Konnichiwa (こんにちは) มีชาว Dek-D อยู่ทีมญี่ปุ่นเยอะมั้ยนะ ~
วันนี้เราจะขอพาข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งมุมของการเติบโตในรั้วมหาวิทยาลัยอินเตอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ความหลากหลาย” ระดับท็อปของญี่ปุ่น อย่าง Ritsumeikan Asia Pacific University (APU) ณ เมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ เมืองเล็กๆ ริมทะเลที่โด่งดังเรื่องออนเซ็น และเป็นฉากหลังของภาพการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการเติบโตของนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก
สำหรับรุ่นพี่คนไทยที่ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังแบบเรียลๆ “พี่แบม – ณัฐกฤตา วัฒนาดิลกกุล” นักศึกษาปี 4 คณะ College of International Management (APM) รุ่นปี 2022-2026 นักเรียนทุน Tuition Reduction Scholarship ของ APU และเคยเป็นประธานนักเรียนไทยใน APU ด้วย
จากเด็กไทยที่หลงรักภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมตั้งแต่มัธยม สู่การเลือกเส้นทางที่ได้ไปสุดทั้งสายภาษาและสายบริหาร ใครอยากรู้ว่าจะเรียนยากหรือเปล่า? สังคมที่เจอเป็นยังไง? ไปฟังจากพี่แบมกันเลยค่าา

Note: เตรียมพบ "พี่แบม" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่แบมได้วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .
Chapter 1
จุดเริ่มต้นของความรัก (ญี่ปุ่น)
สวัสดีค่า ชื่อ “แบม” นะคะ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่คณะ College of International Management (APM) มหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific University (APU) รุ่นปี 2022–2026 ค่ะ
ถ้าให้เล่าถึงตัวเองแบบสั้นๆ ย้อนกลับไปตอนมัธยม แบมเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ด้วยความที่อินญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก เคยไปเที่ยวแล้วรู้สึกว่าประเทศนี้น่ารัก ภาษาก็น่ารักเหมือนกัน แต่พอมาเรียนจริงๆ ไม่ง่ายเลยนะคะ 5555 คันจิเยอะมาก ไวยากรณ์ก็คนละเรื่องกับไทยและอังกฤษที่เราเคยชินมาตลอด ต้องอาศัยการท่องจำเยอะด้วย (ใครพอรู้จีนมาบ้างอาจจะรอดตัวไปนิดนึง)
ทำไมต้อง APU?
ถึงจะชอบภาษาญี่ปุ่น แต่ที่บ้านแบมทำงานสายธุรกิจกันเยอะ ก็เลยมองหาคณะที่ไม่ต้องบังคับให้เลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อยากไปให้สุดทั้งสองทาง สรุปก็มาลงตัวที่ APU คณะ APM (International Management) ค่ะ ตอบโจทย์มาก เพราะเรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ในขณะเดียวกันก็สามารถเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วยได้ตลอด สภาพแวดล้อมก็เอื้อให้ฝึกเต็มที่ จากสกิล N5 ตอนนี้ขยับมาแตะ N2 แล้วค่ะ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกที่นี่คือทุนการศึกษา ที่ APU มี Tuition Reduction Scholarship ช่วยลดค่าเล่าเรียนให้นักศึกษาต่างชาติ ตั้งแต่ 30%, 50%, 65%, 80% ไปจนถึง 100% กรณีของแบมยื่นสมัครด้วยเกรด GPA 3.9x / IELTS 6.5 และได้รับทุนส่วนลดค่าเรียน 65% ช่วยประหยัดไปได้เยอะมาก เงื่อนไขคือต้องตั้งใจเรียนและรักษาเกรดให้ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ทุนก็จะต่อเนื่องไปจนจบ
ตอนส่งใบสมัครมีให้เขียน Short Essay แบมเจอทั้งหมด 4 คำถาม ข้อละประมาณ 200 words ซึ่งยิ่งจำกัดคำ ยิ่งยาก ต้องพยายามดึง key point ให้กรรมการเห็นจุดยืนของเราให้ชัด วางโครงให้ดี และไม่ต้องเวิ่นเว้อ และหลังผ่านรอบ essay จะได้สัมภาษณ์ออนไลน์กับเจ้าหน้าที่จาก Student Office ของมหาวิทยาลัย และมีกรรมการสังเกตการณ์ คำถามส่วนใหญ่มาจากเรียงความที่ส่งไป แนะนำให้เป็นตัวเอง ไม่ต้องเกร็งค่ะ
Tips:
- แบมสังเกตว่าที่ญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับการมองเป้าหมายระยะยาว ควรเตรียมคิดไว้ล่วงหน้าว่าเราเห็นภาพตัวเองในอนาคตยังไง อยากทำงานสายไหน เป้าหมายคืออะไร และทำไมการมาเรียนที่ APU ถึงสอดคล้องกับเป้าหมายนั้น
- ที่อยากแนะนำมากๆ ก็คือทุกคนจะ shine ที่สุดตอนที่ได้เป็นตัวเอง ไม่ต้องเกร็ง และไม่จำเป็นต้องยึดคำตอบหรือสไตล์ของคนอื่นจนเสียความเป็นตัวเราค่ะ
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Tuition Reduction Scholarship (APU)
- เป็นทุนของมหาวิทยาลัย APU สำหรับนักศึกษาต่างชาติ สมัครพร้อมกับการสมัครเข้าเรียน ผ่านระบบออนไลน์ของ APU (ไม่มีใบสมัครทุนส่งแยก)
- ทุนเป็นรูปแบบ ลดค่าเล่าเรียนตามระดับ (%) มีหลายระดับคือ 30% / 50% / 65% / 80% / 100% ผลการพิจารณาทุนจะประกาศพร้อมกับผลการสมัครเข้าเรียน
- เมื่อได้รับทุนแล้ว ต้องรักษาเกรดตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย เพื่อคงสิทธิ์ทุนต่อเนื่อง
- หมายเหตุ: รายละเอียดและเงื่อนไขอาจมีการปรับเปลี่ยนในแต่ละปี แนะนำตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของ APU

