Ciao! ชาว Dek-D ทุกคนค่า~ วันนี้พี่ลูกหมูขอพาทุกคนบินลัดฟ้าไปทำความรู้จักเมืองสุดคลาสสิกในประเทศอิตาลี อย่างเมือง ‘Siena’ เมืองเล็กกลางแคว้น Tuscany ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ถนนหินเก่าแก่ และบรรยากาศการเรียนรู้แบบยุโรปแท้ๆ
ซึ่งวันนี้ก็มีรีวิวจากหนึ่งในเด็กทุนตัวจริงอย่าง “พี่กีตาร์” รุ่นพี่จากคณะอักษร จุฬาฯ ที่ได้ไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา International Studies ที่ University of Siena จากทุนรัฐบาลอิตาลี ซึ่งเป็นทุนเต็มจำนวน มอบให้นักศึกษาต่างชาติเรียนต่อระดับป.โท ป.เอก หรือการอบรมด้านศิลปะ ดนตรี การเต้น การทำวิจัย รวมถึงการเรียนภาษาและวัฒนธรรมอิตาเลียนด้วยค่ะ (ซึ่งพี่กีตาร์ได้ทั้งทุนเรียนภาษา และทุนเรียนต่อป.โทเลยย เลิศสุดๆ~)
แล้วชีวิตเด็กทุนในอิตาลีเป็นยังไงบ้าง? มีมุมไหนที่ประทับใจ และเรื่องไหนที่ควรเตรียมตัวรับมือก่อนบินไปจริง // ใครที่กำลังเล็งอิตาลีเป็นหมุดหมายเรียนต่อ บอกเลยว่าห้ามพลาดนะคะ ถ้าพร้อมแล้วไปเก็บประสบการณ์และสาระดีๆ ด้วยกันเลยค่า~
Note: เตรียมพบ "พี่กีตาร์" และอีก 20+ รุ่นพี่นักเรียนทุนดีกรี Top U ทั่วโลก ที่ให้เกียรติมาประจำบูทใหญ่ในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair เพื่อแชร์อินไซต์และให้คำปรึกษาแบบ 1:1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 25 และอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 ที่ BITEC Bangna (EH98) จัดร่วมกับงาน Dek-D’s TCAS Fair // ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้านะคะ เล็งคิวรุ่นพี่ให้ถูกวันแล้ว Walk-in ได้เลย (พี่ๆ ใจดีมากกก)
*พบพี่กีตาร์ได้วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00-16.30 น.

. . . . . . . .
PART I
จากเด็กอักษรจุฬาฯ
สู่รัฐศาสตร์แห่งเซียน่า
สวัสดีค่ะ ปิยรัตน์ พันภูษา ชื่อเล่นกีตาร์นะคะ เรียนจบป.ตรี จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกประวัติศาสตร์ โทภาษาอิตาเลียน หลังเรียนจบก็ทำงานสาย Content Creator ผลิตบทเรียนประวัติศาสตร์ออนไลน์ให้เด็กนักเรียน ก่อนจะขยับไปทำงานสาย Tech ในตำแหน่ง Product Manager (ถือว่าเปลี่ยนแนวไปค่อนข้างเยอะเลยค่ะ 555)
พอทำงานมาได้สักระยะ เราเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าเส้นทางที่เดินอยู่ใช่จริงไหม เพราะถึงจะพยายามนำความชอบด้านวิชาการไปประยุกต์กับงานมาตลอด แต่พอทำงานมาหลายปี ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าอยากเติบโตในสายนี้ต่อไปจริงหรือเปล่า สุดท้ายก็ตกผลึกว่าจริงๆ เรายังผูกพันกับพื้นฐานด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์อยู่มาก ซึ่งจริงๆ แล้วสาขานี้เป็นหนึ่งใน Goal ตอนเรียนมัธยมค่ะ แต่ตอนนั้นเราเลือกเรียนอักษรศาสตร์แทน ทีนี้เราก็กลับไปนึกถึงเป้าหมายในช่วงตอนมัธยม และยังผูกพันธ์กับพื้นฐานด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงอยากมีโอกาสเรียนรู้ทักษะด้านอื่นๆ บวกกับอยากเปิดโอกาสที่มากขึ้นให้กับตัวเอง เลยตัดสินใจกลับมาเรียนต่อปริญญาโท สาขา ‘International Studies’ ที่ ‘University of Siena’ ประเทศอิตาลี
