ไปเติบโตที่ไต้หวัน! ‘ตั้งโอ๋’ จากเด็กศิลป์-จีนสู่ป.ตรีคณะอินเตอร์ที่ NCCU มองสังคมผ่านเลนส์ Sustainability & Data Analytics

“เราเป็นเด็กศิลป์ภาษาจีนที่ไม่ถนัดเลข ไม่เคยเขียนโค้ด และตอน ม.ปลาย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากเรียนอะไร”

ถ้าประโยคนี้ตรงกับความรู้สึกของน้องๆ Dek-D ที่กำลังเปิดอ่านหน้านี้อยู่ อย่าเพิ่งรีบถอดใจนะคะ เพราะนั่นอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการไปเจอสิ่งที่ใช่ในอนาคต เหมือนกับเส้นทางของ “พี่ตั้งโอ๋ – ณัชชา ใจบำรุง” รุ่นพี่ปี 4 จากคณะ International College of Innovation (ICI) มหาวิทยาลัยอย่าง National Chengchi University (NCCU, 國立政治大學) ของไต้หวัน ซึ่งเธอเลือกฉีกกรอบเดิมๆ ของเด็กสายศิลป์ มาเจาะลึกด้าน Sustainability & Society ควบคู่กับ Data Analytics

จากเด็กโรงเรียนไทยแท้ๆ ที่ไม่ถนัดคณิตและเขียนโค้ดไม่เป็น สู่การเทรนเป็ดที่แข็งแกร่งในต่างแดน เรื่องราวการเติบโตของเธอจะเป็นอย่างไร ตามไปคุยกันเลยค่ะ!

. . . . . . . .

เป็นเด็กศิลป์-จีน ไม่เคยเขียนโค้ด
ไม่สนิทกับวิชาคณิต

ย้อนกลับไปตอน ม.ปลาย เราคือเด็กสายศิลป์ที่เครียดมากกก คือเรารู้แค่ว่าชอบภาษาจีน อยากไปใช้ชีวิตต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเรียนคณะอะไร แพลนเดิมคือจะไปแลกเปลี่ยนที่จีน แต่เจอโควิด-19 สกัดดาวรุ่ง เลยต้องพับโครงการไป เรียนออนไลน์อยู่ไทยเหงาๆ ภาษาจีนก็ไม่ได้ฝึกเต็มที่

พอจะขึ้น ป.ตรี เราเลยมองหาที่ใหม่ โจทย์คือสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก ปลอดภัย และเดินทางสะดวก หวยเลยมาออกที่ “ไต้หวัน” ค่ะ แล้วก็มาเจอคณะ ICI ที่เป็นคณะอินเตอร์หนึ่งเดียวของ NCCU

ปกติที่ NCCU จะเด่นสายสังคม นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการทูต เรามารู้จักมหาลัยเพราะเค้ามีเพจ  NCCU Online Office for Thailand ให้เราหาอ่านรีวิวจากรุ่นพี่หลายคณะ ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลและคุ้นเคยกับภาพบรรยากาศการเรียนและการใช้ชีวิตที่นี่ก่อน

สรุปภาพรวมคณะที่เรียน

ICI เป็นคณะอินเตอร์แบบ Interdisciplinary ที่เน้นการเรียนข้ามศาสตร์ ไม่ได้บังคับให้โฟกัสทางใดทางหนึ่งตั้งแต่ต้น เราจะได้เรียนพื้นฐานที่หลากหลาย ทั้ง Economics, Statistics, Global Studies ไปจนถึง Programming เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ทดลองค้นหาความถนัดของตัวเอง

ข้อดีคือมีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกเยอะ แต่ช่วงแรกอาจจะรู้สึกเคว้ง เพราะวิชาดูหลากหลายจนอาจจะยังหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้ แต่เรียนไปสักพักจะเริ่มมองออกว่าแต่ละศาสตร์ส่งเสริมกันยังไงบ้าง

โครงสร้างหลักสูตรและวิชาที่เลือก

หลักสูตรประกอบด้วยวิชาบังคับ วิชาเลือกตามสาย (Track) และวิชาเลือกเสรีที่ลงข้ามคณะได้ สำหรับเราเลือกโฟกัส 2 ด้านคือ Data Analytics เพื่อเก็บ Hard Skill ที่นำไปต่อยอดอาชีพได้กว้าง และ Sustainability & Society เพื่อทำความเข้าใจประเด็นสังคมที่อยู่ใกล้ตัว การเรียนควบคู่กันช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างและเป็นระบบมากขึ้น (หมายเหตุ: ตอนจบการศึกษา จะต้องเลือกชื่อ Track หลักเพียงสายเดียวในปริญญา)