. . . . . . . .
Chapter 2
ชีวิตบทใหม่ในประเทศญี่ปุ่น
มาครั้งนี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแล้วนะ !
วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่น (ช่วงเปิดประเทศหลังโควิดใหม่ๆ) ยอมรับว่า Culture Shock เบาๆ ค่ะ เพราะนอกรั้วมหาวิทยาลัยแทบไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ ทุกอย่างต้องทำเองหมด ทั้งติดต่อราชการ ซื้อของ หรือทิ้งขยะ และเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน เหมือนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่ข้อดีคือเมืองเบปปุ (Beppu) เป็นเมืองที่คนท้องถิ่นใจดีและคุ้นเคยกับนักศึกษาต่างชาติ ทำให้การปรับตัวไม่ยากอย่างที่คิด
แล้วบอกเลยว่าคนไทยมาเรียนที่นี่ไม่ต้องกลัวเหงา รุ่นของแบม (รวมปี 1-4) มีนักศึกษาไทยประมาณ 200 คน ถือว่าเยอะและอบอุ่นมาก ถ้าใครยังกังวลเรื่อง comfort zone สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยนี้น่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย เวลาคิดถึงบ้านหรือต้องการคำปรึกษาค่ะ



. . . . . . . .
Chapter 3
เปิดประตูสู่ห้องเรียนนานาชาติ
(APM Classroom)
Diversity is Key
เพื่อนในห้องมาจากทั่วโลกเลยค่ะ อย่างรุ่นแบมมีเพื่อนจากมองโกเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฝรั่งเศส อเมริกา แอฟริกา ฯลฯ ความหลากหลายสูงมาก เวลาทำงานกลุ่มทีคือบันเทิง ความเห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกคน open-minded และช่วยกันหาทางออก ซึ่งตรงนี้ช่วยฝึกทักษะการสื่อสารได้เยอะมากกก
ที่สำคัญคือแม้จะเรียนแบบ lecture-based แต่ไม่ใช่การนั่งฟังอาจารย์พูดฝ่ายเดียว ในหนึ่งคาบจะมีช่วงให้ถาม-ตอบ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ตลอด ยิ่งบางครั้งเพื่อนในห้องก็ถามในสิ่งที่เรากำลังสงสัยพอดี เหมือนได้เรียนไปพร้อมกันแบบสมูทๆ ค่ะ
เรียนอะไรบ้าง? (รีวิววิชาแบบย่อๆ)
ช่วงปีแรกๆ การเรียนจะเน้นปูพื้นฐานด้าน Business เป็นหลัก เช่น Accounting, Marketing, Management และ Statistics (ยกตัวอย่างนะคะ) รูปแบบการเรียนส่วนใหญ่เป็นเลกเชอร์ ผสมกับการพรีเซนต์และการสอบ ถึงจะคิดว่าตัวเองชอบสายนี้อยู่แล้ว แต่พอเรียนจริงก็มีหลายวิชาที่สนุกและน่าสนใจกว่าที่คิด
ขณะเดียวกันก็มีบางวิชาที่ต้องจำเยอะและมีการคำนวณค่อนข้างหนัก แต่ยังอยู่ในระดับที่รับไหว ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น บางวิชาก็เรียนเพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่ทาง แล้วก็ผ่านไปค่ะ 555