สาขานี้ตอบโจทย์ตัวตนของเราค่อนข้างชัด เพราะเป็นสาขาที่ผสานหลายศาสตร์ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย เนื้อหาใกล้เคียงกับ International Relations (IR) แต่หลักสูตรของ Siena จะมีด้าน European Studies ให้เลือก ทำให้ได้เจาะลึกบริบทยุโรปโดยเฉพาะ และเหมาะกับคนที่อยากได้ทักษะหลากหลายมากกว่าการโฟกัสเฉพาะทางแบบสุดๆ
ส่วนเหตุผลที่เลือกประเทศอิตาลี เพราะตอนป.ตรี เคยเรียนภาษาอิตาเลียนที่จุฬาฯ และเคยได้ทุนรัฐบาลอิตาลีไปเรียนภาษาที่อิตาลีมาแล้ว 6 เดือนด้วย (ทุนรัฐบาลให้เรียนภาษาจริงๆ ที่ 3 เดือนค่ะ แต่เราตัดสินใจอยู่ต่อเองอีก 3 เดือน) ทำให้คุ้นเคยทั้งภาษา วัฒนธรรม และระบบการศึกษา การกลับมาเรียนต่อที่นี่จึงเป็นเหมือนการต่อยอดจากประสบการณ์เดิม มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดค่ะ
. . . . . . . .
PART II
รีวิวสมัครทุนและมหาวิทยาลัย
เจอโอกาสที่ใช่ในเวลาที่เป๊ะ
ตอนนั้นเราหาทุนที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน ถึงกับตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ชัดเจนเลยค่ะว่า ถ้าไม่ได้ทุนเต็ม ก็จะไม่ไปเรียนต่อเลยค่ะ ซึ่งทุนรัฐบาลอิตาลีก็ตอบโจทย์พอดี เพราะครอบคลุมทั้งการยกเว้นค่าเล่าเรียน เงินสนับสนุนรายเดือน และประกันสุขภาพ เงินรายเดือนโอนให้โดยตรง (โอนมาเป็นแบบ 2-3 เดือนครั้ง) ผู้รับทุนจัดการเองได้ทั้งหมด เลยมีความยืดหยุ่นในการเลือกที่พักและวางแผนค่าใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
ที่สำคัญคือ ทางทุนเปิดโอกาสให้เครือข่ายนักเรียนทุนได้มาพูดคุยและแชร์ประสบการณ์กันที่สถานทูตฯ ช่วยให้กังวลน้อยลงและไม่รู้สึกเคว้งเกินไปค่ะ (จริงๆ ก็ยังมีทุนอื่นๆ เช่น ทุนระดับแคว้น บางทุนอาจมีสิทธิพิเศษด้านที่พักหรือค่าอาหาร แต่จำนวนเงินสนับสนุนรายเดือนอาจน้อยกว่าและมีขั้นตอนการสมัครที่ซับซ้อนกว่า)
[ สมัครยังไง? ]
ตามหลักการ สมัครมหาวิทยาลัยกับทุนรัฐบาลอิตาลีเป็นคนละขั้นตอนกัน แต่ถ้าให้ชัวร์ที่สุด คือควรได้ Offer จากมหาวิทยาลัยก่อน แล้วค่อยยื่นสมัครทุนรัฐบาลอิตาลีตามทีหลัง
ขั้นตอนสมัครทุน จะเริ่มจากการส่งเอกสารผ่านระบบออนไลน์เพื่อคัดกรองรอบแรก จากนั้นผู้ที่ผ่านจะถูกเรียกสัมภาษณ์ที่สถานทูตอิตาลี การสัมภาษณ์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ถ้าผู้สมัครมีพื้นฐานภาษาอิตาเลียน กรรมการอาจสลับถามบางช่วง เพื่อดูความพร้อมในการใช้ชีวิตและเรียนในอิตาลี ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับ
ส่วนตัวเจอคำถามทั่วไปเลยค่ะ เช่น เหตุผลที่เลือกสาขา เลือกประเทศอิตาลี และหลังเรียนจบแล้วจะนำความรู้ไปต่อยอดหรือเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-อิตาลีอย่างไรบ้าง
สำหรับเราเองใช้เวลากับการเตรียมเอกสารนานสุด โดยเฉพาะเอกสารเทียบวุฒิการศึกษา เพราะอิตาลีต้องใช้เอกสารตั้งแต่ระดับมัธยม และต้องผ่านการรับรองจากหลายหน่วยงาน รวมถึงสถานทูต แต่ถ้าเอกสารสมัครเรียนพร้อม หลายส่วนสามารถใช้เอกสารชุดเดียวกันได้ ทำให้ขั้นตอนเดินเร็วขึ้นมาก
[ แชร์โมเมนต์ติดทุน!! ]
โอ้โห ดีใจและโล่งมากกกก เพราะอย่างที่บอกไปว่าถ้าไม่ได้ทุน ก็คงไม่ไปเรียนต่อจริงๆ มีฉลองเล็กๆ แล้วรีบบอกข่าวดีกับคนที่บ้าน ได้กำลังใจมาเต็มที่ก่อนเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตนักเรียนอีกครั้งค่ะ!