รูปแบบการเรียนและบรรยากาศ

การเรียนที่นี่เน้น Project-based Learning ที่แทบไม่มีการสอบ แต่เน้นการลงมือทำจริงผ่านงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนหลากเชื้อชาติ (เช่น ไต้หวันและโซนอื่นๆ) ทำให้เราได้ฝึกทั้งการสื่อสารและการทำงานร่วมกับคนที่มีวิธีคิดต่างกัน ในขณะที่บรรยากาศในคลาสมีความเป็นสากลและแอคทีฟมากๆ หลายวิชาเน้นการ Discussion ที่เราต้องเตรียมตัวอ่านเนื้อหามาก่อนเพื่อมาแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะเพื่อนต่างชาติที่มักจะกล้าตั้งคำถามและถกเถียงกับอาจารย์อย่างตรงไปตรงมาค่ะ

แต่พอภาพรวมสวยๆ เหล่านี้ต้องมาเจอกับความเป็นจริงในปีแรก ชีวิตเด็กอินเตอร์ของเราก็ไม่ได้ราบรื่นที่คิดไว้นะ!

. . . . . . . .

เปิดมาช่วงแรกเหมือนพายุเข้า
ทุกอย่างถาโถมจนตั้งตัวไม่ทัน!

ตัดภาพมาปีแรกที่ NCCU เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดสำหรับเรา เพราะใหม่หมดทั้งเรื่องภาษา เนื้อหา ระบบการเรียน สิ่งแวดล้อม เพื่อนใหม่ หอพัก และการใช้ชีวิต

อย่างแรกเลยนะคะ เราเรียนโรงเรียนไทยมาตลอด พอมาที่นี่เจอภาษาอังกฤษ 100% ทั้งฟังเลกเชอร์ อ่านบทความ ทำโปรเจกต์ และพรีเซนต์ อาจารย์บางท่านติดสำเนียงไต้หวันเยอะมากจนช่วงแรกเราฟังแทบไม่ออก ต้องอ่านสไลด์กับเอกสารทบทวนเยอะๆ ส่วนชีวิตนอกมหาลัย ถ้าภาษาจีนยังไม่แข็งก็จะยากหน่อย

และที่หนักสุด แจกพ็อตแตก ติดโควิดตั้งแต่สัปดาห์แรก! เราต้องแยกมากักตัวคนเดียวทันทีและเรียนออนไลน์ทั้งหมดโดยที่ยังไม่เคยเจอเพื่อนเลย เจอหลายความรู้สึกทั้งเครียด กลัว เคว้งคว้าง เหมือนตัวเองจะตามเพื่อนไม่ทัน ร้องไห้บ่อยมากกค่ะ แต่ผ่านมาได้เพราะระบบดูแลนักศึกษาของมหาวิทยาลัยดี มีประกันสุขภาพ (ตอนไม่สบาย Video Call กับแพทย์ได้)

แล้วในคณะยังมีเพื่อนคนไทย 10+ คน ช่วยกันติว อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ให้กำลังใจกันไปมา ส่วนเพื่อนสนิทต่างชาติก็ cheer up ให้กล้าพูดแบบไม่กลัวผิด ทำให้ทั้งภาษาอังกฤษและจีนดีขึ้นมากๆ

พอกลับมาเรียน On-site ได้ ก็เริ่มจับทางถูก ถึงจะมีวิชาที่เด็กศิลป์อย่างเราแพ้ทางบ้าง แต่วิชาใหม่ๆ เขาก็ปูพื้นฐานให้ตั้งแต่ต้น ทำให้เราค่อยๆ สนุกกับการเรียน และเริ่มรู้ว่าตัวเองสนใจด้านไหนค่ะ

 

. . . . . . . .

เจาะลึกการเรียน ICI ที่ NCCU
Sustain x Data เข้ากันยังไง!?