วิชาที่ช่วยพัฒนาตัวเองชัดมากคือ Business Case เพราะกดดันจริง มีเคสให้ทำแทบทุกสัปดาห์ ต้องสลับกันพรีเซนต์และ pitch อยู่ตลอด กลุ่มทำงานจะถูกสุ่ม ทำให้ต้องปรับตัวตลอดเวลา บรรยากาศค่อนข้างใกล้โลกธุรกิจจริง เหนื่อยและเครียดพอสมควร แต่ได้ฝึกคิดและทำงานเป็นทีมแบบจริงจัง
อีกวิชาที่ประทับใจมากคือ Special Lecture: Japanese Studies การบ้านคือดูหนังทุกสัปดาห์ แล้วตอบคำถามและนำเสนอรีพอร์ต หนังบางเรื่องเป็นยุค 1950s แบบขาวดำ และที่พีคคือสอนโดยอาจารย์อเมริกัน บางคลาสเรียนแบบออนไลน์เพราะอาจารย์อยู่คนละ timezone แต่กลับช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ลึกขึ้น ทั้งวิธีคิดของตัวละคร บริบทสังคม และประวัติศาสตร์ที่แทรกอยู่ในหนัง
สาย Japanese vibe ก็มีวิชาอย่าง Tea Ceremony และ Flower Arrangement ซึ่งฮอตมากจนแบมกดไม่เคยทันตลอดสี่ปี เท่าที่ฟังจากเพื่อน คลาสชงชาจะสอนตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าห้อง การนั่ง ไปจนถึงการจับถ้วย เป็นประสบการณ์ที่ยูนีคมาก
นอกจากวิชาเสรีแล้ว วิชาบังคับเลือกหลายวิชาก็ฮอตเพราะอาจารย์เหมือนกัน ถ้าอาจารย์สอนดี คนจะตามไปลงเยอะ ส่วนตัวแบมประทับใจวิชา Marketing Research และ International Marketing มาก อาจารย์ไม่แจกสไลด์ ต้องจดในคาบ แต่ช่วยให้โฟกัสกับการเรียนได้ดี สอนเป็นขั้นตอน และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นโดยไม่ตัดสิน จนแม้แต่คนที่ออกแนว introvert อย่างเพื่อนๆ ของแบมบางคนก็รู้สึกยังอยากแชร์ในคลาส และในหลายๆ วิชายังมีคะแนน participation ทำให้อาจารย์พยายามกระจายโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
ส่วนวิชาที่ยากแต่สนุกสำหรับแบมคือ Supply Chain Management อาจารย์เก่งและมีแพสชันมาก ตั้งแต่การวาดกราฟไปจนถึงการคำนวณระบบสต็อก การจัดการ warehouse และการรับมือกับความล่าช้า มีสอบ midterm และ final อย่างละครึ่ง สูตรเยอะ คำนวณหนัก แต่ช่วยเปิดมุมมอง ทำให้เข้าใจระบบ logistics และ supply chain ลึกขึ้นกว่าเดิม



. . . . . . . .
Chapter 4
เปิดชีวิตนักศึกษาใน APU
สีสันและคอนเน็กชันจัดเต็ม
ชมรมเยอะและจริงจังมาก
ใครสายกิจกรรมบอกเลยว่าที่นี่คือสวรรค์ ชมรมมีให้เลือกเป็นร้อยค่ะ ! ที่ดังสุดๆ คือ Yossha-Koi (ยอสซาโคอิ) ชมรมเต้นที่จริงจังระดับไปแข่งภูมิภาค แถมเป็นกิจกรรมคลายเครียดจากการเรียนด้วย แต่ส่วนตัวแบมไม่ใช่สายแดนซ์ เลยเน้นไปทางจิตอาสาแทน เช่น ชมรม Green Community ซึ่งจะจัดกิจกรรมอย่างเก็บขยะตามชายหาดและทำเรื่องรีไซเคิล เป็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตในมหาวิทยาลัยที่ได้ทำอะไรเพื่อสังคมไปพร้อมๆ กันค่ะ

พอเข้าปี 2024 แบมได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนไทย (THAICOM) ซึ่งเป็นพาร์ตที่ไม่เคยลองมาก่อนเลย 5555 พอได้มาทำจริงก็รู้สึกท้าทายมาก หน้าที่หลักคือเป็นตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ของคนไทยในมหาวิทยาลัย APU
กิจกรรมที่แบมและทีมเคยทำ เช่น พาน้องใหม่ทัวร์เมืองและแคมปัส สอนขึ้นรถเมล์ญี่ปุ่น (สำคัญมาก !), จัดงาน Welcome Party หรือออกบูธขาย “ขนมปังปิ้งราดนมข้น” ให้เพื่อนต่างชาติงงเล่น (แต่อร่อยนะ)