. . . . . . . .
PART III
ก้าวสู่ชีวิตบทใหม่
ความท้าทายที่ไม่เหมือนเดิม
คราวนี้เราไม่ได้มาในฐานะนักเรียนภาษา หรือคนมาอยู่ระยะสั้น แต่กลับมาในบทบาทนักศึกษาปริญญาโทเต็มตัว ความรู้สึกเลยปนกันหมดทั้งตื่นเต้นและกังวล โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เพราะต้องปรับสวิตช์โหมดมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง หลังเว้นช่วงจากการเรียนไปประมาณ 5 ปี ความเข้มข้นของหลักสูตรและความคาดหวังจากอาจารย์สูงด้วย ทำให้ต้องตั้งหลักจัดการเวลาและการเตรียมตัวให้เข้ากับบทบาทการเรียนปริญญาโท
[ เริ่มต้นด้วยภารกิจแรก “ใบพำนัก” ]
ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างแรกที่ต้องจัดการทันทีหลังไปถึงอิตาลีค่ะ กฎหมายระบุว่านักศึกษาต่างชาติจะต้องเริ่มกระบวนการขอใบพำนักภายใน 8 วันหลังเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเราและอีกหลายคนรู้สึกด่านนี้ยากสุดแล้วเพราะทั้งขั้นตอนเยอะและใช้เวลานานด้วย
ขั้นตอนจะเริ่มจากการไปที่ไปรษณีย์เพื่อขอชุดเอกสารสำหรับยื่นขอใบพำนัก -> กรอกเอกสาร -> นำกลับไปยื่นที่ไปรษณีย์อีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปยังสถานีตำรวจ (Questura ในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่) จากนั้นรอไปเดินเรื่องตามวันนัดหมายที่ได้รับแจ้ง
ข้อดีคือเมื่อได้รับทุนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะมีเอกสารแนะนำขั้นตอนมาให้ แต่จากประสบการณ์จริง เอกสารเหล่านี้ช่วยได้ในภาพรวม แนะนำให้ลองถามนักศึกษาต่างชาติด้วยกัน หรือคนในเมืองที่มีประสบการณ์มาก่อนควบคู่กันไปค่ะ
[ ถ้าสกิลภาษาอิตาเลียนเป็น 0 จะรอดไหม? ]
ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ๆ ต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นประจำ บอกตรงๆ ว่าชีวิตประจำวันอาจจะเหนื่อยนิดหน่อย โดยเฉพาะเวลาต้องทำธุระจริงจัง เช่น ไปรษณีย์หรือสถานีตำรวจ เพราะหลายที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างจำกัด และคาดหวังให้ชาวต่างชาติพยายามสื่อสารเป็นภาษาอิตาเลียน
จากประสบการณ์ตรง แค่พูดได้บ้าง ไม่ต้องคล่องมาก การสื่อสารจะง่ายขึ้นเยอะ โดยเฉพาะเรื่องเอกสารและระบบราชการ เพราะเจ้าหน้าที่อธิบายรายละเอียดให้ชัดขึ้น
ส่วนเรื่องการเรียน เราเลือกหลักสูตรภาษาอังกฤษ อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่อาจมีจังหวะที่อธิบายภาษาอิตาเลียนเสริมให้คนอิตาเลียนที่อยู่ในคลาส ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคจนเรียนไม่รู้เรื่อง แต่ถ้ามีพื้นภาษาอิตาเลียนก็จะช่วยให้เข้าใจบริบทในคลาสมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสเลือกลงวิชาเรียนได้หลากหลายมากขึ้นด้วยค่ะ
. . . . . . . .