มาดูตัวอย่างวิชาเรียนกัน

ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่า โครงสร้างการเรียนของ ICI จะมีวิชาพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียนร่วมกัน เช่น Economics, Statistics, Global Studies และ Programming หลังจากนั้นถึงจะเลือก Track ที่สนใจ ซึ่งเราก็เลือก 2 ด้านคือ Sustainability & Society และ Data Analytics ค่ะ

Track 1: Sustainability & Society (SS)
เรียนเพื่อเข้าใจ “คน” และสังคม

Track นี้จะเรียนเกี่ยวกับปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และคน วิชาที่ชอบมากคือ Human Geography กับ Anthropology ที่ต้องลงพื้นที่จริง ไปนั่งสังเกตคนตามสถานที่จริง (เช่น สวนสาธารณะ) ดูพฤติกรรมคนต่างวัย แล้วนำมาวิเคราะห์ กระบวนการเรียนแบบนี้ช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่าพื้นที่มีผลต่อชีวิตคนอย่างไร และทำให้ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เช่น ทำไมบางพื้นที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ในขณะที่บางพื้นที่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำ หรือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

อีกวิชาหนึ่งคือ Global Issues in Asia ที่ช่วยให้เห็นปัญหาร่วมของประเทศในเอเชีย ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม แต่แต่ละพื้นที่กลับเลือกวิธีรับมือไม่เหมือนกัน ทำให้เราเข้าใจว่าปัญหาเดียวกันอาจต้องใช้วิธีคิดที่ต่างออกไป

ถ้าเป็นฝั่ง Sustainability & Society  จะได้ออกไปทำ Fieldwork บ่อยๆ เช่น ลงพื้นที่สัมภาษณ์หรือสังเกตพฤติกรรมของคนจริง แล้วนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ บางวิชาจะจบด้วยการจัด Exhibition เปิดให้คนในมหาวิทยาลัยเข้ามาดูผลงาน ซึ่งเป็นโอกาสให้เราได้เล่าเรื่องจากข้อมูลและประสบการณ์ด้วยภาษาของตัวเอง

Track 2: Data Analytics (DA)
ใช้ข้อมูลช่วยเข้าใจปัญหาให้เป็นระบบ

Track นี้จะโฟกัสเรื่องการใช้ Data เป็นเครื่องมือ ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การเขียนโค้ด ไปจนถึงการวิเคราะห์และนำเสนอผลลัพธ์ เราได้เรียนทั้ง R และ Python ซึ่งหลายวิชาเริ่มสอนจากพื้นฐาน ทำให้เด็กศิลป์ที่ไม่ถนัดคณิตหรือไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อนก็เรียนไหว สิ่งสำคัญคือกล้าลอง กล้าถาม อาจจะช้ากว่าคนที่มีพื้นฐานมาก่อนบ้าง แต่ก็สามารถค่อยๆ ตามทันได้ค่ะ

หนึ่งในวิชาที่เห็นภาพชัดมากคือ Big Data for Social Analysis ที่ให้เราเลือกประเด็นสังคมที่สนใจ แล้วไปหา Data จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์สาธารณะ หรือการเก็บข้อมูลเอง จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ดูตัวเลข กราฟ และแพตเทิร์น เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหานั้นมีลักษณะอย่างไร ไม่ได้เน้นหาคำตอบสวยๆ แต่เน้นเข้าใจปัญหาให้ชัดก่อน

อีกวิชาหนึ่งคือ Data Science ที่ใช้ Python เป็นหลัก ตั้งแต่การเก็บข้อมูล เขียนโค้ด วิเคราะห์ ไปจนถึงการสรุปผลทั้งหมดด้วยตัวเอง รวมถึงวิชาที่นำ Data ไปใช้กับบริบทอื่นๆ เช่น Data Analysis for Social Media ซึ่งช่วยให้เห็นว่าข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและสังคมรอบตัวได้จริง

นอกจากนี้ยังมีวิชาอย่าง Design Thinking และ Innovation Management ที่ช่วยฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ มองปัญหาเป็นขั้นตอน เข้าใจปัจจัยที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้น ก่อนจะคิดหาวิธีแก้ให้สอดคล้องกับบริบทจริง

การเรียนใน Track นี้จะทำโปรเจกต์ค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่เลือกหัวข้อ เก็บ Data เอง เขียนโค้ด วิเคราะห์ ไปจนถึงทำ Visualization เพื่อเล่าเรื่องจากข้อมูล ได้ฝึกทั้งทักษะทางเทคนิคและวิธีคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้นค่ะ ซึ่งถามว่ายากไหม สำหรับเราเป็นเรื่องใหม่ก็จริง แต่เค้าสอนให้เราตามทัน และเห็นภาพว่า Data ว่าสามารถยืนยันหรืออธิบายข้อสงสัยที่เรามีต่อประเด็นสังคมได้แบบมีหลักฐานรองรับ

