCD แต่เป็นข้อเขียนที่วัดการคิดวิเคราะห์ ทัศนคติ และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนมาตลอดสองปี เราจะสอบใหญ่ครั้งเดียวตอนปี 2 ใน IB Examination ซึ่งชี้วัดเกรดทั้งหมด ต้องใช้ความรู้ที่เรียนมาแบบลึก เข้มข้น และมุมมองจิตวิทยาร่วมด้วย

ในแต่ละเทอมจะมีการสอบท้ายบทกับอาจารย์ผู้สอนด้วย เพื่อวัดว่าเราเข้าใจเนื้อหามากน้อยแค่ไหน ข้อสอบจะอิงแนวจาก IB Exam หลังสอบเสร็จอาจารย์จะให้ Predicted Grade ว่าถ้าไปสอบจริงตอนจบปี 2 เราน่าจะได้เกรดประมาณไหน เกรดคาดการณ์นี้ใช้สำหรับยื่นสมัครมหาวิทยาลัยล่วงหน้า เพื่อให้ทันตามกำหนดการรับสมัคร เมื่อมหาวิทยาลัยตอบรับแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการรับแบบมีเงื่อนไข คือกำหนดว่าเกรด IB จริงตอนสอบจบต้องถึงระดับที่ระบุไว้ จึงจะสามารถเข้าเรียนได้ครับ

Q: รีวิวกิจกรรมใน UWC ที่ชอบที่สุด?

สำหรับผมยกให้ Project Week ซึ่งจัดปีละครั้ง นักเรียนจะได้ออกไปทำกิจกรรมนอกแคมปัส หรือเดินทางไปต่างประเทศจริงๆ สำหรับแคมปัสฮ่องกง บางปีมีทริปไปถึงเกาหลีเหนือ (ถ้าไม่ใช่นักเรียนที่นี่คงแทบไม่มีโอกาสได้ไปแล้วมั้งผมว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย) นอกจากนี้ก็มีปลายทางอย่างประเทศไทยหรือภูฏาน ซึ่งปกติค่าใช้จ่ายอย่างวีซ่าจะค่อนข้างสูง แต่ตอนเรียนที่ UWC โรงเรียนจัดการให้ทั้งหมด

ช่วงปีแรกเป็นช่วงโควิด กฎหมายค่อนข้างเข้มงวด กิจกรรมเลยเน้นเดินทางใกล้ๆ เช่น ปีนเขากับเพื่อน อยู่กับไกด์ หรือไปพักริมทะเล ถึงจะไม่ได้ไปไกล แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ ครับ

พอขึ้นปีสอง กิจกรรมเข้มข้นขึ้น ผมเข้าชมรมไปสอนภาษาอังกฤษให้เด็กในชนบท ทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เรามีพาร์ตเนอร์กับ Daniel International School ที่สุราษฎร์ และจังหวะดีที่ได้กลับมาไทยพอดี เลยได้โอกาสรับบทเป็นหัวหน้าทัวร์พาเพื่อนๆ เที่ยวและทำกิจกรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพด้วย ซึ่งหลายคนเพิ่งเคยมาไทยครั้งแรก หลายคนประทับใจจนอยากกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้งเลยครับ

. . . . . . . .

Next Station: อเมริกา

Q: เรียนจบ UWC แล้วไปต่อไหน?

ผมได้ offer ที่ St. Olaf College, USA ไปด้วยทุน Davis Scholarship แต่ผมกำลังอยู่ใน Process การย้ายมหาลัย ซึ่งทุนการศึกษาก็ยังย้ายไปมหาลัยใหม่ได้ด้วย! 

ทุนนี้สำหรับเด็กที่จบจากโรงเรียน UWC โดยเฉพาะ (เค้าจะมีแนะนำตอนเข้าเรียน UWC ปีแรก) ช่วยซัปพอร์ตค่าเรียนและค่าใช้จ่ายเช่นค่าหอและอาหาร ซึ่งจะได้ทุนกี่% ขึ้นอยู่กับผลการเรียนและ Financial Needs เลยครับ ทำให้ที่บ้านไม่ต้องกังวลเรื่องเงินขนาดนั้น โฟกัสการเรียนได้เต็มที่ครับ

Q: อยากให้ช่วย recap ชีวิตนักศึกษาแบบเรียลๆ

เหตุผลนึงที่ผมเลือก St. Olaf ในตอนแรกเพราะมีเด็ก UWC มาเรียนกันเยอะและมีทุนให้สูงครับ

  • ความท้าทายในการเรียนมากขึ้นอีกระดับ อ่านเยอะเขียนเยอะ เน้นดีเบตและแสดงความคิดเห็นในคลาสเรียน โดยรวมจะเน้นคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำเหมือนเดิม ซึ่ง UWC ช่วยเตรียมพื้นฐานไว้ให้พร้อมทั้งวิธีเรียนและ Academic Writing
     
  • คลาสเรียนเล็ก ทำให้อาจารย์จำชื่อนักศึกษาได้ และเราเข้าถึงอาจารย์ได้ง่าย อย่างเช่นหลังคลาสผมสามารถเดินไปถาม นัดคุย หรือส่งอีเมลปรึกษาอาจารย์ได้โดยตรง
     
  • พอได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนตั้งใจเรียน ผมรู้สึกว่าตัวเองมีวินัยมากขึ้น การจัดตารางชีวิตเริ่มเป็นระบบกว่าเดิม ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาวันนึงไปกับการอยู่ในห้องสมุด อ่านงานและเตรียมดิสคัส พยายามฝึกบาลานซ์ระหว่างการเรียนกับการพักผ่อนให้ดีขึ้น

Q: การใช้ชีวิตต่างประเทศหลังผ่าน UWC เป็นยังไงบ้าง?