PART IV
ชีวิตในห้องเรียนปริญญาโทที่อิตาลี
[ สไตล์การเรียนการสอน ]
รูปแบบการสอนขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละคน แต่โดยรวมอาจารย์อิตาเลียนจะให้ความสำคัญกับ interaction ในคลาสค่อนข้างมาก ไม่ได้สอนตามสไลด์เป็นหลัก แต่เน้นการพูดคุย ถาม-ตอบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน สไลด์หรือเอกสารจะถูกใช้เป็น Material สำหรับอ่านและทบทวนภายหลังมากกว่า
ระบบให้คะแนน คะแนนเต็มคือ 30 และถ้านักศึกษาโดดเด่นมากจะได้ ‘L’ บางวิชาไม่ได้วัดกันที่ผลสอบอย่างเดียว จากประสบการณ์ส่วนตัว การมีส่วนร่วมในคลาส การตั้งคำถาม การร่วมกิจกรรมนอกคลาสเรียน และการทำงานเสริมกับอาจารย์ ส่งผลต่อคะแนนพอสมควร บรรยากาศในห้องเรียนไม่ได้แข่งขันกันสูง ทุกคนโฟกัสงานของตัวเอง แต่ถ้ามีงานกลุ่มก็ช่วยกันจริง เพราะคะแนนไม่ได้อิงการเปรียบเทียบระหว่างนักศึกษา แต่อยู่ที่ Performance ตอนสอบไฟนอลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของ Oral Exam
[ รีวิวสัก 2 ตัวอย่างวิชาสุดประทับใจ ]
วิชาที่ชอบที่สุดคือ European Human Rights Protection ซึ่งเป็นวิชาบังคับ อาจารย์ไม่ได้เริ่มจากการเลกเชอร์ทฤษฎี แต่ใช้เคสจริงจากศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเป็นแกนหลัก เราเรียนผ่านหลายสิบเคส ทำให้เข้าใจสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศจากสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่การท่องจำ
ข้อดีคือ แม้ไม่มีพื้นฐานกฎหมายมาก่อนก็สามารถตามทันได้ เพราะทุกคนเริ่มจากการวิเคราะห์เคสร่วมกัน แล้วค่อยดึงทฤษฎีออกมาจากสถานการณ์ ห้องเรียน Engagement สูงมาก นักเรียนเข้าเรียนแน่นแทบทุกครั้ง ถึงขั้นแย่งกันนั่งแถวหน้าเลยค่ะ 5555
อีกวิชาที่ประทับใจคือ English for Politics and Persuasion เน้นการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทการเมืองและการทูต ตั้งแต่การเลือกคำ น้ำเสียง ไปจนถึงการออกเสียง เพื่อให้การสื่อสารมีพลังและโน้มน้าวได้จริง วิชานี้ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงนโยบายได้ตรงจุดมาก
[ นอกคลาส สู่เครือข่ายนานาชาติ ]
กิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยจะเชื่อมกับหน่วยงานระหว่างประเทศค่อนข้างเยอะ ทั้ง Seminar, Workshop และ Summer School ที่จัดร่วมกับ NGO หรือโครงการภายใต้สหภาพยุโรป หลายกิจกรรมเป็นโอกาสต่อยอดไปถึงการทำโปรเจกต์กับอาจารย์ หรือทำงานร่วมกับองค์กรที่เข้ามาจัดกิจกรรม บางกรณียังสามารถนับเป็นหน่วยกิตหรือเชื่อมไปสู่โอกาสฝึกงานได้ด้วย
อีกกลุ่มกิจกรรมที่เจอบ่อยคือ กลุ่มหรือชมรมนักศึกษา Erasmus ซึ่งแม้จะไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนก็สามารถเข้าร่วมได้ กิจกรรมลักษณะนี้จะได้เจอเพื่อนต่างชาติจากหลายประเทศ และมีกิจกรรมในเมืองให้เข้าร่วมเป็นระยะ // ส่วนตัวเราเข้าร่วมกิจกรรมไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะด้วยวัยและภาระตอนนั้น เรารู้สึกว่าต้องโฟกัสกับการเรียนในห้องเป็นหลัก แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ก็คงหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมแนว Networking ให้มากขึ้นค่ะ
. . . . . . . .