ดูเหมือนคนละขั้ว แต่ลงตัวสุดๆ เลยล่ะ

ถ้าเป็นฝั่ง Sustainability & Society (SS) จะเริ่มจาก "คน" เป็นหลัก ทำความเข้าใจว่าปัญหาเกิดขึ้นได้ยังไง เกิดกับใคร และคนใช้ชีวิตอยู่กับปัญหานั้นแบบไหน ทั้งในมิติโครงสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม และพื้นที่ รวมถึงดูว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนอย่างไร

ในขณะที่ฝั่ง Data Analytics (DA) จะพาไปมองปัญหาเดียวกันผ่านข้อมูล เราเก็บ Data มาวิเคราะห์ ดูตัวเลขและแพตเทิร์นเพื่อให้มองเห็นว่าปัญหานั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหน เกิดซ้ำในจุดไหน และมีแนวโน้มไปในทิศทางใดบ้าง

สรุปคือฝั่ง Sustain ทำให้เรา “เอ๊ะ” ตั้งคำถามกับประเด็นสังคม และเห็นผลกระทบต่อชีวิตคนจริงๆ ส่วนฝั่ง Data ช่วยให้เรา “อ๋อ” เพราะมีหลักฐานเชิงข้อมูลมายืนยันว่าปัญหานั้นจริงแค่ไหน เป็นต้น

พอได้เรียนควบกัน เราจะไม่มองปัญหาแค่จากความรู้สึกหรือจากตัวเลขอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วรีบกระโดดไปหา solution แต่เริ่มจากการเข้าใจปัญหาให้รอบด้านก่อน วิธีคิดแบบนี้ช่วยหล่อหลอมให้เรามองโลกกว้างขึ้น และมีเหตุผลมารองรับมากขึ้น

 

. . . . . . . .

สกิลภาษาจีนอัปนอกคลาส
จากงานพาร์ตไทม์ & ชมรม

งานพาร์ตไทม์ ท้าทายแต่ได้อะไรเยอะมาก

เคยทำมาหมดทั้งร้านหม้อไฟ ร้านพิซซ่า สอนภาษา เจอลูกค้าหลากหลาย บางวันเหนื่อย บางวันก็มีสถานการณ์ที่รับมือยาก แต่สกิลภาษาจีนกับการเอาตัวรอดพุ่งสุดๆ

จากเมมเบอร์สู่ประธานชมรม

แนะนำให้ join club มหาวิทยาลัยค่ะ มีให้เลือกเยอะเลย อย่างเราเองก็เข้าไปเป็น Manager ชมรมฟุตบอล ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนไต้หวัน เลยได้ใช้ภาษาจีนตลอด

พอปี 3 เราสมัครเข้าชมรม NCCU International Association เริ่มจากการเป็นสมาชิก ทำงานฝ่าย Event Planning ช่วยคิดกิจกรรม วางแผน และดูรายละเอียดเบื้องหลังต่างๆ พอจบปีนั้น ประธานรุ่นก่อนก็เลือกเราให้มารับไม้ต่อเป็นประธานชมรม ซึ่งสเกลงานเราใหญ่ขึ้นหลายเท่า ต้องดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกิจกรรม การประสานงานทีม Content และ Marketing งานเอกสาร การติดต่อ supplier ไปจนถึงการกระจายงานให้ทีมทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

มาถึงก็เจิมด้วยงาน IKEA Trip 2025 ถึงจะเป็นงานเล็กแต่ดีเทลล์แน่น เป็นครั้งแรกที่ได้คุมงานเอง ตั้งแต่การเตรียมตัวกับทีมตั้งแต่อยู่ไทย ต้องประชุมออนไลน์ทั้งหมด วางแผนกันล่วงหน้า แต่สุดท้ายงานก็ออกมาดีกว่าที่คิด ทุกคน enjoy กับกิจกรรม ก็เลยรู้สึกภูมิใจกับงานนี้มากๆ

หรืออย่างโปรเจ็กต์งาน Halloween จัดใหญ่รูปแบบ on-site ต้องดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งอาหาร เกม และการคอลแลปกับชมรมอื่น ตอนแรกเครียด แต่พอถึงวันจริง ทุกอย่างผ่านไปได้ดี อาหารหมด งานจบด้วยรอยยิ้ม ทำให้รู้สึกใจฟูสุดๆ อีกเหมือนกันค่ะ!