มีโอกาสร่วมกิจกรรม FLAG
แนะนำน้องใหม่ให้ยิ่งสนุกกับชีวิตมหาลัย ~
ที่มหาลัยจะมีชมรม FLAG (New Student Support) บทบาทหลักคือช่วยอธิบายเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ระบบการเรียน และตอบคำถามที่น้องใหม่อาจยังงงๆ ทั้งเรื่องในและนอกห้องเรียน ควบคู่กับการจัดกิจกรรม welcome events และ session แนะนำชีวิตนักศึกษา เพื่อให้น้องรู้สึกอุ่นใจและเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เร็วขึ้นค่ะ
ตอนนั้นทำงานร่วมกับเพื่อนอีกประมาณ 19 คน ได้ฝึกคิดเรื่องการออกแบบกิจกรรม การทำ guidance ให้น้องๆ จริงๆ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบงานแนวนี้มากกว่าที่คิด สุดท้ายก็ได้สกิลบริหารคนและบริหารโปรเจกต์แบบเต็มๆ ใครอยากฝึกความเป็นผู้นำ แนะนำให้ลองทำกิจกรรมดูค่ะ



Internship & Career
สำหรับ APU จะมี Career Office คอยซัปพอร์ตค่อนข้างดี มีระบบสมัครงานกับบริษัทพาร์ตเนอร์ที่เหมือน Fast Track ช่วยเพิ่มโอกาสเข้ารอบสัมภาษณ์มากขึ้น
ในแง่โอกาสของนักศึกษาต่างชาติที่จะทำงานต่อในญี่ปุ่น แบมรู้สึกว่าไม่ง่าย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการสร้างจุดแข็งของตัวเอง ทั้งเรื่องภาษา การสื่อสาร และทัศนคติในการทำงาน เพราะบริษัทจะดูว่าเราปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้แค่ไหน
ช่วงหนึ่งแบมเคยอยากทำงานที่ญี่ปุ่นมาก เลยยื่นสมัครทั้งที่ไทยและญี่ปุ่นพร้อมกัน จนมาถึงจุดที่ต้องเลือกจริงๆ ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเป้าหมายคืออะไร สุดท้ายแบมตัดสินใจกลับมาลองฝึกงานที่ไทย 2 บริษัท (รวม 4 เดือน) แล้วรู้สึกว่าชอบบรรยากาศการทำงานที่ไทย ก็เลยอยากเริ่มเส้นทางอาชีพที่นี่ก่อนค่ะ



จัด Meeting อัปเดตทุกเทอม




รีวิวชีวิตในเบปปุ
และค่าครองชีพการบริหารเงินฉบับแบม
ถ้าเรื่องค่าใช้จ่ายพอมั้ยจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกก แต่ขอแชร์เคสแบม ก็คือตอนอยู่เบบปุใช้จ่ายประมาณนี้ค่ะ
- ค่าหอพัก: ~35,000 เยน/เดือน
- ค่ากินอยู่: ~30,000 - 40,000 เยน/เดือน (ถ้าทำกินเองจะประหยัดได้อีกเยอะ!)
- จิปาถะ: ~10,000 เยน
- สามารถทำงาน Part-time หรือขอทุนอื่นเพิ่มได้อีก ที่ญี่ปุ่นมีช่องทางเยอะมากๆ ค่ะ เช่น JASSO: ทุนรัฐบาลยอดฮิต หรือ Oita Scholarship: (แบมได้ทุนนี้) ให้ปีละ 350,000 เยน สำหรับคนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในจังหวัดโออิตะ เป็นต้น

. . . . . . . .
Chapter 5
If You’re Still Wondering
ถ้าถามว่า APU เหมาะกับใครบ้าง แบมว่าเหมาะกับคนที่อยากค้นหาตัวเองในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่นี่ให้ครบทั้งด้านวิชาการ (Business) และภาษา (English + Japanese) ซึ่งเป็นแต้มต่อที่ดีมากๆ ในอนาคต
และอยากแชร์ว่าเรื่อง community ที่นี่แข็งแรงมาก รุ่นพี่คนไทยพร้อมซัปพอร์ตเสมอ การมาเรียนที่ APU ไม่ใช่แค่ได้ปริญญา แต่คือการได้ใช้ชีวิต ได้ลองผิดลองถูก ได้ล้ม ได้ลุก และเติบโตขึ้นจริงๆ ค่ะ
ถ้าแบมทำได้ แบมเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน แล้วเจอกันที่เบปปุนะคะ ~

พิกัดสำหรับคนอยากเก็บข้อมูล
- คู่มือสมัครเรียน: admissions.apu.ac.jp
- รายละเอียดทุนลดค่าเรียน: APU Tuition Reduction
- ส่องกิจกรรมเด็กไทย: IG @apu.thaicom
. . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่แบม" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น