PART V
นี่แหละเมืองเซียน่า!
เงียบสงบ ประหยัด และช่วยโฟกัสได้จริง
University of Siena ตั้งอยู่ที่เมืองเซียน่า (Siena) เมืองยุคกลางที่ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ค่อนข้างเข้มข้น ทั้งสถาปัตยกรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของคนในเมือง อาคารเรียนหลายแห่งเป็นอาคารเก่าแบบยุคกลาง ให้ฟีลขลัง เหมือนอยู่กลางประวัติศาสตร์จริงๆ
อีกหนึ่งอย่างที่สะท้อนความเป็นเมืองวัฒนธรรมมากคือประเพณีแข่งม้า Palio ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากของเซียน่า อาจารย์และคนในเมืองให้ความสำคัญกับประเพณีนี้มากกก ถึงขั้นที่บางช่วงมหาวิทยาลัยอาจมีการปรับหรือหยุดการเรียนการสอนเลยทีเดียว
[ บรรยากาศและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ]
เซียน่าเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะมาแบบไปเช้า–เย็นกลับ กลางวันนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ พอตกเย็นหรือเป็นวันธรรมดา เมืองจะกลับมาเงียบสงบทันที บรรยากาศต่างจากเมืองใหญ่อย่างโรม ฟลอเรนซ์ หรือมิลานค่อนข้างชัด
เมืองนี้ไม่มีห้างใหญ่ ไม่มี Night Life จัดๆ ร้านอาหารนานาชาติก็ไม่ได้หลากหลายมาก ร้านอาหารไทยแทบไม่มี ถ้าอยากได้ความคึกคักหรือของครบๆ ส่วนใหญ่ต้องนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์ ซึ่งเดินทางสะดวกและไม่ไกลค่ะ แต่สำหรับเรา เซียน่าตอบโจทย์และใช้ชีวิตง่าย เพราะถึงจะเป็นเมืองเล็ก แต่ของจำเป็นมีครบ ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบขนส่ง และสถานีรถไฟที่ต่อไปเมืองอื่นได้สะดวก ใช้ชีวิตประจำวันได้จริงโดยไม่รู้สึกอึดอัดค่ะ
เอกลักษณ์ที่ชอบอีกอย่างคือ เซียน่าจะแบ่งออกเป็น 17 เขต เป็นหมู่บ้านที่มีสัญลักษณ์และ Community ย่อมๆ เป็นของตัวเอง เช่น ที่ว่าการ โบสถ์ หรือพิพิธภัณฑ์ คนเซียน่าจะผูกพันกับหมู่บ้านของตัวเองมาก โดยเฉพาะช่วงที่แข่ง Palio ลูกหลานเซียน่าจะกลับมารวมตัวกันที่หมู่บ้านของตัวเอง เดินขบวน สังสรรค์ ตั้งโต๊ะรับประทานอาหารเย็นร่วมกันบนถนนหมู่บ้านจนมีคนยกให้เซียน่ากลายเป็นเมืองที่มีโต๊ะดินเนอร์ยาวที่สุดในอิตาลี!