ในชมรมจะมีสมาชิกจากหลายประเทศ ทั้งนักศึกษาป.ตรี-โท และมีทั้งคนต่างวัยต่างวัฒนธรรม ทำให้ต้องปรับวิธีสื่อสารด้วย อย่างบางครั้งเราจะเกรงใจเวลามอบหมายงานให้พี่ๆ ป.โท แต่จริงๆ คือทุกคนน่ารักมาก คอยช่วยไกด์และให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานด้วยค่ะ

ถ้าใครสนใจชมรม NCCU International Association จะเปิดรับสมาชิกทุกปีทาง Instagram และให้กรอก Google Form อยากชวนรุ่นน้องมาสมัครกันนะคะ~

. . . . . . .

รีวิวชีวิตรอบรั้ว NCCU & ย่าน "มู่จ้า"
ฉบับเรียลๆ ไม่ขายฝัน สไตล์เด็กถิ่น!

ใครที่คิดภาพว่ามาเรียนไต้หวันต้องอยู่กลางตึกสูง แสงสีเสียงจัดเต็ม ขอให้เบรกความคิดนั้นไว้ก่อน! เพราะชีวิตที่ NCCU (ย่าน Muzha) ให้ฟีลต่างจากเมืองใหญ่พอสมควร แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเองนะคะ

1. บรรยากาศ: มหาวิทยาลัยกลางหุบเขา

  • NCCU ตั้งอยู่บนเขาและติดแม่น้ำค่ะ ความพีคคือพื้นที่สีเขียวเยอะมากกก (ก.ไก่ล้านตัว) ถ้าสายธรรมชาติคือโดนตกแน่ หลังเลิกเรียนแค่มาเดินเล่นริมน้ำ หรือวิ่งออกกำลังกายรอบมหาลัย ก็รู้สึกเหมือนได้ฮีลใจ
  • ย่าน Slow Life เงียบสงบไม่วุ่นวาย ถ้าใครชอบใช้ชีวิตไม่เร่งรีบ อยากโฟกัสกับตัวเองหรือการเรียน ที่นี่คือตอบโจทย์มาก

2. การเดินทาง: บัตรเดียวเปรี้ยวทั่วเมือง

เรื่องนี้ยกนิ้วให้ไต้หวันเลย สะดวกและเชื่อมต่อกันดีมากค่ะ ตั้งแต่

  • Easy Card ใบเดียวจบ ใช้แตะขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า (MRT) จ่ายเงินร้านสะดวกซื้อก็ได้หมด ที่สำคัญคือมีส่วนลดนักศึกษาด้วยนะ
  • App แม่นเป๊ะ เช็กเวลารถเมล์ผ่านแอปได้เลย ตรงเวลามาก ทำให้เรากะเวลาตื่นนอนหรือออกจากหอได้เป๊ะๆ ไม่ต้องไปยืนรอเก้อ
  • YouBike (微笑單車) ใครชอบปั่นจักรยานจะฟินมาก ทางดี ปลอดภัย ปั่นไปเรียนหรือปั่นไปหาของกินก็ชิล

3. ปากท้อง & ค่าครองชีพ

  • ค่าครองชีพถือว่ากลางๆ  ไม่ถูกเท่าเหมือนไทยแต่ก็ไม่แพงจนอยู่ไม่ได้
  • Survival Food: อาหารแถวมหาลัยราคานักศึกษา ถ้ากินง่ายๆ ก็ประหยัดได้เยอะ รสชาติอาจไม่ได้ถูกปากทุกมื้อ (ต้องสุ่มร้านเอา 555) แต่สิ่งที่ต้องอวยยศคือหม้อไฟค่ะ ของจริง อร่อย คุ้ม อิ่มจุก เป็นเดอะแบกในวันที่หิวโซ // แนะนำร้าน 12hotpot ประมาณคนละ 250 บาท รับประกันว่าอร่อยและอิ่มแน่นอนโดยเฉพาะซุปน้ำดำ สาขาเยอะมาก
  • Cafe Culture: คาเฟ่แถวนี้จะไม่ใช่สาย Glam ถ่ายรูปสวยๆ แต่จะเป็นแนว Cozy นั่งทำงาน อ่านหนังสือ เปิดเพลงเบาๆ สั่งกาแฟแก้วหนึ่งนั่งยาวได้เลย
  • มาทีนี่ต้องลองชานมไข่มุก แล้วเราก็ชอบชาอู่หลงของที่นี่ค่ะ หอมและเข้ม ดื่มบ่าย ตาสว่างยันเช้าไปเลยค่าา (เตือนแล้วนะคะ 5555)