ผมว่ามาอเมริกาแล้วไม่ได้ยากเหมือนที่เราเคยได้ยินมาขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ได้สวยหรูตามเน็ตที่เราเคยเห็น ฮ่องกงฝึกผมให้อึด ถึก ทน พร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด อย่างตอนบินมาอเมริกาก็ไม่เกร็งเลยครับ บินมาเรียนคนเดียวด้วยซ้ำ แต่ผมคิดว่ายังต้องระวังอยู่ตลอดคือ “ความปลอดภัย” (จริงๆ ก็ทุกที่นั่นแหละ) เราต้องมีสติ เดินถนนไม่เผลอ ไม่วางของไว้ในรถ และถือของติดตัวตลอด

รัฐ Minnesota สำหรับผมอบอุ่นมากในแง่ผู้คน คนไทยเยอะและน่ารัก มีทั้งงาน Thai Festival วันสงกรานต์ วัด และร้านอาหารไทย ฟีลแบบคิดถึงบ้านก็ไม่รู้สึกเคว้งเท่าไหร่

แต่อากาศต้องบอกว่าหนักจริง ปีที่แล้วอุณหภูมิลดไปถึงประมาณ -36 องศา ปีนี้ -44 องศา แต่ทางมหาวิทยาลัยมีมาตรการรองรับ วันที่พายุหิมะก็เรียนออนไลน์จากห้องได้ ช่วงหน้าหนาวที่ทุกอย่างขาวโพลน ผมก็มีโฮมซิกบ้าง วิธีเอาตัวรอดคือดื่มน้ำหรือชาร้อนๆ แล้วก็ใช้แผ่นให้ความร้อน แปะตามตัวแล้วช่วยได้ (แนะนำให้คนไทยซื้อเตรียมไว้เลย)

Q: แต่แอบเห็นใน IG ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่อเมริกา?

ผมมาแลกเปลี่ยนที่จีนครับ! 5555 ที่นี่จะมีโอกาสให้เราแลกเปลี่ยนได้ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ จะมี MOU กับมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย (มีประเทศไทยด้วย) ส่วนผมเลือกมาแลกเปลี่ยนที่จีนเพราะสนใจภาษา อยู่ใกล้บ้าน และยังพาคุณแม่มาเที่ยวได้ด้วย

ตอนนี้ผมมาอยู่จีนได้ประมาณ 5 เดือน กำลังจะกลับแล้ว ผมเคยไปทั้งเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และทันสมัยมาก เป็นประเทศที่ออกแบบเมืองให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี รถในเมืองเป็นรถไฟฟ้าเกือบทั้งหมด เวลาเดินรู้สึกเลยว่าฝุ่นน้อยจริงๆ

**ความคิดเห็นส่วนตัว** ฟีลใกล้กับฮ่องกงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงๆ แต่สิ่งที่ต่างคือผู้คนและไลฟ์สไตล์ ผมว่าฮ่องกงคนจริงจัง ทุกอย่างเร่งรีบมาก (คนไทยอาจช็อกกับ service-minded ได้นะ) ในขณะที่จีนคนจะเฟรนด์ลี่และต้อนรับต่างชาติมากกว่าครับ

. . . . . . . .

บทส่งท้าย
ถึงน้องๆ ที่ยังไม่กล้าฝัน

ถ้าวันนั้นผมไม่บังเอิญเปิดเจอเว็บ Dek-D ไม่พยายามเสิร์ชหาข้อมูลใน Google ไปจนถึงหน้าสิบแล้วเจอทุน UWC หรือไม่เชื่อในตัวเอง ผมก็คงนึกไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตจะพามาถึงจุดที่มีความสุขและเชื่อในตัวเองได้เท่าวันนี้ไหม

ผมอยากบอกน้องๆ ว่าอย่ากลัวการเริ่มจากศูนย์ การที่ต้นทุนน้อยไม่ได้แปลว่าเราไปไม่ถึงความฝัน มีหลายครั้งที่ผมนั่งคิดเงียบๆ ว่าตัวเองเดินมาไกลกว่าที่เคยคิดไว้มาก จากเด็กที่ไม่เข้าใจระบบการสมัครเรียนต่างประเทศ และเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าพูดในห้องเรียน

เมื่อมองย้อนกลับไป UWC คือความสำเร็จที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตผม ทุนนี้ให้อะไรมากกว่าการศึกษา ที่นี่เปิดโลก เปิดโอกาส และวางรากฐานให้ชีวิตเดินต่อได้อย่างมั่นคง ผมเลยอยากเป็นกระบอกเสียงให้ UWC ผ่านการทำ YouTube และ TikTok เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กที่มีแพสชันแต่ยังขาดโอกาส ได้เห็นว่าความฝันไปถึงได้จริง

ทุกวันนี้ผมยังมองตัวเองเป็นเด็กใต้คนเดิม แต่เป็นเวอร์ชันที่เข้าใจแล้วว่าพื้นเพของเราไม่ใช่ข้อจำกัดของชีวิต ความผิดพลาดที่เคยเจอไม่ได้ดึงให้ถอยหลัง แต่กลายเป็นบทเรียนที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ผมเติบโตและแข็งแรงขึ้นจนทุกวันนี้ครับ

. . . . . . . .


สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D" 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น