[ ค่าครองชีพ ]
ถือว่าเบากว่าเมืองใหญ่อย่างโรมหรือมิลาน โดยเฉพาะค่าเช่าที่พัก อย่างเราเช่าห้องเดี่ยวแบบแชร์พื้นที่ส่วนกลาง ค่าเช่าอยู่ราว 300 กว่ายูโรต่อเดือน ค่าน้ำค่าไฟจะมาเป็นบิลทุก 2-3 เดือนและแชร์กับเพื่อน พอเฉลี่ยต่อคนแล้วไม่สูง
ถ้ารวมค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคทั้งหมด ยังไม่ถึงครึ่งของเงินทุนรายเดือนที่ได้รับ ซึ่งตอนนั้นอยู่ประมาณ 900 ยูโรต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลักอีกส่วนคืออาหาร เราจะทำอาหารกินเองเป็นหลัก ซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทำกินสามมื้อได้สบาย
[ โอกาสในการหางานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียน ]
เราเองไม่ได้หางานพาร์ตไทม์ในพื้นที่ แต่รับงานเป็นโปรเจกต์จากไทยบ้าง ซึ่งเป็นงานที่ทำอยู่ก่อนแล้ว เลยจัดการเวลาเองได้ค่ะ อีกเหตุผลคือข้อจำกัดทางกฎหมาย นักศึกษาต่างชาติที่ถือใบพำนักเพื่อการศึกษา ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บวกกับเซียน่าเป็นเมืองเล็ก โอกาสงานพาร์ตไทม์มีไม่มาก งานส่วนใหญ่ต้องใช้ภาษาอิตาเลียนค่อนข้างเยอะ งานที่ใช้ภาษาอังกฤษล้วนๆ มีน้อย และพบได้เป็นกรณีเฉพาะ
ส่วนนายจ้างหลายที่ก็จะมองหาคนทำงานเต็มเวลา ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดของนักศึกษาต่างชาติ ทำให้ตัวเลือกยิ่งแคบลง ถ้าเป็นเมืองใหญ่อย่างมิลาน โอกาสจะเยอะกว่า เพราะมีตำแหน่งงานหลากหลายและความต้องการแรงงานสูงกว่า
[ มุมฮีลใจฉบับ Introvert ]
เราเป็นแนว Introvert แต่ยังมีเพื่อนและสังคมในแบบของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเซียน่าค่อนข้างเหมาะ เพราะเป็นเมืองเล็ก คนที่มาอยู่ส่วนใหญ่ชอบความสงบคล้ายๆ กัน ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ วันธรรมดาเดินไม่กี่นาทีก็ทั่วเมือง วันหยุดอาจนั่งรถไฟไปเมืองใกล้ เปลี่ยนบรรยากาศ หรือเจอเพื่อนที่อยู่อีกเมือง ระบบรถไฟและรถบัสค่อนข้างสะดวก เมืองนี้เป็นจุดเชื่อมต่อ เลยเดินทางต่อไปที่อื่นได้ง่าย
[ สถานที่เที่ยว มุมลับ หรือร้านอาหาร ]
สถานที่เที่ยวในเซียน่าไม่ได้เยอะ จุดหลักๆ ค้นหาก็เจอเกือบหมด เช่น Piazza del Campo, Torre del Mangia หรือ Duomo di Siena เสน่ห์ของเมืองจริง ๆ เลยไม่ได้อยู่ที่การเช็กอิน แต่เป็นบรรยากาศมากกว่า
ถ้าพูดถึงร้านที่ชอบ จะเป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ (Pasticceria Buti) ที่เพิ่งเปิดไม่นาน เมนูไม่ใช่สูตรดั้งเดิมแบบอิตาเลียนจ๋า แต่คิดเมนูใหม่เอง ถ้าไปถึงต้องสั่ง Caramellato ตัวขนมเป็นแป้งพายเคลือบน้ำตาลคล้ายคาราเมล ไส้คัสตาร์ด รสชาติแปลกใหม่ ราคาไม่แรง และเป็นร้านที่คนในเมืองพูดถึงกันเยอะค่ะ~
. . . . . . . .
PART VI
โอกาสทำงานในยุโรป หลังเรียนจบ
[ ช่วงเปลี่ยนผ่านจากนักเรียนสู่ตลาดงาน ]
หลังเรียนจบ นักศึกษาต่างชาติในอิตาลีจะมีสิทธิ์อยู่ต่อเพื่อหางานได้ประมาณ 1 ปี ช่วงเวลานี้สามารถสมัครงานได้โดยไม่ต้องเข้าโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติแบบปกติ ขั้นตอนจึงง่ายกว่าการสมัครจากนอกประเทศพอสมควร และช่วยให้มีเวลาค่อยๆ มองหางานที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น
[ บริบทงานสาย International ในอิตาลีและยุโรป ]
อิตาลีมีความเป็น International ค่อนข้างสูง ทั้งบริษัทข้ามชาติ หน่วยงานระดับยุโรป และองค์กรที่ทำงานข้ามประเทศหลายแห่งตั้งสำนักงานอยู่ที่นี่ สำหรับคนที่สนใจงานสาย International ไม่จำเป็นต้องย้ายประเทศทันที สามารถเริ่มต้นจากอิตาลีก่อนได้ แล้วค่อยขยับไปประเทศอื่นในยุโรปตามโอกาสและจังหวะของตัวเอง