4. สิ่งที่ต้อง "ปรับตัว" (Note ไว้ตัวโตๆ)

  • ร้านอาหารย่านมู่จ้ามักจะปิดพักช่วงบ่าย (ประมาณ 14.00-17.00 น.) ใครตื่นสายหรือลืมกินข้าวเที่ยง ระวังไส้กิ่วนะคะ ต้องวางแผนการกินดีๆ
  • ฝนตกบ่อยไปไหน ตกบ่อยและเอาแน่เอานอนไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าหนาวที่นี่จะเย็นและชื้นเข้ากระดูก บางวันฟ้าครึ้มทั้งวันอาจทำให้รู้สึกหม่นๆ (Seasonal Affective) ได้ ต้องหมั่นดูแลใจตัวเองดีๆ นะคะ
  • ขอเตือนระดับสีแดงว่ายุงที่นี่จิ๋วแต่แจ๋ว (โดยเฉพาะเจ้าตัวริ้นดำเล็กๆ) กัดเจ็บ คันนาน และทิ้งรอยดำไว้ดูต่างหน้า คนไทยแพ้กันเยอะมาก แนะนำให้ซื้อ “ยากันยุงของไต้หวัน” พกติดตัวไว้ตลอด อย่าประมาทเด็ดขาด!

5. ความปลอดภัย & ความใจดี

  • วางแล็ปท็อปจองโต๊ะไว้เข้าห้องน้ำได้สบายใจ ของมีค่าไม่ค่อยหาย แต่สิ่งที่หายบ่อยจนต้องทำใจคือ "ร่ม" ค่ะ! ถ้าร่มวางหน้าเซเว่นคือสาธารณสมบัติสุดๆ พกติดตัวไว้ดีที่สุด
  • คนไต้หวันน่ารัก โดยเฉพาะคุณลุงคุณป้าใจดีมาก ถึงเขาจะพูดอังกฤษไม่คล่อง แต่ถ้าเราเดือดร้อน เขาพยายามช่วยสุดความสามารถเลย
  • โดยรวมแล้ว ชีวิตที่นี่อาจไม่ได้หวือหวา แต่รู้สึกสะดวกและปลอดภัย ทำให้ได้โฟกัสกับตัวเองเต็มที่ ค่อยๆ เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เร่งรีบค่ะ

. . . . . . .

ที่ไต้หวัน ฉันโตขึ้นจริงๆ แล้วนะ!

ตลอด 4 ปีที่นี่ให้อะไรเยอะมาก มีโอกาสได้ลองสวมหมวกหลายใบ ทั้งนักเรียนในระบบอินเตอร์, คนทำโปรเจกต์จริง, พนักงานพาร์ตไทม์, สมาชิกและประธานชมรม ทุกอย่างเกิดขึ้นในที่ที่เราต้องดูแลตัวเอง 100% จากตอนเริ่มต้นที่ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบอะไร ทุกวันนี้เราอาจจะยังหาคำตอบได้ไม่ครบทุกอย่างก็จริง แต่เรารู้จักตัวเองดีขึ้นว่าตัวเองถนัดมองปัญหาแบบไหน ชอบการทำงานยังไง และอยากพาตัวเองก้าวไปทางไหนต่อ

สุดท้ายนี้ ก็ต้องบอกว่าไต้หวันและคณะ ICI อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนก็ได้ ถ้าน้องๆ ชอบความหวือหวา แสงสีเสียงจัดเต็ม หรือชีวิตที่ต้องคึกคักตลอด 24 ชั่วโมง ที่นี่อาจจะดูเงียบเหงาไปหน่อย แต่ถ้าอยากค่อยๆ เติบโต อยากมีพื้นที่ปลอดภัยให้ลองผิดลองถูก เราคิดว่าไต้หวันและ ICI เป็นพื้นที่ที่ใจดีกับคนแบบนั้นมากๆ ค่ะ

. . . . . . . .


สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D" 

พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น