[ ทักษะจากห้องเรียนสู่การทำงานจริง ]
สิ่งที่ได้ชัดที่สุดจากการเรียนคือการคิดแบบ Interdisciplinary หลักสูตร International Studies ไม่ได้มองปัญหาจากมุมเดียว แต่เชื่อมการเมือง เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายเข้าด้วยกัน งานหลายชิ้นต้องวิเคราะห์บริบทจริงและมองภาพรวมในระดับนโยบาย ในเชิงทักษะการทำงาน ได้ฝึกทั้ง Data Analysis และ Research Skills ผ่านงานที่ใช้ข้อมูลจริง เช่น รายงานเชิงนโยบายหรือเอกสารในฟอร์แมตที่องค์กรระหว่างประเทศใช้ ซึ่งมาจากโปรเจกต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ทำให้คุ้นกับรูปแบบงานระดับ International มากขึ้น
ที่สำคัญคือภาษาค่ะ แม้จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่การใช้ชีวิตประจำวันช่วยให้ภาษาอิตาเลียนพัฒนาขึ้นค่อนข้างชัด ทั้งการฟัง การสื่อสาร และความมั่นใจ โดยเฉพาะเวลาติดต่อราชการหรือทำเรื่องเอกสาร
อีกส่วนที่เปลี่ยนไปมากคือ Soft Skills โดยเฉพาะการกล้าพูดเพื่อตัวเอง การแสดงความเห็น และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม จากคนที่เคยเลี่ยงความขัดแย้ง กลายเป็นคนที่สื่อสารความต้องการได้ตรงขึ้นในบริบทสากล
. . . . . . . .
PART VII
บางบทเรียนระหว่างทาง
อาจหาอ่านไม่ได้จากในโบรชัวร์
อิตาลีเป็นประเทศที่เปิดโอกาสทางการศึกษาค่อนข้างกว้าง ค่าเรียนไม่สูง และมีระบบซัปพอร์ตนักศึกษาอยู่พอสมควร แต่ชีวิตประจำวันแตกต่างจากไทยพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเอกสารและระบบราชการ นักศึกษาจำเป็นต้องกล้าถาม กล้าพูด และจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง
สิ่งที่ช่วยได้มากคือการมีเพื่อนนักศึกษา หรือเครือข่ายนักศึกษาต่างชาติในพื้นที่เดียวกัน โชคดีด้วยที่ตามสถานศึกษาปกติจะมีกลุ่ม Tutor ที่เป็นนักศึกษาช่วยงานมหาลัย เราสามารถติดต่อสอบถามและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตรงๆ ช่วยลดความสับสนและทำให้หลายเรื่องจัดการได้ง่ายขึ้นค่ะ
. . . . . . . .

The world is waiting,
and you’re warmly invited!
เพราะความฝันไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกรอบ ได้เวลาฉีกเซฟโซนมา Dream Outside the Box โกอินเตอร์ไปด้วยกันที่งาน Dek-D’s Study Abroad Fair
งานนี้พบ "พี่กีตาร์" และทัพรุ่นพี่ศิษย์เก่าดีกรีนักเรียนทุน Top U ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งโซนอเมริกา-ยุโรป-ออสซี่ (ตัวท็อปจากทุน Fulbright, Chevening, Erasmus+ และมหา'ลัยดังอย่าง Oxford, Stanford ฯลฯ) และโซนเอเชีย (ทุนรัฐบาลสุดฮิตจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และฮ่องกง) ใครอยากหาแรงบันดาลใจ อยากให้ช่วยรีวิว CV ถามเรื่องการเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ คุยดูว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นจะคลิกกับเรามั้ยนะ เตรียมลิสต์มาเลย!
ความปังยังไม่หมดนะคะ ในงานยังมีบูทเอเจนซีและสถาบันชั้นนำกว่า 40 แห่งจาก 20+ ประเทศทั่วโลกให้ปรึกษาแพลนเรียนต่อ, Free IELTS Mock Test (คอมพิวเตอร์) ให้ลองสอบฟรี และแจก Study Abroad Planner ไอเทมเด็ดคนอยากโกอินเตอร์ด้วย
มาเถอะ อยากเจอ เราตั้งใจทุกรายละเอียดจริงๆ นะ~
- Save the Date: 25-26 เม.ย. 69 (9:00 - 16:30 น.)
- Location: BITEC บางนา (EH98)
- ฟรีทุกไฮไลต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน!
0 ความคิดเห็น